ความเจ็บป่วย

ปีที่ผ่านมา(59) เป็นปีที่เจอความเจ้บป่วยมากที่สุด

ไทรอยด์เป็นพิษ ขาบวมฉึ่ง

รักษาเองจากภูมิความรู้ที่มีอยู่ รักาาตัวอยู่ 7 วัน ร่างกายจึงกลับมาปกติ

โอกาสหัวใจวายฉับพลัน

ใช้สมาธิรักษา

พอเริ่มปี60 ป่วยตั้งแต่ต้นปี

ป่วยเป็นไข้หวัด รักษาเอง ซื้อยากินเอง จนหาย

โฆษณา

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เจ้านายชอบเปิดยุทูปฟัง

เราจึงพลอยได้ฟังไปด้วย

ถ้าท่านไหนหลงสภาวะมาก
เราจะบอกเขาว่า เปลี่ยนไปเลย อย่าฟัง
คนที่พูดนี้ ยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่ท่องจำมา
แถมจำมาแบบบอกต่อๆกันมา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

มีท่านหนึ่ง ท่านชำนาญในสมถะ
ตั้งแต่สมัยท่านเป็นสามเณร

เราฟังท่านพูดเกี่ยวกับวิปัสสนา
เราบอกเจ้านายว่า ท่านรูปนี้ ชำนาญในสมถะ
มีนิมิตเยอะ ไม่รู้ชัดในสภาพธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา

เวลาท่านพูดถึงวิปัสสนา
ท่านจึงพูดตามที่ท่านได้ฟังมา

มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านพูดถึงสภาวะหนึ่ง
ต่อด้วยคำว่า ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เราได้ยินแล้วนั่งหัวเราะชอบใจ

เจ้านายบอกว่า ท่าทางวลัยพรถูกใจคำพูดท่าน

เราบอกว่า เราขำที่ท่านพูดถึงการบรรลุธรรม

ผู้ที่ติดสมถะ นี่มีสภาวะเหมือนกันหมด
มีนิมิตเยอะ นิมิตปรากฏเป็นตัวเป็นตนซะด้วย

ความไม่รู้ ประกอบกับไม่มีใครบอกกับท่านได้
ที่มีบอก ท่านแค่ฟังด้วยความศรัทธา
ฟังแบบผ่านๆ ไม่ปฏิบัติตาม

ผู้ที่ให้คำแนะนำท่าน บอกท่านแล้วว่า รู้ลงที่ใจ
ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ยังวิ่งหานอกตัว(ความี ความเป็น)

———

เจ้านายถามว่า คนที่ติดนิมิต
หรือคนที่หลงสภาวะกับไม่หลงสภาวะนั้น ดูยังไงถึงจะรู้

เราบอกว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะมีสภาวะเหมือนกันหมด
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

จะพูดกันแต่เรื่อง การพยายามละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการละในเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

————

ส่วนผู้ไม่รู้ เมื่อพบเจอสภาวะใด
จะมีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
คิดว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ตามที่อยากเป็นกัน

เช่น อยากเป็นโสดาบัน
อยากเป็นพระอริยะ

เพราะคิดเอาเองว่า จะได้ไม่ต้องทุกข์

จะโสดาบัน หรืออริยะ
ถ้ายังมีกิเลส ก็เจอทุกข์เหมือนกันหมดน่ะแหละ
เพราะความไม่รู้ ที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

————-

ผู้ทำความเพียร ยังมีพร่ำถึงความมี ความเป็น
นั่นน่ะหลงกิเลสทั้งนั้นแหละ

กิเลสมันเนียนน่ะ
ถูกกิเลสมันหลอกเอา ก็ยังไม่รู้

ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้มีนะ
เพราะคิดว่าตนได้อะไร เป็นอะไร
ความศรัทธาในการปฏิบัติจึงมีมาก

อย่างน้อยๆ บุคลลเหล่านี้
เชื่อในเรื่องของกรรม และผลของกรรม
จึงพยามรักษาศิล 5

———————

ผู้ไม่หลง เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก กำหนดรู้อย่างเดียว
ไม่ไหลตามไปกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อรู้เห็นเนืองๆดังนี้
ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

การที่จะสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความมี ความเป็นทั้งหลาย จะมีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่ยังมีเกิดขึ้นได้
เพราะยังถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ที่ยังมีผลส่งกลับมาอยู่
เพราะเหตุยังมีอยู่

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เจ้านายชอบเปิดยุทูปฟัง

เราจึงพลอยได้ฟังไปด้วย

ถ้าท่านไหนหลงสภาวะมาก
เราจะบอกเขาว่า เปลี่ยนไปเลย อย่าฟัง
คนที่พูดนี้ ยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่ท่องจำมา
แถมจำมาแบบบอกต่อๆกันมา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

มีท่านหนึ่ง ท่านชำนาญในสมถะ
ตั้งแต่สมัยท่านเป็นสามเณร

เราฟังท่านพูดเกี่ยวกับวิปัสสนา
เราบอกเจ้านายว่า ท่านรูปนี้ ชำนาญในสมถะ
มีนิมิตเยอะ ไม่รู้ชัดในสภาพธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา

เวลาท่านพูดถึงวิปัสสนา
ท่านจึงพูดตามที่ท่านได้ฟังมา

มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านพูดถึงสภาวะหนึ่ง
ต่อด้วยคำว่า ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เราได้ยินแล้วนั่งหัวเราะชอบใจ

เจ้านายบอกว่า ท่าทางวลัยพรถูกใจคำพูดท่าน

เราบอกว่า เราขำที่ท่านพูดถึงการบรรลุธรรม

ผู้ที่ติดสมถะ นี่มีสภาวะเหมือนกันหมด
มีนิมิตเยอะ นิมิตปรากฏเป็นตัวเป็นตนซะด้วย

ความไม่รู้ ประกอบกับไม่มีใครบอกกับท่านได้
ที่มีบอก ท่านแค่ฟังด้วยความศรัทธา
ฟังแบบผ่านๆ ไม่ปฏิบัติตาม

ผู้ที่ให้คำแนะนำท่าน บอกท่านแล้วว่า รู้ลงที่ใจ
ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ยังวิ่งหานอกตัว(ความี ความเป็น)

———

เจ้านายถามว่า คนที่ติดนิมิต
หรือคนที่หลงสภาวะกับไม่หลงสภาวะนั้น ดูยังไงถึงจะรู้

เราบอกว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะมีสภาวะเหมือนกันหมด
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

จะพูดกันแต่เรื่อง การพยายามละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการละในเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

————

ส่วนผู้ไม่รู้ เมื่อพบเจอสภาวะใด
จะมีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
คิดว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ตามที่อยากเป็นกัน

เช่น อยากเป็นโสดาบัน
อยากเป็นพระอริยะ

เพราะคิดเอาเองว่า จะได้ไม่ต้องทุกข์

จะโสดาบัน หรืออริยะ
ถ้ายังมีกิเลส ก็เจอทุกข์เหมือนกันหมดน่ะแหละ
เพราะความไม่รู้ ที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

————-

ผู้ทำความเพียร ยังมีพร่ำถึงความมี ความเป็น
นั่นน่ะหลงกิเลสทั้งนั้นแหละ

กิเลสมันเนียนน่ะ
ถูกกิเลสมันหลอกเอา ก็ยังไม่รู้

ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้มีนะ
เพราะคิดว่าตนได้อะไร เป็นอะไร
ความศรัทธาในการปฏิบัติจึงมีมาก

อย่างน้อยๆ บุคลลเหล่านี้
เชื่อในเรื่องของกรรม และผลของกรรม
จึงพยามรักษาศิล 5

———————

ผู้ไม่หลง เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก กำหนดรู้อย่างเดียว
ไม่ไหลตามไปกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อรู้เห็นเนืองๆดังนี้
ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

การที่จะสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความมี ความเป็นทั้งหลาย จะมีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่ยังมีเกิดขึ้นได้
เพราะยังถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ที่ยังมีผลส่งกลับมาอยู่
เพราะเหตุยังมีอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ชาติ เป็นอย่างไรเล่า?

การเกิด การกำเนิด
การก้าวลง การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย

การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย
ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า ชาติ

ผัสสะ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑

เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒

ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง

ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด

เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ

เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้

พราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ

ด้วยเหตุเท่านี้แล

ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เ

มื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้

ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

อวิชชา

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่

โดยส่วนมาก มักกังวลเรื่องนอกตัว เช่น

ครอบครัว

คนนอกครอบครัว

อาหาร

เรื่องสภาพแวดล้อม

ฐานะ ความเป็นอยู่

ประเทศ

พลเมือง

การเมือง

วัสดุอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆฯลฯ

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อไม่รู้ จึงมักกล่าวโทษนอกตัวว่า
เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ จึงเป็นแบบนี้

น้อยคนนัก ที่ย้อนกลับมาดูพฤติกรรม การกระทำของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว เป็นเพียงปลายเหตุ

เรื่องราวต่างๆที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิต
ล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จิตที่ตั้งมั่นเนืองๆ
(เป็นสมาธิเนืองๆ)

ประกอบกับความรู้สึกตัว
(มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่)

เป็นปัจจัยให้เกิด ความรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

มีชีวิตอยู่ ก็เป็นสุข

หลับก็เป็นสุข

ตื่นก็เป็นสุข

สุขก็ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตามเหตุและเป็นใจ

เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น

เป็นอนัตตา เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือดลบันดาลจากสิ่งใด

ตัวกำหนด คือ

ความนึกคิด

วจีกรรม

กายกรรม

เมื่อรู้ชัดเนืองๆแบบนี้

ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด(ความทะยานอยาก)

อุเบกขา(การปล่อยวาง) ย่อมมีเกิดขึ้นเอง ตามเหตุและปัจจัย

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว(ผัสสะ)
ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ทั้งภายนอก(กับสิ่งที่เกิดขึ้น)
ทั้งภายใน(สังโยชน์กิเลส ที่ยังมีอยู่)

เมื่อยังมีกิเลส ความอยากรู้ อยากเห็น ย่อมยังมีอยู่

เมื่อยากรู้อยากเห็น แต่ไม่ยอมกำหนด ให้อยู่แค่ว่า รู้ว่ามีเกิดขึ้น

กลับปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางวจี(คำพูด)
ทางกาย(การกระทำทางกาย)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่(วีกรรม กายกรรม)ให้มีเกิดขึ้น

ทำไมจึงเป็นกรรมใหม่

เพราะสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
แล้วมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ ผลของกรรม(วิบากกรรม)
ที่เคยกระทำไว้ในอดีต

ส่งมาให้ได้รับผลในรูปของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ผัสสะ

เมื่อไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น
เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่

จึงหลงกระทำตาม แรงผลักดันของกิเลสที่มีเกิดขึ้น
มรึงว่ากรู กรูต้องว่ามรึง(กล่าวเพ่งโทษกัน)
เขาชมมา เราต้องชมเขากลับ(ยกยอปอปั้น)

สุข ทุกข์ ในชีวิต
จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

เกิดขึ้นจาก ความนึกคิดและการกระทำของตัวเองล้วนๆ
เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อรู้ว่า เพราะอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะ
ทำไมจึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อรู้ว่า เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(ที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ทำให้เชื่อเรื่อง กรรม(การกระทำ)
และผลของกรรม(ผลของการกระทำ)

เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ที่ยังมีผลอยู่ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่(สานต่อ)

เมื่อรู้ดังนี้เนืองๆ
ย่อมอดทน อดกลั้น ต่อการเบียดเบียนของผู้อื่นได้
ย่อมพยายามหยุด มากกว่าสานต่อ

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่ นั่นเพราะเหตุยังมีอยู่(เศษกรรม)

ต้องเรียนถึงจะรู้

ความผิดพลาด(ความประมาท) นั่นแหละเป็นครู
ครูมาสอน(ผลของกรรมและกิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจ)
เราต้องเรียน

ยิ่งรู้ชัด ยิ่งพยามละ

แรกๆใช้ความพยาม ใช้เรี่ยวแรงกดข่มใจอย่างมาก

เมื่อรู้ชัดเนืองๆ จิตจะเกิดการคิดพิจรณา
แค่ความรู้สึกทางใจ มันไม่เที่ยง จาง คลาย ดับหายไปเอง

ถือมั่นมาก ทุกข์ย่อมมีเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

จิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง
จะมีความอดทนสูง(เพราะรู้ว่า ทำไมต้องอดทน อดกลั้น)
จึงไหลตามกิเลสได้ยาก เหมือนว่ายทวนน้ำ

จิตที่ไม่ได้ฝึก มีความอดทนน้อย
(เพราะไม่รู้ว่า ทำไมต้องอดทน อดกลั้น)
จึงไหลตามกิเลสได้ง่าย
เหมือนการว่ายตามน้ำ

กว่าจะมาถึงจุดๆนี้
วลัยพรก็เคยทำผิดพลาดมาเยอะ

ถึงรู้แล้วว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ทำไมมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

แต่ยังปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางวจี ทางกาย
เพราะความอยากรู้ อยากเห็น เป็นเหตุ

คนที่ได้กสิณ จะเหมือนกันหมด
เวลาทำอะไร หรือเกี่ยวข้องกับใคร
มักมีภาพปรากฏขึ้น บอกเล่าเรื่องราวให้รู้

ถึงจะรู้ว่า แค่รู้เท่านั้นพอ
แต่ใจมันอยากรู้ อยากเห็น ใช่หรือไม่ ตามภาพที่ปรากฏ

ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
มีเหตุให้รู้เห็นหมดทุกเรื่องราว
ทั้งเห็นด้วยตาเนื้อ ได้ยินเสียงทางหู ทั้งภาพที่ปรากฏทางใจ

จึงนำสิ่งที่รู้เห็น ไปสร้างให้เป็นกรรมใหม่ มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเราว่าเขา เขาจึงว่าเรา
หากเราไม่ว่าเขา แต่เราไม่ว่าเขากลับ
เขาว่ามากๆ ก็หมดเรื่องว่า เพราะไม่รู้จะว่าอะไรอีก
มันก็เรื่องเดิมๆซ้ำๆ วนเวียนไปมา

เรามีหน้าที่กำหนดรู้
อย่าส.ใส่เกือก มันก็จบ

เพราะยังมีส.ใส่เกือก
สิ่งที่มีเกิดขึ้น จึงไม่จบไม่สิ้น

การเกี่ยวข้องกับเรื่องนอกตัว
มองให้มาก สงบให้มาก เป็นใบ้ให้มาก
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ยินให้มาก

ของขวัญ(ความนึกคิด คำพูดและการกระทำของผู้อื่น)
เมื่อเขาหยิบยื่นให้เรา(กล่าวเพ่งโทษทั้งต่อหน้าและลับหลัง)

เมื่อเราไม่รับ ของขวัญชิ้นนั้น ย่อมกลับไปหาผู้กระทำเอง

คิดดี พูดดี ทำดี หมั่นทำจิตเป็นกุศล หมั่นสร้างกุศล
ชีวิตย่อมดี แล้วก็ดี อย่างแน่นอน

ที่ยังมีเรื่องราวไม่หยุด
ล้วนเกิดจากความประมาท พลาดพลั้ง ที่ยังมีอยู่

รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ
ภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ย่อมสั้นลงอย่างแน่นอน

โดยไม่ต้องไปน้อมเอา คิดเอา
ไม่ต้องนำความมี ความเป็นนั่นเป็นนี่ มาเกี่ยวข้อง

จิตที่เป็นอิสระจากความมี ความเป็น
บ่งบอกถึง ภพชาติของการเกิดสั้นลง

ถ้ายังมีการน้อมเอา คิดเอา
ว่าเป็นนั่น เป็นนี่

บ่งบอกถึง ภพชาติของการเกิด ที่ยังมีอยู่

เมื่อเบื่อหน่ายการเกิด
เป็นปัจจัยให้เห็นสิ่งที่มีเกิดขึ้น เป็นเรื่องเดิมๆซ้ำๆ
แค่เปลี่ยนรูปแบบที่มีเกิดขึ้น

ย่อมเพียรละ
มากกว่านำเข้าสู่ตัว ให้กลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

ยิ่งละ ยิ่งรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
ทุกข์ สุขที่มีเกิดขึ้นในชีวิต จะเป็นเรื่องจิ๊บๆ
เมื่อเทียบกับทุกข์ที่เกิดจาก ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลล์ กี่อสงไขย

เมื่อรู้ว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเรื่องจิ๊บๆ
ย่อมทำให้ อดกลั้นได้ อดทนต่อสภาพธรรมที่เกิดขึ้นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว สักแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำร้ายเราได้จริงๆ ก็ใจของเรานี่แหละ
ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

เรื่องของความรู้สึกนึกคิด เกิดเพราะเหตุ
จางคลายหายไวหรือหายช้า
ขึ้นอยู่กับความถือมั่นที่มีอยู่

ยิ่งรู้ชัดภายในกายและจิตเนืองๆ
ใจยิ่งสงบ รำงับ จากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

เรื่องทางโลก เรียนเท่าไหร่ เรียนไม่จบ

สิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต
ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งจบ

จบภพ(มโนกรรม/ความนึกคิด)

จบชาติ(วจีกรรม กายกรรม)

อยู่จบพรหมจรรย์(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กล่าวคำจริง

กล่าวคำจริง

ในหมู่ของผู้เพียรละเหตุปัจจัยของการเกิด
คำพูดทุกคำพูด สามารถกล่าวตรงตามความเป็นจริงได้
และสามารถแสดงทิฏฐิ(ความเห็น) ของแต่ละคนได้

ประมาณว่า เห็นตรงกัน เพราะอะไร
เห็นต่างกัน เพราะอะไร

ไม่มีการพยามโน้มน้าว ชักชวน
ให้อีกฝ่ายที่เห็นต่าง ให้เห็นเหมือนตน

เป็นการขัดเกลากิเลสแบบหยาบๆ
ให้ละความถือมั่นในทิฏฐิของตน

เพราะผู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด
จะเดินไปทางเดียวกัน

ไม่มีเห็นต่าง ไม่มีเห็นด้วย
แต่เป็นเรื่องของ เหตุและปัจจัย

อากังขาสูตร

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนด)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

โรคหัวใจ

มันแปลกดีนะ

ตั้งแต่ทำความเพียร มักจะเจอเรื่องแปลกๆ
ไม่ใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์ปฏิหารย์
แต่เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในชีวิต

บทความนี้

“บุคคลที่มีจิตเป็นสมาธิจะมีความดันอัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง และความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง”

ตรงนี้ น่าจะหมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ

————-

“จิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจริง พร้อมทั้งเชื่อว่าการทำสมาธิสามารถทำให้จิตใจผ่อนคลายและไม่เครียด ทั้งรักษาโรคให้หายได้โดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาลดลง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง การทำสมาธิยังมีความสัมพันธ์กับสมองทั้งสองซีกและส่งผลให้เกิดสุขภาพดี”

ถ้าจะบอกว่า คนที่ทำสมาธิต่อเนื่อง จิตเป็นสมาธิเนืองๆ
วลัยพรนี่แหละ อยู่ในข่ายโรคความดันสูง
ความดันไม่คงที่

หากใจสงบ ไม่ได้ทำอะไร
ความดันจะปกติ

หากเดินไกลๆ เหรือเดินนาน
ความดันจะสูงเกิน 150/110

ชีพจร คงที่เต้นเกินปกติของคนทั่วๆไป
หัวใจเต้นแรงและเร็ว เหมือนเด็กแรกเกิด

ผิดกับเมื่อก่อน
หัวใจเต้นช้าและเบา

———–

ไม่แน่ว่า ที่หัวใจเต้นแรงและเร็วนั้น
จะเกิดจาก ไทรอยด์เป็นพิษ ที่กำลังเป็นอยู่หรือเปล่า

อาการหัวใจเต้นแรงและเร็วนี้
เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เริ่มเกิดสภาวะความรู้สึกตัว

จะรู้ทั่วทั้งกาย การสั่นสะเทือนตามร่างกาย
รู้ชัดการเต้นของชีพจร ตามจุดต่างๆของร่างกาย

แรกๆรู้ เล่นเอานอนไม่หลับ
มีรำคาญ เพราะอยากหลับเหมือนที่เคยหลับ
แต่ทำยังไงก็ไม่หลับ แค่รู้ไป

เสียงหัวใจเต้นดังก้องอยู่ในหู
เสียงชีพจรที่กำลังเต้น ดังอยู่ในหู
การรู้ชัดแบบนี้ ทำให้นอนไม่หลับ

กำหนดรู้อย่างเดียวว่า
ครูมาสอน เราต้องเรียน ไม่ต้องไปถามใคร
มีหน้าที่รู้อย่างเดียว

ต่อมา หลังจากที่นอนไม่หลับ
รู้ไปเรื่อยๆตามที่ชีพจรเต้นตามจุดต่างๆ
สักพัก จิตเป็นสมาธิ แล้ววูบลงไป

จึงทำให้รู้ว่า การนอนหลับ แบบที่เคยหลับ
จัดเป็นจิตเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง
แต่เป็นสมาธิที่ขาดความรู้สึกตัว
ทำให้ไม่เคยรู้กายเวลาหลับ

พอเจ้าความรู้สึกตัวนี้มีเกิดขึ้นแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยรู้จัก “หลับ” แบบที่เคยหลับมาตั้งแต่เด็กจนโต

เวลานอน รู้กายปกติ
พอจิตเป็นสมาธิ มันจะวูบลงไปเอง

เวลาสมาธิคลายตัว
จึงเหมือนคนนอนไม่ค่อยหลับ

พอสักพัก มันก็วูบลงไปอีก
เป็นระยะๆ บางครั้ง ยาว บางครั้งสั้น

นี่เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นในเวลากลางคืน
จากวลัยพรที่ไม่รู้จัก “หลับ”
รู้จักแต่ จิตเป็นสมาธิ
แล้ววูบลงไป

————-

กลางวันก็เช่นกัน
ถ้ามันเริ่มรู้สึกหน่วงๆในใจ
ใจมันอยากทำสมาธิ ก็จะทำสมาธิ
บางครั้งหลายชม. บางครั้งไม่กี่ชม.

ถ้าจิตแจ่มๆ ตัวคิดพิจรณาจะเกิด
ครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ จะมีวิตก วิจารณ์ขึ้นมาเอง

นับเป็นเวลา 7 ปี
กว่าที่จะเขียนรายละเอียด
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า สมถะ-วิปัสสนา

ตอนนี้กำลังจะเขียน รายละเอียด
ลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

ที่เคยเขียนๆไว้
เป็นการเขียนแบบวิธีการนำไปปฏิบัติ
แต่ยังไม่ได้เขียนรายละเอียดอื่นๆ

Previous Older Entries

มกราคม 2017
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: