บรรลุนิพพานในปัจจุบัน

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

[๓๐๓] พระนครสาวัตถี.
ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้
ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๔

โฆษณา

รู้ทันปัจจุบัน

รู้ชัดใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

การสำรวม สังวร ระวัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ทัน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมหยุดทัน หยุดได้โดยไม่ต้องคิดที่จะหยุด
คือไม่เอามาเป็นอารมณ์ถึงขั้นสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการดับรอบเฉพาะตน

ทางสายกลาง

ความเพียรกล้า

สมัยก่อน เพียรหนักมาก เพียรหนักเพราะทุกข์
เห็นเขาพูดกันว่า หากเพียรด้านนี้ ทุกข์จะน้อยลง
จึงทำให้เพียรหนัก เพียรแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้เพราะเหตุนี้

การทำความเพียรจึงอาจดูสุดโต่งในสายตาของหลายๆคน
ประมาณว่า ต้องเพียรหนักกันขนาดนั้นเลยรึ

คือ เพียรทั้งกลางวันและกลางคืน
เพียรไป ร้องไห้ไป อะไรมันจะเจอทุกข์ขนาดนั้น
เหมือนคนเดินทาง ใบหน้ามีแต่น้ำตา นี่คือความไม่รู้

ทางสายกลาง

เมื่อก่อนไม่เคยรู้หรอกว่า ที่ว่าทางสายกลางนั้นคืออะไร
อ่านเจอแต่ในหนังสือ แต่ไม่มีคำอธิบายให้เห็นเด่นชัด
มรรค-อริยมรรคมีองค์ ๘ ยิ่งกว่าขอมดำดิน ไม่รู้สักอย่าง

จนกระทั่งมาพบเจอสภาวะความตายถึงสองครั้ง
จึงแจ้งแทงตลอดว่า ทางสายกลางที่ว่าคืออะไร
และปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่าทางสายกลาง

ข้อปฏิบัติทางสายกลาง

๑. การทำกรรมฐาน บางคนเรียกทำสมาธิ
ทำในรูปแบบใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเหมือนๆกัน
ยืน เดิน นั่ง นอน จะใช้คำภาวนาแบบไหนก็ได้

การทำกรรมฐาน จุดประสงค์คือ สมาธิ
ไม่จำเป็นต้องมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ
แต่ขอให้ทำ สมาธิยังไม่เกิดไม่เป็นไร
ทำต่อเนื่อง จิตเป็นสมาธิเอง

ทำไปจนกระทั่ง รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ
จึงค่อยมาดูเรื่อง ความรู้สึกตัว

นี่คือ พื้นฐานการทำกรรมฐาน ที่ควรรู้

๒. โยนิโสมนสิการหรือการกำหนดรู้

สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
หรือที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ให้กระทำไว้ในใจ
รู้ตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ดี ชั่ว ถูก ผิด กุศล อกุศล บุญ บาป ทั้งหลาย ไม่ต้องใส่ลงไป

ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ แค่รู้ว่า มีความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สิ่งสำคัญ คือ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

หากสร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา ตามใจอยาก
เท่ากับเป้นการสานต่อ สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดนั้น

เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ที่ได้เคยกระทำไว้ ส่วนจะทำไว้ในชาตินี้ หรือชาติไหนๆ
ไม่ต้องไปคิด เพราะกรรมเป็นเรื่องละเอียด จะมาคาดเดาไม่ได้

ผลของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกำหนดรู้ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิด
ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล

ที่ยังมีผลส่งให้รับอยู่
ล้วนเกิดจากการสร้างเหตุที่ทำให้มีเกิดขึ้นอีก

กี่ปี

กี่ปีแล้วนี่
กว่าจะเขียนการอธิบายความเรื่อง
โยนิโสมนสิการ จนจบ

และเขียนการอธิบายความเรื่องเรื่อง ผัสสะ กับ อริยสัจสี่ จนจบ
ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
การกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

๒๕ มค.๖๐

ที่ยังเขียนไม่จบ

ปฏิจจสมุปบาทกับอริยสัจสี่
เป็นการอธิบายความเรื่องเกี่ยวกับ

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

การกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ทบทวน

เมื่อคืน ตอนนอน จิตคิดพิจรณา
ทบทวนสภาวะต่างๆ สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้น

ขณะคิดพิจรณาอยู่ สุขก็เกิด รู้สึกอิ่มเอิบในใจ
หากยังแจ้งในอริยสัจ ไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท
คงยังหลงอยู่ในวังวนโลกธรรม ๘
และหลงสร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เช้ามาเล่าให้เจ้านายฟังว่า
เมื่อคืนเกิดสุขเกือบทั้งคืน
เกิดจากจิตที่ปลงภาระทุกอย่างมากขึ้น

 

เห็นความเปลี่ยนแปลงเริ่มมีมากขึ้น
การนำสิ่งที่มีเกิดขึ้นนอกตัว มาเป็นอารมณ์
ลดน้อยลงไปเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดแจ่มแจ้งในจิตของตัวเอง
เวลาพูดคุยอะไรกับใคร

กระทบปั๊บ จะรู้ปุ๊บทันที
ไม่รู้สึกตัวช้าเหมือนแต่ก่อน

ทางเนต เมื่อก่อนละยาก เพราะติดคุย
เดี่ยวนี้ ทางเนตละง่าย พูดคุยไปก็แค่นั้น
เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดในเหตุปัจจัย
การนำมาเป็นอารมณ์ จึงลดน้อยลงไป

ศึกษาพระธรรมคำสอน ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
ได้ประโยชน์มากกว่าการพูดคุยให้หมดเวลาไปวันๆ

 

ผิดกับชีวิตจริง
ในชีวิตจริง ยังมีปากพล่อยอยู่

เป็นคนที่คิดอะไร ต้องพูดตอนนั้น เดี่ยวลืม
เวลาพูดคุยอะไรกับเจ้านาย ต้องพูดตอนนั้นทันที
ทีนี้คนอื่นที่ได้ยิน อาจตีความไปในทางที่คิดเอาเอง
เรื่องราวต่างๆจึงมีเกิดขึ้นตามมาเพราะเหตุนี้

เจ้านายบอกว่า เวลาจะคุยอะไรกัน
หรือเราจะพูดเรื่องอะไร ให้คุยที่ห้องของเรา
ไม่ไปคุยกันในที่อื่นๆ

มกราคม 2017
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: