ที่มาของคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

ที่มาของคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้ ตอนที่ 3

คาถาในพระไตรปิฏก : มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธ์
เรื่องสาริปุตตโมคคลานวัตถุ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห
เตสญฺจ โย นิโรโธ
เอวํ วาที มหาสมโณติ ฯ

————–

โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย (พ.ศ. ๒๕๒๕, พ.ศ. ๒๕๓๓,
พ.ศ. ๒๕๓๖)

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

==========================

ที่มาของคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

ปฏิจจสมุปบาท

===================

ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา
ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้
ยังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา
ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว

ดูกรภิกษุทั้หลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก
มาโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.

อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า
ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด
ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว
ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว
ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย
ถึงความเป็นผูแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา

=======================

สำหรับพระสารีบุตร

ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตร-
ปริพาชก ว่าดังนี้:-

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต
ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านี้
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.

ที่วลัยพรบอกว่า เป็นโยนิโสมนสิการ
และไม่ใช่ อริยสัจ ๔

เพราะพระสารีบุตร
มารู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ในภายหลัง
ย่อมรู้แจ้งใน อริยสัจ ๔ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ในภายหลัง

รวทั้งพระโมคคัลลานะ
ที่ฟังนำพระธรรมคำสอน
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต
ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านี้
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.
ซึ่งพระสารีบุตรนำมาแสดงต่อ

พระโมคคัลลานะ
มารู้แจ้งในปฏิจสมุปบาทในภายหลังเช่นกัน

==================

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไว้ชัดเจนแล้วว่า
อริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

==================

เพราะเหตุปัจจัยนี้ วลัยพรจึงได้บอกว่า
สิ่งที่พระอัสสชิ ได้นำมาแสดงแก่พระสารีบุตร
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท

“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต
ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านี้
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.”
==================

“ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี
ซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า

อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก
ปฏิจฺจสมุปฺปาทญฺเญว สาธุกํโยนิโส มนสิกโรติ

อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

===============

บุคคลใดที่ฟังคาถา เยธัมมา

“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต
ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านี้
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.”

ขณะกำลังฟัง ตั้งใจฟัง
รู้ตามความเป็นจริงของเสียงที่ได้ยิน
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ขณะที่ธรรมที่กำลังแสดงอยู่

สมาธิย่อมเกิด
ความคิดที่เกิดขึ้น ย่อมดับหายไป
เพราะจิตจดจ่อกับการฟังธรรม

ทำให้เห็นตามความเป็นจริงว่า
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

เป็นเพียงสภาวะ โยนิโสมนสิการ
ไม่ใช่อริยสัจ ๔

การที่จะรู้แจ้งในอริยสัจ ๔
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ต้องแจ้งใน นิพพาน ตามความเป็นจริงก่อน

จึงจะแจ้งในปฏิจจสมุปบาท

จึงจะแจ้งในอริยสัจ ๔
มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒

สำหรับโยนิโสมนสิการ
เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของโสดาบัน
เพราะโยนิโสมนสิการ
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้
ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

ส่วนผู้ใดที่นำมากล่าวว่า
คาถาเยธัมมา ที่พระอัสชิ นำมาแสดงแก่พระสารีบัตร
เป็นสภาวะของ อริยสัจ ๔

ผู้ที่กล่าวทำนองนี้
ล้วนฟังจากคำบอกเล่าต่อๆกันมา
ยังไม่แจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

สำหรับการตีความของอรรถกถาจารย์
ผู้ตีความ รู้แค่ไหน ย่อมนำความรู้ที่มีอยู่
มาอธิบายได้แค่นั้น

เวลาหาข้อมูล
อย่าเน้นหาของอรรถกถาจารย์
ต้องสนใจพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นหลัก

หากการตีความของอรรถกถาจารย์
ข้อความที่อรรถกถามจารย์นำมาอธิบายนั้นๆ
ตรงกับธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้
ลงรอยเดียวกับ คำของอรรถกถาจารย์นั้นๆ
ย่อมนำมาใช้ได้

หากไม่ลงรอยเดียวกัน
ถือว่าใช้ไม่ได้

แต่ถ้ากล่าวแค่ว่า

พระสารีบุตรฟังธรรมที่พระอัสชิ
นำคาถาเยธัมมา นำมาแสดงธรรมให้ฟัง
พระสารีบุตรฟังแล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรม
ถ้ากล่าวแต่เพียงแค่นี้ ย่อมตรงกับพระะรรมคำสอน
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับคำที่พระองค์
ทรงตรัสสอนเป็นส่วนมากคือ โยนิโสมนสิการ

คำว่า ดวงตาเห็นธรรม
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ
เป็นคุณสมบัติของโสดาบัน

 

มีบุคคลบางประเภท ที่รู้เฉพาะตน
แต่ขาดการศึกษาพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

จึงไม่สามารถนำสภาพธรรมนั้นๆ
มาแสดงให้ตรงกับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นได้

บุคคลประเภท ที่ยังไม่เข้าถึงสภาพธรรมนั้นๆ
จึงไม่สามารถนำสภาพธรรมนั้นๆ
มาแสดงให้ตรงกับพระธรรมคำสอนได้

บุคคลบางประเภท ชื่อว่า ศึกษามาก รู้ปริยัติมาก
แต่การปฏิบัติ ยังไม่เข้าถึงสภาพธรรมนั้นๆ
จึงไม่สามารถนำคำเรียกนั้นๆ
มาแสดงให้ตรงกับพระธรรมคำสอนได้

Advertisements

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

เริ่มต้นจาก เตโชกสิณ(มิจฉาสมาธิ)

สติปัฏฐาน 4(สัมมาสมาธิ)

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่ว ขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

 

เป็นที่มาของ ขณิกสมาธิ
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ธันวาคม 2016
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: