ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เจ้านายชอบเปิดยุทูปฟัง

เราจึงพลอยได้ฟังไปด้วย

ถ้าท่านไหนหลงสภาวะมาก
เราจะบอกเขาว่า เปลี่ยนไปเลย อย่าฟัง
คนที่พูดนี้ ยังไม่รู้อะไรเลย มีแต่ท่องจำมา
แถมจำมาแบบบอกต่อๆกันมา ไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

มีท่านหนึ่ง ท่านชำนาญในสมถะ
ตั้งแต่สมัยท่านเป็นสามเณร

เราฟังท่านพูดเกี่ยวกับวิปัสสนา
เราบอกเจ้านายว่า ท่านรูปนี้ ชำนาญในสมถะ
มีนิมิตเยอะ ไม่รู้ชัดในสภาพธรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา

เวลาท่านพูดถึงวิปัสสนา
ท่านจึงพูดตามที่ท่านได้ฟังมา

มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านพูดถึงสภาวะหนึ่ง
ต่อด้วยคำว่า ตู้ม!!!! บรรลุธรรม

เราได้ยินแล้วนั่งหัวเราะชอบใจ

เจ้านายบอกว่า ท่าทางวลัยพรถูกใจคำพูดท่าน

เราบอกว่า เราขำที่ท่านพูดถึงการบรรลุธรรม

ผู้ที่ติดสมถะ นี่มีสภาวะเหมือนกันหมด
มีนิมิตเยอะ นิมิตปรากฏเป็นตัวเป็นตนซะด้วย

ความไม่รู้ ประกอบกับไม่มีใครบอกกับท่านได้
ที่มีบอก ท่านแค่ฟังด้วยความศรัทธา
ฟังแบบผ่านๆ ไม่ปฏิบัติตาม

ผู้ที่ให้คำแนะนำท่าน บอกท่านแล้วว่า รู้ลงที่ใจ
ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ยังวิ่งหานอกตัว(ความี ความเป็น)

———

เจ้านายถามว่า คนที่ติดนิมิต
หรือคนที่หลงสภาวะกับไม่หลงสภาวะนั้น ดูยังไงถึงจะรู้

เราบอกว่า ผู้ที่รู้แล้ว จะมีสภาวะเหมือนกันหมด
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

จะพูดกันแต่เรื่อง การพยายามละในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ซึ่งหมายถึงการละในเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

————

ส่วนผู้ไม่รู้ เมื่อพบเจอสภาวะใด
จะมีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
คิดว่าเป็นนั่น เป็นนี่ ตามที่อยากเป็นกัน

เช่น อยากเป็นโสดาบัน
อยากเป็นพระอริยะ

เพราะคิดเอาเองว่า จะได้ไม่ต้องทุกข์

จะโสดาบัน หรืออริยะ
ถ้ายังมีกิเลส ก็เจอทุกข์เหมือนกันหมดน่ะแหละ
เพราะความไม่รู้ ที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นมาใหม่

————-

ผู้ทำความเพียร ยังมีพร่ำถึงความมี ความเป็น
นั่นน่ะหลงกิเลสทั้งนั้นแหละ

กิเลสมันเนียนน่ะ
ถูกกิเลสมันหลอกเอา ก็ยังไม่รู้

ส่วนดีของบุคคลประเภทนี้มีนะ
เพราะคิดว่าตนได้อะไร เป็นอะไร
ความศรัทธาในการปฏิบัติจึงมีมาก

อย่างน้อยๆ บุคลลเหล่านี้
เชื่อในเรื่องของกรรม และผลของกรรม
จึงพยามรักษาศิล 5

———————

ผู้ไม่หลง เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก กำหนดรู้อย่างเดียว
ไม่ไหลตามไปกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ
สิ่งที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

เมื่อรู้เห็นเนืองๆดังนี้
ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่ปรากฏ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

การที่จะสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
ย่อมลดน้อยลงไปตามเหตุและปัจจัย

เมื่อไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ความมี ความเป็นทั้งหลาย จะมีเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่ยังมีเกิดขึ้นได้
เพราะยังถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

ที่ยังมีผลส่งกลับมาอยู่
เพราะเหตุยังมีอยู่

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มกราคม 2017
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: