วิโมกฺขมุข

 

สุญฺญตวิโมกฺขมุข

อนมิตฺตวิโมกฺขมุข

อปฺปฌิหิตวิโมกฺมุข

 

ทั้ง ๓ คำเรียกนี้
เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ(ขาดใจตาย)

ถ้ายังไม่ทำกาละ เป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
จะปรากฏขึ้นในลักษณะของนิมิต
แต่เสมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
เป็นสภาพธรรมที่ไม่สามารถบังคับบัญชาใดๆได้

เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่เกี่ยวกับ ความกลัวตาย ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

มีหลายๆคน ที่วลัยพรเคยอ่านพบเจอมาหรือเคยพูดคุยด้วย
เมื่อเขาเหล่านั้น เจอภาพที่ทำให้รู้สึกกลัวตาย

ความไม่รู้ที่มีอยู่
บางคน ระลึกถึงสิ่งที่ตนพึ่งพาอยู่
เช่น ระลึกถึงครูอาจารย์ของตน ให้มาช่วยตน

เมื่อเป็นดังนี้
จิตจะหลุดจากสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น
กลับมารู้ที่กายแทน

บางคน เจอผู้แนะนำที่ไม่รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้
เมื่อมีการบอกเล่าสภาวะ ผู้แนะนำจะบอกว่า
ให้กำหนดรู้หนอๆๆๆๆ(ใช้คำบริกรรม)
จนกลับมามีสติ กลับมารู้ที่กาย

นี่คือ ความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้แนะนำท่านนี้
เพราะไม่เคยพบประสพเจอด้วยตนเอง
จึงไม่อาจแนะแนวทางที่ควรปฏิบัติ

มีบางคนเคยพบเจอสภาพธรรมเหล่านี้
เมื่อพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่ง

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เวลาใครพูดใครถามอะไร ก็จะบอกว่า เจอครั้งเดียวแล้วจบ
ซึ่งสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย

หลังจากพบเจอสภาพธรรมตัวใดตัวหนึ่งมาแล้ว
กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังไม่ให้รู้ชัดในกิเลสที่ยังมีอยู่
หรือรู้ว่ามีอยู่ แต่สักว่ามีเกิดขึ้น เหมือนจางๆ
เหมือนเกิดแล้วดับหายไปอย่างรวดเร็ว

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
ตัณหาจึงนำหน้า น้อมเอาคิดเอาเองว่า
สภาพธรมที่มีเกิดขึ้นนี้ เข้าถึงความมี
ความเป็นอะไรๆ ในคำเรียกต่างๆ ที่เคยได้อ่าน ได้ฟังมา

เมื่อน้อมใจเชื่อดังนี้แล้ว
การที่จะรู้ชัดชัดในสภาพธรรมอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

แต่อย่างน้อย ด้วยความศรัทธา
บุคคลเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้มีศิล
เมื่อกายแตก ย่อมสู่สุคติอย่างแน่นอน

ทั้ง ๓ สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นของ ไตรลักษณ์ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ปราศจาก การน้อมเอาคิดเอาเอง
หรือปราศจาก ความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสภาพธรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

หากยังมีห่วง มีอาลัย ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก
สภาพธรรมนี้ จะหายไปและกลับมารู้ที่กายทันที

จงจำไว้ว่า
เมื่อสภาพธรรมทั้ง ๓ ตัวใดตัวหนึ่ง มีเกิดขึ้นในใจตน
หลังจากผ่านสภาพธรรมนั้นๆมาแล้ว
อุเบกขา หรือ กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะบดบังหรือกดข่มกิเลส
ให้รู้สึกเหมือนกิเลสที่มีเกิดขึ้นนั้น เบาบางลงมาก

ให้กำหนดรู้ ตามความเป็นจริงของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น
อย่าน้อมเข้าสู่ความเป็นนั่น เป็นนี่

เพราะจะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
สภาวะการปฏิบัติทางจิต จึงจมแช่อยู่แค่นั้น

จะใช้เวลามากหรือน้อยแค่ไหน ที่จะหลุดจากกับดักหลุมพรางกิเลสนี้ได้
ขึ้นอยู่ จิตที่เกิดการปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น
ในสิ่งที่คิดเอาเองว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่ ตามคำเรียกต่างๆ
หรือตามตำราที่มีเขียนขึ้นมา ตามความรู้ที่มีอยู่ของผู้เขียนนั้นๆ

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2016
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: