พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

เจาะลึก พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ

.

เริ่มจับทาง พระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
มีลักษณะเด่นเฉพาะว่าอย่างไร

หรือจะเป็นผู้ไม่ได้ฌาน หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วนๆ
ตามที่มีนำมากล่าวอ้างในปัจจุบัน

.

วันนี้มีเหตุให้ เจอพระสูตร ที่เกี่ยวพระอรหันต์ ๔ ประเภท
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ในปวารณาสูตรที่ ๗

พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป
ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด

บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้

ภิกษุ ๖๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖

อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุติ

ส่วนที่ยังเหลือเป็นผู้ได้ปัญญาวิมุติ ฯ

.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=15&A=6170&Z=6223

.

ขณะกำลังเขียนๆอยู่
สภาวะต่างๆในอดีต วิโมกข์ ๘ ที่เคยมีเกิดขึ้นมาแล้ว
และมีเหตุปัจจัยให้ วิโมกข์ ๘ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
ได้ลิ้มรสชาติที่เรียกว่า จิตที่ไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต
ความรู้สึกต่างๆ(กิเลส) รู้เห็นเด่นชัดมาก

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รู้จักกับคำที่เรียกว่า กิเลส
ที่ว่า กิเลสนั้น มีลักษณะอาการเกิดขึ้นอย่างไร

ครั้งแรกที่สัมผัส ความคมชัดของ ความรู้สึกนึกคิด
ที่มักเขียนถึงประจำว่า ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คมชัดมาก
ตอนนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก ทุกข์อย่างสาหัส
ความรู้สึกเสียดายกำลังสมาธิ ที่เคยมีเกิดขึ้นมากมายมหาศาล
ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าชอนไชไปทั่วร่างกาย ทุกรูขุมขน
ที่เคยมีตอนจิตเป็นสมาธิ ที่มีโอภาสสว่างจ้า สว่างมากๆ

ช่วงนั้น รู้สึกเป็นทุกข์มาก โหยหาสภาวะเก่าๆมาก
ทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สักแต่ว่า หายไปหมดเกลี้ยง

นี่แหละ อวิชชา

ซึ่งในตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว
เกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ความไม่รู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งแรกในชีวิต
ความชอบใจ ไม่ชอบใจที่มีเกิดขึ้น

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
ตัณหา เป็นเหตุ อยากให้สภาวะเดิมๆ(วิโมกข์ ๘) กลับมา

เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เมื่อความอยากให้กำลังสมาธิที่เคยมีอยู่(วิโมกข์ ๘) กลับคืนมา

เพราะถือมั่น(อุปทาน) จึงเป็นทุกข์

เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
มโนกรรมย่อมเกิด กล่าวโทษนั่นนี่ละ
ถ้าไม่ทำแบบนั้น(ถูกถ่ายเทสมาธิผ่านการพูดคุย)
สมาธิคงไม่หายไปหมดเกลี้ยงแบบนี้

คือ แค่กล่าวโทษนอกตัว
แต่ไม่มีการด่าทอหรือกล่าวคำสาปแช่ง
ไม่มีใจประทุษร้ายต่อผู้นั้น

.

เรื่อง สมาธิที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิโมกข์ ๘ ถึงจะเป็นสัมมาสมาธิก็ตาม
สามารถเสื่อมหายไปหมดสิ้นได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น
(เคยมีเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต)

คือ เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน
นิพพาน
ปฏิจจสมุปบาท
อริยสัจ ๔

และเป็นปัจจัยให้รู้ชัดใน ผัสสะ
จึงเป็นปัจจัยให้ รู้ชัดใน

อริยสัจ ๔-ผัสสะ
อริยสัจ ๔-ปฏิจจสมุปบาท

และรู้ชัดในปัจจเวกขณญาณ ในที่สุด

นี่แหละที่เรียกว่า ปัญญาวิมุติ
เพราะรู้ชัดในวิญญาณ ฐีติ ๗และอายตนะ ๘

หากไม่เคยหยั่งลงหรือไม่เคยสัมผัส(กายสักขี) วิโมกข์ ๘ มาก่อน
จะมารู้ชัดในวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ จะเป็นไปได้อย่างไร
ลองคิดพิจรณากันเองแล้วกัน

.

สำหรับเรื่องนี้

“ผู้ได้วิโมกข์ 8 เมื่อตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นสัทธานุสารี หรือ ธัมมานุสารี อย่างใดอย่างหนึ่ง

ต่อจากนั้นเป็นกายสักขี เมื่อสำเร็จอรหัตตผล เป็น อุภโตภาควิมุต”

ตรงนี้เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ไม่เหมือนกันหมดทุกคน
ดูจากตัวเองเป็นตัวอย่าง

.
ตอนที่เกิดสภาวะ วิโมกข์ ๓(จิตดวงสุดท้าย) ครั้งแรก
ตอนนั้น สมาธิยังไม่เสื่อม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สักแต่ว่า
เหมือนหุ่นยนต์ ไร้ความรู้สึก
เข้านิโรธสมาบัติได้
(เรื่องสมาธิที่เขียนมาตลอด
เป็นสภาวะที่รู้ชัดจากการทำความเพียร
ไม่เคยลอกของใครมา)

เรียกว่า วิโมกข์ ๘ มีเกิดขึ้นครบถ้วนกระบวนความ
ไม่มีขาดไปแม้สักส่วนเดียว

ตอนนั้นหลงนะ หลงคิดว่า เป็นอรหันต์
ก็ความรู้สึกใดๆ ไม่มีเกิดขึ้นสักนิด
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กระทบปั๊บ ดับทันที
สักแต่ว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.
ขนาดร่างกายที่เคยคิดว่า เป็นของตัวเองแท้ๆ
เวลาสภาวะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิด
(สภาวะนี้ เราตั้งฉายาเองว่า สภาวะ หุ่นยนต์
สามาถมีเกิดขึ้นได้ทุกอิริยาบท)

ร่างกายสักแต่ว่าร่างกาย บังคับให้ทำอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นอัตโนมัติของมันเอง ควบคุมไม่ได้

ขับๆมอไซค์อยู่ เวลาสภาวะนี้กิด
รถเกือบคว่ำนะ ต้องค่อยๆประคองให้รถหยุด ไม่ขับต่อ
ความรู้สึกตอนนั้น ส่วนต่างๆของร่างกาย เริ่มบังคับไม่ได้
ทุกอย่าง สักแต่ว่า ต้องอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้สภาวะนั้นดำเนินต่อไป
จนกระทั่งสมาธิคลายตัว ร่างกายจึงกลับมาปกติ ใช้งานได้ปกติ
หุห ช่วงนั้น ไปทำงานสายตลอด
เพราะต้องจอดรถเป็นระยะๆ

.

นึกถึงทีไร โอ๊ย!!!! ในความโชคร้าย(สมาธิเสื่อม)
มีความโชคดีเกิดขึ้นแทน(หลุดจากความหลง)
แหม่ อรหันต์ เกือบไปแล้ว

.

เกี่ยวกับพระอรหันต์ ประเภทปัญญาวิมุติ
คงจะมีสภาวะแบบที่เราเคยเจอมานี่แหละ

ทำไมจึงพูดแบบนี้
เพราะดูจาก ปัญญาวิมุติ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
เกี่ยวกับปัญญาวิมุติว่า

“อานนท์ ! เมื่อใดแล ภิกษุรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง
ซึ่งการเกิด การดับ รสอร่อย โทษอันต่ำทราม และอุบายเป็น
เครื่องออกแห่ง วิญญาณฐิติ ๗ เหล่า นี้ และแห่ง อายตนะ ๒
เหล่า นี้ด้วยแล้ว เป็น ผู้หลุดพ้น เพราะความไมยึ่ดมั่น.
อานนท์ ! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ผู้เป็นปัญญาวิมุติ”

สมาธิ

 

เรื่องของกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ชื่อเรียกของ คำเรียกต่างๆ
เรียกตามกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

ขณิกะสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นระยะสั้นๆ
เช่น อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ

.

อุปจารสมาธิ จิตตั้งมั่น มีกำลังมากกว่า ขณิกสมาธิ
มีเกิดขึ้นนานกว่า ขณิกะ
มีลักษณะเด่นเฉพาะ ที่เรียกว่า นิมิต

เหมือนที่เคยเขียนไว้ว่า เหมือนดูหนังเงียบ

เกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรม “ย้อนรอยกรรม”

รู้ทางจิต ไม่ใช่ดูทางตา

.

อัปนาสมาธิ หรือ ฌาน มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ โอภาส(แสงสว่าง)
สมาธิที่มีกำลังมากๆ แสงสว่างจะเจิดจ้า

เหมือนบางที่เปรียบเทียบไว้ว่า สว่างไปสามแดนโลกธาตุ
มีเกิดขึ้นได้ทางตาและทางใจ

.

ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า โอภาสที่มีเกิดขึ้น ขณะลืมตาหรือหลับตา
เป็นการเข้าถึงความเป็นนั่นนี่ ตามที่เคยได้ยินมา(มรรคสามัคคี)

โอภาส ทั้งๆที่เป็นเรื่องของกำลังสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอัปปานสมาธิ

จึงกลายเป็นอุปกิเลส
เพราะความถือมั่นในผัสสะ(โอภาส) ที่มีเกิดขึ้น

.

ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป
ดูที่ปัจเวกขณญาณ ที่มีเกิดขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโอภาส
แต่เป็นสภาวะที่มีเกิดเฉพาะใน

โสดาปัตติผล

สกทาคาผล

อนาคามีผล

และอรหัตผล

.

.
คำเรียกของรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ
มีเกิดขึ้นจาก กำลังสมาธิที่มีกำลังมากขึ้นในแต่ละขณะ
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ควรแยกให้ออกจากกันนะว่า
ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่คือ กำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะจิตเป็นสมาธิ

กับสมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ตั้งแต่ รูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นอัปปนาสมาธิ
จึงมีชื่อเรียกว่า ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

ส่วนคำเรียกของรูปฌานในแต่ละคำเรียก
เกิดจากกำลังสมาธิอัปปนาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้น

.

สิ่งที่ควรรู้

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็น อัปปนาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
สภาวะ กาย เวทนา จิต ธรรม สามารถมีเกิดขึ้นได้ปกติ
.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=23&A=9041
.

กิเลสที่มีเกิดขึ้น เป็นกิเลสที่ละเอียด(สังโยชน์กิเลส)
ฉะนั้น แม้ขณะจิตอยู่ในรูปฌาน ความกำหนัด(กาม)
สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เป็นความปกติของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่า สังโยชน์กิเลสตัวนี้ ยังละไม่ได้
.
จึงควรรู้ไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้สมาธิคลายตัว จึงจะคิดพิจรณาได้
หรือต้องกำหนดออกจากสมาธิ จึงจะคิดพิจรณาได้

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ รูปฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
อรูปฌาน รูป(กาย)หายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้อยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิในอรูปฌาน
เป็นอัปปนาสมาธิ ที่มีกำลังมากกว่า อัปปนาสมาธิในรูปฌาน
จึงเป็นปัจจัยให้ รูปหายไป เหลือแต่วิญญาณธาตุรู้

สุญญตา มีลักษณะเด่นเฉพาะ

เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก
ทุกสิ่งที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่า มีเกิดขึ้น ปราศจากคำเรียก
กระทบปั๊บ รู้ทันทีว่ามีเกิดขึ้น และดับลงทันที

สัญญายตนสมาบัติ(ฌานสมาบัติ)
เป็นเรื่องของ ความดับที่เกิดจากกำลังสมาธิ ที่มีกำลังมาก
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าอัปปนาสมาธิ จึงเข้าสู่ความดับ

มีความรู้สึกตัวรู้อยู่ ตั้งแต่ดับ(ดับทันที)
และรู้สึกตัวอีกที ตอนสมาธิคลายตัว รู้พร้อมทั้งตัว

นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  อนิมิตเจโตสมาธิ
เป็นเรื่องของ ความดับในสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า
ความดับในสัญญายตนสมาบัติ
และมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นมากกว่าความดับในสัญญายตนสมาบัติ
คือ รู้ตั้งแต่กำลังจะดับ(มีเกิดขึ้น)
ขณะกำลังดับ(ดับทีละส่วน)
และดับลงในที่สุด(จิต)

เมื่อกำลังสมาธิคลายตัวลง
วิญญาณธาตุรู้(จิต) เกิดก่อน
รูป(กาย)จึงปรากฏต่อมา

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ อรูปฌาน ที่เป็นสัมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมถะ
ที่เป็นสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

ยังมีอีกที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ธรรมปัจจุบัน(ผัสสะ)

เป็นการเจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า
วิปัสสนาเกิดก่อน สมาธิเกิดที่หลัง

สุญญตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงหลุดพ้น
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ

อนิมิตตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนิจจัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ เกิดจาก การรู้ชัดในทุกขัง  ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ
http://84000.org/tipitaka//attha/v.php?B=18&A=3336&Z=3448
.

 

เมื่อเป็นดังนี้เนืองๆ
การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน จึงมีเกิดขึนตามเหตุและปัจจัย
วิโมกข์ ๓(โคตรภูญาณ/สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย
จนกระทั่งแจ้งใน

นิพพาน

ปฏิจจสมุปบาท

อริยสัจ ๔

สมถะ(สมาธิ)

เรื่องของสมาธิ

หากทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสามารถแยกออกได้ว่า นี่คือ กำลังของสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของกำลังสมาธินั้นๆ
มีลักษณะเฉพาะอะไรบ้าง

.

สมถะ ความตั้งมั่นแห่งจิต หรือ จิตเป็นสมาธิ

รู้ชัดว่า จิตกำลังจะเป็นสมาธิ
รู้ชัดตั้งแต่กำลังจะเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งจางคลายหายไป

สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สมถะ/สมาธิ
สมาธิที่เกิดขึ้น เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ

โดยเฉพาะ ลักษณะเฉพาะ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ
ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ทุกประการ

.

จึงเป็นที่มาของ อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน

อารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น มิจฉาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

.

ลักขณูปนิชฌาน เพ่งลักษณะ ได้แก่ สมถะ
สมาธิที่เป็น สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ในวิโมกข์ ๘
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

พฤษภาคม 2017
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: