สมาธิ

 

เรื่องของกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ชื่อเรียกของ คำเรียกต่างๆ
เรียกตามกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

ขณิกะสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นระยะสั้นๆ
เช่น อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ

.

อุปจารสมาธิ จิตตั้งมั่น มีกำลังมากกว่า ขณิกสมาธิ
มีเกิดขึ้นนานกว่า ขณิกะ
มีลักษณะเด่นเฉพาะ ที่เรียกว่า นิมิต

เหมือนที่เคยเขียนไว้ว่า เหมือนดูหนังเงียบ

เกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรม “ย้อนรอยกรรม”

รู้ทางจิต ไม่ใช่ดูทางตา

.

อัปนาสมาธิ หรือ ฌาน มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ โอภาส(แสงสว่าง)
สมาธิที่มีกำลังมากๆ แสงสว่างจะเจิดจ้า

เหมือนบางที่เปรียบเทียบไว้ว่า สว่างไปสามแดนโลกธาตุ
มีเกิดขึ้นได้ทางตาและทางใจ

.

ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า โอภาสที่มีเกิดขึ้น ขณะลืมตาหรือหลับตา
เป็นการเข้าถึงความเป็นนั่นนี่ ตามที่เคยได้ยินมา(มรรคสามัคคี)

โอภาส ทั้งๆที่เป็นเรื่องของกำลังสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอัปปานสมาธิ

จึงกลายเป็นอุปกิเลส
เพราะความถือมั่นในผัสสะ(โอภาส) ที่มีเกิดขึ้น

.

ตั้งแต่โสดาปัตติผลขึ้นไป
ดูที่ปัจเวกขณญาณ ที่มีเกิดขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโอภาส
แต่เป็นสภาวะที่มีเกิดเฉพาะใน

โสดาปัตติผล

สกทาคาผล

อนาคามีผล

และอรหัตผล

.

.
คำเรียกของรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ
มีเกิดขึ้นจาก กำลังสมาธิที่มีกำลังมากขึ้นในแต่ละขณะ
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ควรแยกให้ออกจากกันนะว่า
ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่คือ กำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ณ ขณะจิตเป็นสมาธิ

กับสมถะ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ตั้งแต่ รูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นอัปปนาสมาธิ
จึงมีชื่อเรียกว่า ฌาน ที่เป็นมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ

ส่วนคำเรียกของรูปฌานในแต่ละคำเรียก
เกิดจากกำลังสมาธิอัปปนาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้น

.

สิ่งที่ควรรู้

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็น อัปปนาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
สภาวะ กาย เวทนา จิต ธรรม สามารถมีเกิดขึ้นได้ปกติ
.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=23&A=9041
.

กิเลสที่มีเกิดขึ้น เป็นกิเลสที่ละเอียด(สังโยชน์กิเลส)
ฉะนั้น แม้ขณะจิตอยู่ในรูปฌาน ความกำหนัด(กาม)
สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เป็นความปกติของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่า สังโยชน์กิเลสตัวนี้ ยังละไม่ได้
.
จึงควรรู้ไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้สมาธิคลายตัว จึงจะคิดพิจรณาได้
หรือต้องกำหนดออกจากสมาธิ จึงจะคิดพิจรณาได้

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ รูปฌาน ที่เป็นสัมมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
อรูปฌาน รูป(กาย)หายไปหมด เหลือแต่ใจที่รู้อยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิในอรูปฌาน
เป็นอัปปนาสมาธิ ที่มีกำลังมากกว่า อัปปนาสมาธิในรูปฌาน
จึงเป็นปัจจัยให้ รูปหายไป เหลือแต่วิญญาณธาตุรู้

สุญญตา มีลักษณะเด่นเฉพาะ

เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอก
ทุกสิ่งที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่า มีเกิดขึ้น ปราศจากคำเรียก
กระทบปั๊บ รู้ทันทีว่ามีเกิดขึ้น และดับลงทันที

สัญญายตนสมาบัติ(ฌานสมาบัติ)
เป็นเรื่องของ ความดับที่เกิดจากกำลังสมาธิ ที่มีกำลังมาก
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าอัปปนาสมาธิ จึงเข้าสู่ความดับ

มีความรู้สึกตัวรู้อยู่ ตั้งแต่ดับ(ดับทันที)
และรู้สึกตัวอีกที ตอนสมาธิคลายตัว รู้พร้อมทั้งตัว

นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  อนิมิตเจโตสมาธิ
เป็นเรื่องของ ความดับในสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังมากกว่า
ความดับในสัญญายตนสมาบัติ
และมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นมากกว่าความดับในสัญญายตนสมาบัติ
คือ รู้ตั้งแต่กำลังจะดับ(มีเกิดขึ้น)
ขณะกำลังดับ(ดับทีละส่วน)
และดับลงในที่สุด(จิต)

เมื่อกำลังสมาธิคลายตัวลง
วิญญาณธาตุรู้(จิต) เกิดก่อน
รูป(กาย)จึงปรากฏต่อมา

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ อรูปฌาน ที่เป็นสัมาสมาธิ

ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ คือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

หากเป็นมิจฉาสมาธิ จะไม่สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนี้ได้
ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมถะ
ที่เป็นสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ ในรูปฌานและอรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

ยังมีอีกที่เกี่ยวกับสัมมาสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ธรรมปัจจุบัน(ผัสสะ)

เป็นการเจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า
วิปัสสนาเกิดก่อน สมาธิเกิดที่หลัง

สุญญตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด(ตัณหา) จึงหลุดพ้น
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ

อนิมิตตสมาธิ  เกิดจาก การรู้ชัดในอนิจจัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า สุญญตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ เกิดจาก การรู้ชัดในทุกขัง  ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆฯลฯ
สมาธิที่มีเกิดขึ้นมีชื่อเรียกว่า อัปปณิหิตสมาธิ
http://84000.org/tipitaka//attha/v.php?B=18&A=3336&Z=3448
.

 

เมื่อเป็นดังนี้เนืองๆ
การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน จึงมีเกิดขึนตามเหตุและปัจจัย
วิโมกข์ ๓(โคตรภูญาณ/สภาวะจิตดวงสุดท้าย)
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย
จนกระทั่งแจ้งใน

นิพพาน

ปฏิจจสมุปบาท

อริยสัจ ๔

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤษภาคม 2017
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: