บรรลุนิพพานในปัจจุบัน

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

[๓๐๓] พระนครสาวัตถี.
ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้
ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๔

รู้ทันปัจจุบัน

รู้ชัดใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

การสำรวม สังวร ระวัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ทัน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมหยุดทัน หยุดได้โดยไม่ต้องคิดที่จะหยุด
คือไม่เอามาเป็นอารมณ์ถึงขั้นสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการดับรอบเฉพาะตน

ทางสายกลาง

ความเพียรกล้า

สมัยก่อน เพียรหนักมาก เพียรหนักเพราะทุกข์
เห็นเขาพูดกันว่า หากเพียรด้านนี้ ทุกข์จะน้อยลง
จึงทำให้เพียรหนัก เพียรแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้เพราะเหตุนี้

การทำความเพียรจึงอาจดูสุดโต่งในสายตาของหลายๆคน
ประมาณว่า ต้องเพียรหนักกันขนาดนั้นเลยรึ

คือ เพียรทั้งกลางวันและกลางคืน
เพียรไป ร้องไห้ไป อะไรมันจะเจอทุกข์ขนาดนั้น
เหมือนคนเดินทาง ใบหน้ามีแต่น้ำตา นี่คือความไม่รู้

ทางสายกลาง

เมื่อก่อนไม่เคยรู้หรอกว่า ที่ว่าทางสายกลางนั้นคืออะไร
อ่านเจอแต่ในหนังสือ แต่ไม่มีคำอธิบายให้เห็นเด่นชัด
มรรค-อริยมรรคมีองค์ ๘ ยิ่งกว่าขอมดำดิน ไม่รู้สักอย่าง

จนกระทั่งมาพบเจอสภาวะความตายถึงสองครั้ง
จึงแจ้งแทงตลอดว่า ทางสายกลางที่ว่าคืออะไร
และปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่าทางสายกลาง

ข้อปฏิบัติทางสายกลาง

๑. การทำกรรมฐาน บางคนเรียกทำสมาธิ
ทำในรูปแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเหมือนๆกัน
ยืน เดิน นั่ง นอน จะใช้คำภาวนาแบบไหนก็ได้

การทำกรรมฐาน จุดประสงค์คือ สมาธิ
ไม่จำเป็นต้องมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ
แต่ขอให้ทำ สมาธิยังไม่เกิดไม่เป็นไร
ทำต่อเนื่อง จิตเป็นสมาธิเอง

ทำไปจนกระทั่ง รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ
จึงค่อยมาดูเรื่อง ความรู้สึกตัว

นี่คือ พื้นฐานการทำกรรมฐาน ที่ควรรู้

๒. โยนิโสมนสิการหรือการกำหนดรู้

สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
หรือที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ให้กระทำไว้ในใจ
รู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ดี ชั่ว ถูก ผิด กุศล อกุศล บุญ บาป ทั้งหลาย ไม่ต้องใส่ลงไป

ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ แค่รู้ว่า มีความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สิ่งสำคัญ คือ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

หากสร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา ตามใจอยาก
เท่ากับเป้นการสานต่อ สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดนั้น

เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ที่ได้เคยกระทำไว้ ส่วนจะทำไว้ในชาตินี้ หรือชาติไหนๆ
ไม่ต้องไปคิด เพราะกรรมเป็นเรื่องละเอียด จะมาคาดเดาไม่ได้

ผลของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกำหนดรู้ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิด
ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล

ที่ยังมีผลส่งให้รับอยู่
ล้วนเกิดจากการสร้างเหตุที่ทำให้มีเกิดขึ้นอีก

กี่ปี

กี่ปีแล้วนี่
กว่าจะเขียนการอธิบายความเรื่อง
โยนิโสมนสิการ จนจบ

และเขียนการอธิบายความเรื่องเรื่อง ผัสสะ กับ อริยสัจสี่ จนจบ
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
การกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

๒๕ มค.๖๐

ที่ยังเขียนไม่จบ

ปฏิจจสมุปบาทกับอริยสัจสี่
เป็นการอธิบายความเรื่องเกี่ยวกับ

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

การกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ทบทวน

เมื่อคืน ตอนนอน จิตคิดพิจรณา
ทบทวนสภาวะต่างๆ สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้น

ขณะคิดพิจรณาอยู่ สุขก็เกิด รู้สึกอิ่มเอิบในใจ
หากยังแจ้งในอริยสัจ ไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท
คงยังหลงอยู่ในวังวนโลกธรรม ๘
และหลงสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เช้ามาเล่าให้เจ้านายฟังว่า
เมื่อคืนเกิดสุขเกือบทั้งคืน
เกิดจากจิตที่ปลงภาระทุกอย่างมากขึ้น

 

เห็นความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีมากขึ้น
การนำสิ่งที่มีเกิดขึ้นนอกตัว มาเป็นอารมณ์
ลดน้อยลงไปเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดแจ่มแจ้งในจิตของตัวเอง
เวลาพูดคุยอะไรกับใคร

กระทบปั๊บ จะรู้ปุ๊บทันที
ไม่รู้สึกตัวช้าเหมือนแต่ก่อน

ทางเนต เมื่อก่อนละยาก เพราะติดคุย
เดี่ยวนี้ ทางเนตละง่าย พูดคุยไปก็แค่นั้น
เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดในเหตุปัจจัย
การนำมาเป็นอารมณ์ จึงลดน้อยลงไป

ศึกษาพระธรรมคำสอน ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
ได้ประโยชน์มากกว่าการพูดคุยให้หมดเวลาไปวันๆ

 

ผิดกับชีวิตจริง
ในชีวิตจริง ยังมีปากพล่อยอยู่

เป็นคนที่คิดอะไร ต้องพูดตอนนั้น เดี่ยวลืม
เวลาพูดคุยอะไรกับเจ้านาย ต้องพูดตอนนั้นทันที
ทีนี้คนอื่นที่ได้ยิน อาจตีความไปในทางที่คิดเอาเอง
เรื่องราวต่างๆจึงมีเกิดขึ้นตามมาเพราะเหตุนี้

เจ้านายบอกว่า เวลาจะคุยอะไรกัน
หรือเราจะพูดเรื่องอะไร ให้คุยที่ห้องของเรา
ไม่ไปคุยกันในที่อื่นๆ

โยนิโสมนสิการ

[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร
คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส

สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

 
หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ
ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส

สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

 
[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ
นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง

 

บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น
เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว
ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้
แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ
บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท
เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา
เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน
เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม
เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ
เป็นอันได้ญาณแล้ว

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์
เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว

ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว
และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องของกรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรมที่ส่งมาให้รับผล
ในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ว่า เพราะอะไร
ทำไมผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ
บางครั้ง รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งทำให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

===============

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

============

ความเจ็บป่วย

ปีที่ผ่านมา(59) เป็นปีที่เจอความเจ้บป่วยมากที่สุด

ไทรอยด์เป็นพิษ ขาบวมฉึ่ง

รักษาเองจากภูมิความรู้ที่มีอยู่ รักาาตัวอยู่ 7 วัน ร่างกายจึงกลับมาปกติ

โอกาสหัวใจวายฉับพลัน

ใช้สมาธิรักษา

พอเริ่มปี60 ป่วยตั้งแต่ต้นปี

ป่วยเป็นไข้หวัด รักษาเอง ซื้อยากินเอง จนหาย

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เจ้านายชอบเปิดยุทูปฟัง

เราจึงพลอยได้ฟังไปด้วย

ถ้าท่านไหนหลงสภาวะมาก
เราจะบอกเขาว่า เปลี่ยนไปเลย อย่าฟัง
คนที่พูดนี้ ยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่ท่องจำมา
แถมจำมาแบบบอกต่อๆกันมา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

มีท่านหนึ่ง ท่านชำนาญในสมถะ
ตั้งแต่สมัยท่านเป็นสามเณร

เราฟังท่านพูดเกี่ยวกับวิปัสสนา
เราบอกเจ้านายว่า ท่านรูปนี้ ชำนาญในสมถะ
มีนิมิตเยอะ ไม่รู้ชัดในสภาพธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา

เวลาท่านพูดถึงวิปัสสนา
ท่านจึงพูดตามที่ท่านได้ฟังมา

มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านพูดถึงสภาวะหนึ่ง
ต่อด้วยคำว่า ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เราได้ยินแล้วนั่งหัวเราะชอบใจ

เจ้านายบอกว่า ท่าทางวลัยพรถูกใจคำพูดท่าน

เราบอกว่า เราขำที่ท่านพูดถึงการบรรลุธรรม

ผู้ที่ติดสมถะ นี่มีสภาวะเหมือนกันหมด
มีนิมิตเยอะ นิมิตปรากฏเป็นตัวเป็นตนซะด้วย

ความไม่รู้ ประกอบกับไม่มีใครบอกกับท่านได้
ที่มีบอก ท่านแค่ฟังด้วยความศรัทธา
ฟังแบบผ่านๆ ไม่ปฏิบัติตาม

ผู้ที่ให้คำแนะนำท่าน บอกท่านแล้วว่า รู้ลงที่ใจ
ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ยังวิ่งหานอกตัว(ความี ความเป็น)

———

เจ้านายถามว่า คนที่ติดนิมิต
หรือคนที่หลงสภาวะกับไม่หลงสภาวะนั้น ดูยังไงถึงจะรู้

เราบอกว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะมีสภาวะเหมือนกันหมด
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

จะพูดกันแต่เรื่อง การพยายามละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการละในเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

————

ส่วนผู้ไม่รู้ เมื่อพบเจอสภาวะใด
จะมีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
คิดว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ตามที่อยากเป็นกัน

เช่น อยากเป็นโสดาบัน
อยากเป็นพระอริยะ

เพราะคิดเอาเองว่า จะได้ไม่ต้องทุกข์

จะโสดาบัน หรืออริยะ
ถ้ายังมีกิเลส ก็เจอทุกข์เหมือนกันหมดน่ะแหละ
เพราะความไม่รู้ ที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

————-

ผู้ทำความเพียร ยังมีพร่ำถึงความมี ความเป็น
นั่นน่ะหลงกิเลสทั้งนั้นแหละ

กิเลสมันเนียนน่ะ
ถูกกิเลสมันหลอกเอา ก็ยังไม่รู้

ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้มีนะ
เพราะคิดว่าตนได้อะไร เป็นอะไร
ความศรัทธาในการปฏิบัติจึงมีมาก

อย่างน้อยๆ บุคลลเหล่านี้
เชื่อในเรื่องของกรรม และผลของกรรม
จึงพยามรักษาศิล 5

———————

ผู้ไม่หลง เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก กำหนดรู้อย่างเดียว
ไม่ไหลตามไปกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อรู้เห็นเนืองๆดังนี้
ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

การที่จะสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความมี ความเป็นทั้งหลาย จะมีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่ยังมีเกิดขึ้นได้
เพราะยังถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ที่ยังมีผลส่งกลับมาอยู่
เพราะเหตุยังมีอยู่

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เจ้านายชอบเปิดยุทูปฟัง

เราจึงพลอยได้ฟังไปด้วย

ถ้าท่านไหนหลงสภาวะมาก
เราจะบอกเขาว่า เปลี่ยนไปเลย อย่าฟัง
คนที่พูดนี้ ยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่ท่องจำมา
แถมจำมาแบบบอกต่อๆกันมา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

มีท่านหนึ่ง ท่านชำนาญในสมถะ
ตั้งแต่สมัยท่านเป็นสามเณร

เราฟังท่านพูดเกี่ยวกับวิปัสสนา
เราบอกเจ้านายว่า ท่านรูปนี้ ชำนาญในสมถะ
มีนิมิตเยอะ ไม่รู้ชัดในสภาพธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา

เวลาท่านพูดถึงวิปัสสนา
ท่านจึงพูดตามที่ท่านได้ฟังมา

มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านพูดถึงสภาวะหนึ่ง
ต่อด้วยคำว่า ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เราได้ยินแล้วนั่งหัวเราะชอบใจ

เจ้านายบอกว่า ท่าทางวลัยพรถูกใจคำพูดท่าน

เราบอกว่า เราขำที่ท่านพูดถึงการบรรลุธรรม

ผู้ที่ติดสมถะ นี่มีสภาวะเหมือนกันหมด
มีนิมิตเยอะ นิมิตปรากฏเป็นตัวเป็นตนซะด้วย

ความไม่รู้ ประกอบกับไม่มีใครบอกกับท่านได้
ที่มีบอก ท่านแค่ฟังด้วยความศรัทธา
ฟังแบบผ่านๆ ไม่ปฏิบัติตาม

ผู้ที่ให้คำแนะนำท่าน บอกท่านแล้วว่า รู้ลงที่ใจ
ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ยังวิ่งหานอกตัว(ความี ความเป็น)

———

เจ้านายถามว่า คนที่ติดนิมิต
หรือคนที่หลงสภาวะกับไม่หลงสภาวะนั้น ดูยังไงถึงจะรู้

เราบอกว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะมีสภาวะเหมือนกันหมด
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

จะพูดกันแต่เรื่อง การพยายามละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการละในเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

————

ส่วนผู้ไม่รู้ เมื่อพบเจอสภาวะใด
จะมีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
คิดว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ตามที่อยากเป็นกัน

เช่น อยากเป็นโสดาบัน
อยากเป็นพระอริยะ

เพราะคิดเอาเองว่า จะได้ไม่ต้องทุกข์

จะโสดาบัน หรืออริยะ
ถ้ายังมีกิเลส ก็เจอทุกข์เหมือนกันหมดน่ะแหละ
เพราะความไม่รู้ ที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

————-

ผู้ทำความเพียร ยังมีพร่ำถึงความมี ความเป็น
นั่นน่ะหลงกิเลสทั้งนั้นแหละ

กิเลสมันเนียนน่ะ
ถูกกิเลสมันหลอกเอา ก็ยังไม่รู้

ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้มีนะ
เพราะคิดว่าตนได้อะไร เป็นอะไร
ความศรัทธาในการปฏิบัติจึงมีมาก

อย่างน้อยๆ บุคลลเหล่านี้
เชื่อในเรื่องของกรรม และผลของกรรม
จึงพยามรักษาศิล 5

———————

ผู้ไม่หลง เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก กำหนดรู้อย่างเดียว
ไม่ไหลตามไปกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อรู้เห็นเนืองๆดังนี้
ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

การที่จะสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความมี ความเป็นทั้งหลาย จะมีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่ยังมีเกิดขึ้นได้
เพราะยังถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ที่ยังมีผลส่งกลับมาอยู่
เพราะเหตุยังมีอยู่

Previous Older Entries

มกราคม 2017
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: