ไม่ควร

คำว่า ไม่ควร ที่เกี่ยวกับ
การกระทำเพื่อละเหตุแห่งทุกข์
.
ไม่ควรประมาณในบุคคลอื่น
เพราะกรรมและการให้ผลของกรรม
เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรประมาณในผู้อื่น
.
ชีวิตของแต่ละคน มีความเป็นไปอย่างไร
ขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นๆ
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่นไปตัดสินว่า
ทำกรรมแบบนี้ ต้องได้รับผลแบบนั้นๆ
ซึ่งไม่ใช่ ตามความเป็นจริงของบุคคลนั้น
การประมาณบุคคลอื่น
เป็นการทำลายมรรค มีองค์ ๘
========
ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้งพระพุทธเจ้า
เรื่องการพยากรณ์ความเป็นอริยบุคคล
ระหว่างบิดาของตนเองผู้ประพฤตพรหมจรรย์
และเพื่อนของบิดาผู้ไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์
แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ทั้ง ๒ บุคคลว่า
เป็นสกทาคามีได้กายดุสิตเหมือนกัน.
อานนท์ ! … เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคล
ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.
.
หมายเหตุ;
ทำลายคุณวิเศษของตน
หมายถึง มรรค มีองค์ ๘
=============
.
สภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
.
สติ ความระลึกได้ ถึงพระธรรมคำสอน(ที่ผุดขึ้นมา)
จะเป็นตัวบอก
หรือเป็นภาพต่างๆผุดขึ้นมา
แสดงให้เห็นถึง กรรมและผลของกรรมที่เคยกระทำไว้
(เราเคยว่าเขา/ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาจึงว่าเรา)
เช่น เมื่อคำพูดหรือการโพสใดๆก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นธรรมะก็ตาม
ถ้ามีการเอ่ยถึงบุคคลอื่น
ประมาณว่า อย่างงั้น อย่างงี้
นี่เป็นการประมาณในบุคคลอื่น
คือ บุคคลกระทำกรรมเช่นใด
เขาเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง
เพราะความไม่รู้ที่อยู่ จึงนำกรรมของผู้อื่น
มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ มีเกิดขึ้นอีก
ทุกสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา
ทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ขึ้นอยู่กับความถือมั่นที่มีอยู่
อนัตตา ไมได้เกิดจากการดลบันดาลจากใครๆให้มีเกิดขึ้น
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของสิ่งๆนั้นอยู่แล้ว
.
หากตัณหามีกำลังมากกว่าสติ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่
จึงหลงกระทำตามตัณหาที่มีเกิดขึ้น
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จึงควรทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้
.
ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ว่า
“เพราะเหตุอย่างนี้ ๆพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วดว้ยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
..
มีตนเป็นที่เกาะ
โดยการเจริญสมถะและวิปัสสนา
.
มีธรรมเป็นที่เกาะ มีความศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระธรรม
มีสติ ระลึกรู้ ถึงกรรมที่ได้กระทำลงไปด้วยความประมาที่มีอยู่
พระธรรมคำสอน ที่ผุดขึ้นมา เป็นตัวบอกว่า ประมาทในเรื่องอะไร
บางครั้ง เป็นภาพผุดขึ้นมา
ให้รู้ว่า ผลของกรรมนี้ๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
จึงเป็นปัจจัยให้ ตั้งใจเพียรละเนืองๆ ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม
ย่อมอยู่ท่ามกลางของสิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) ได้อย่างปกติ
โดยดูตัวอย่างจาก พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล
.
.
การกระทำให้ดู ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ดีกว่าการสร้างกรรมทางกาย วาจา(สอนผู้อื่น)
เพราะตราบใดที่อวิชชายังมีอยู่
ภพชาติของการเกิด ย่อมมีอยู่
เอาตัวเองยังไม่รอด
จึงไม่เคยคิดจะสอนใคร
.
.
ยิ่งใครมาเรียก อาจารย์
มานะ นี่พองหรา ตัวกู ของกู อย่างกับงูพิษ
พร้อมฉกตัวเองและผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
.
คิดถึงภพชาติของการเกิดแล้ว
ขนพองสยองเกล้า
เพราะรู้รสชาติของภพชาติการเกิดว่า
มีเกิดขึ้นได้อย่างไร
จึงไม่มีมีความคิดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ในการที่จะสอนใครๆ
พูดง่ายๆ วิสัยของความเป็นครู ข้าพเจ้าไม่มี
.
.
เมื่อมีผู้มาขอแนะนำ
คำแนะนำที่จะบอกเป็นส่วนมาก
จะเป็นเรื่องของ การทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ที่คนๆนั้น เป็นผู้เลือกรูปแบบเอง
แต่เราจะเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาถึงในวันนี้
เริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบไหน
ซึ่งไม่ต่างจากการเริ่มต้นของคนอื่นๆ
.
และโยนิโสมนสิการ
นี่จะเน้นมาก เพราะหากทำได้
เห็นผลไวกว่า การเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ในแง่ของ การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ ในระดับหนึ่ง
เป็นเรื่องของ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่
.
หากต้องการให้ผลยิ่งๆขึ้นไป
ต้องเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ส่วนการให้ผลนั้น คาดเดาไม่ได้
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่ทำให้มีเกิดขึ้นใหม่
ที่แน่ๆ หากทำจริง
ย่อมได้รับผลตามที่กระทำนั้น แน่นอนที่สุด
โฆษณา

ความไม่รู้กับสรวมหัวโขน

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

บางคนอ่านแล้ว อาจจะตีความตามทิฏฐิของตน

.

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

หมายถึง ตราบใดที่ยังมีอวิชชา(ความไม่รู้)
ย่อมคู่กับ การสรวมหัวโขน

กล่าวคือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘

ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
เพียงแต่ ข้าพเจ้าเพียรละ มากกว่าสานต่อ ให้มีเกิดขึ้นอีก

ในปัจจุบัน ข้าพเจ้ารู้ทันปัจจุบันธรรม มากขึ้น
การเพียรละ ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจเหมือนก่อนๆ

อาจจะมีความประมาทพลาดพลั้งบ้าง
ที่รู้ว่าประมาท เพราะจะมีครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป

บางครั้งมีคำตอบให้กับตัวเอง
เป็นภาพเรื่องราวนั้นๆผุดขึ้นมา
เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม

.

ตัวหนังสือ แก้ไข ปรับเปลี่ยนเขียนใหม่ได้
ถึงแม้กรรมนี้จะให้ผลก็ตาม
(เราว่าเขา เขาว่าเรา เรื่องธรรมดา)

เมื่อรู้ว่า เหตุเกิดจากตรงไหนๆ
ก็ค่อยๆละตรงนั้น ไม่ได้ลำบากอะไร
เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

ตัวหนังสือ ก็แค่ตัวหนัง
ไม่เหมือนตัวตน คนจริงๆ

.

สำหรับผู้ไม่รู้ชัดในผัสสะ

การกระทำทางกาย วาจา
ที่กระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

กรรมตรงนี้ ร้ายแรงกว่า
เพราะเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
จะกลับไปแก้ไขใหม่ ก็แก้ไม่ได้

เวลากรรมส่งให้รับผล
เมื่อไม่รู้ชัดในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
ย่อมสานต่อ ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีกเนืองๆ

คือ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ครั้ง
แต่กระทำบ่อยๆ คือ เนืองๆ

เพื่อความไม่ประมาท

กำลังหาคำว่า เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา
ที่ได้ลบทิ้งไป โดยไม่ได้เซฟเก็บไว้

เหตุที่หา เพราะจะนำมาเขียนใหม่ว่า
คำว่า เพราะเห็น ด้วยปัญญา
ปัญญาในที่นี้หมายถึงสภาวะใด

เพราะหากนำมาอธิบายตามคำวงเล็บว่า
เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา

เท่ากับเป็นการตีความขัดกับพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับบุคคล 7 จำพวก
“อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆ ของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็น ด้วยปัญญา”

.

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
การที่วงเล็บบอกว่า การเห็นนั้นๆ หมายถึงเห็นอริยสัจ

การที่จะรู้ชัดว่า อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆสิ้นไป
เป็นเรื่องของ ปัจจเวกที่มีเกิดขึ้น(ความรู้ชัดในผัสสะ)
คนละเรื่องกับอริยสัจ ๔

และการเห็นด้วยปัญญา
ในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์

หากไตรลักษณ์ไม่มีเกิดขึ้น
จะรู้มั๊ยว่า กิเลสที่มีอยู่ตามความเป็นจริงนั้น
มันเกิดขึ้นในลักษณะอาการแบบไหน

อาสวะหรือกิเลสต่างๆ
จะรู้ได้ ต้องอาศัยสภาวะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น
ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูที่มีอยู่
เป็นตัวคำตอบ

.

“ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา”

นี่ก็ ไตรลักษณ์.

.

.

“ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย
และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.”

นี่คือ สมถะ-วิปัสสนา
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชัดเจน

พฤษภาคม 2017
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: