กรรมของใคร ของคนนั้น

เล่าให้เจ้านายถึงเรื่องสภาวะต่างๆ
บอกกับเขาว่า เรื่องคำอธิบายในคำเรียกต่างๆ

หากบอกเล่าเรื่องราว ที่มาของคำเรียกนั้นๆ ที่มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้
ก็ต้องบอกเล่าเรื่องราวสภาวะด้วย

ทีนี้ผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยกระทำกรรมาร่วมกัน
มาชาตินี้ มาพบเจอกันอีก ถึงจะเป็นโลกโซเชี่ยลก็ตาม

หากเคยสร้างเหตุเคยว่ากันมา
กรรมนั้นๆยังไม่มีการอโหสิกรรม
ก็มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ เกิดขึ้นอีก(ว่ากัน)

หากเคยสร้างเหตุให้มาฟังกัน
มาชาตินี้ ก็มีเหตุให้มาฟังกันอีก

.

อันตัวเราเอง หากไม่หยิบยกคำจากที่อื่นๆมาเป็นตย.
แล้วนำมาชี้ว่า เป็นแบบนี้ แบบนั้น
ตามที่เราได้พบเห็นมา ขณะเป็นสมาธิ

.

เมื่อเราเองยังมีสร้างเหตุตรงนี้อยู่
เราวิพากย์ วิจารณ์เขา เขาย่อมมวิพากย์ วิจารณ์เรา
ไม่ว่าจะกระทำด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม

เรามีเหตุผลในการกระทำนั้นๆ
เขาเองก็มีเหตุผลที่กระทำนั้นๆเช่นกัน

เมื่อเห็นผลกระทบกลับมา(กรรมและผลของกรรม)
ก็ค่อยๆละมาเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการเอ่ยเจาะจง
ใช้วิธีการนำคำอธิบายนั้นๆมาอย่างเดียว
ไม่มีการเขียนที่มาแบบก่อนๆว่าเป็นของใคร

ขึ้นชื่อว่า มีเหตุ ผลย่อมมีอยู่

ตรงนี้ไม่ได้เล่าให้เจ้านายฟัง

.

มีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขียนไว้ว่า
จะไม่เขียนบอกเล่าเรื่องราวสภาวะ
(แต่ตอนนั้นมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง)

ทีนี้เวลาอธิบายสภาวะของคำเรียกต่างๆ
จำเป็นต้องบอกเล่าที่มาของการรู้ชัดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้แล้ว
สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
สั้นบ้าง(บางวัน) ยาวบ้าง(หลายวัน)
หรือไม่มีเกิดขึ้นเลยอาจจะวันเดียว หรือหลายๆวัน

ที่ไม่โพสอะไรเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ บางครั้งเงียบหายไป
เพราะสัญญาเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ไม่มีเกิดขึ้น

รู้สึกเฉยๆนะ บางวันเงียบสงบ บางวันสัญญากระจาย
เวลาที่มีเกิดขึ้นนานพลอยทำให้เกิดความรำคาญ
เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรอีก

สิ่งที่ควรจะรู้ ที่เป็นหัวใจพระธรรมคำสอน ก็รู้จนหมดสิ้นแล้ว
รายละเอียดอิ่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
จะรู้ไปทำไม เช่นเรื่อง พระอรหันต์ ประเภทปัญาวิมุติอะไรเงี้ย

ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรู้ เพราะไม่เคยคิดสอนใคร นิดเดียวก็ไม่มี
เอาตัวเองให้ไปรอดตลอดฝั่งดีกว่า ทำไมต้องแบกอะไรๆไปด้วย
นี่ คิดแบบนี้นะ รู้สึกแบบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สาระ

.

อีกอย่าง เวลาสัญญาเกิด จะมีเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่จิตเป็นสมาธิ
หากไม่เป็นสมาธิ ไม่เคยมีเกิดขึ้น

จะให้คิดพิจรณาเองน่ะรึ
ฝันไปเถอะ ก็ไม่ได้อยากรู้อะไรนี่ คิดไปทำไม

เสียเวลาค้นหา หาไปก็เท่านั้น
เดี๋ยวก็นำมาตีความเข้าข้างตามทิฏฐิของตน

.

นี่เจอมาหมดแล้วนะ ถึงได้กล้าพูดแบบนี้
เวลาจิตวิตกวิจารณ์เรื่องอะไรขึ้นมา
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นอย่างเดียว ไม่ไปค้นหา

.
เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
จะมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอน อธิบายคำเรียกนั้นๆ
โดยไม่ต้องมาคิดว่า ใช่หรือไม่ใช่

.
ประมาณว่า ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่เกิดความอยากรู้อะไรๆ
เพราะรู้ดีกว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม

ถึงไม่ได้อยากรู้อะไร
เดี๋ยวมีเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆ
ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

.

สิ่งที่รู้แล้ว มีเกิดขึ้นในตนแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่รู้ ก็ไม่เคยขวนขวายที่จะรู้

.

ไม่ได้มี ไม่ได้เป็นอะไรในสมมุติทั้งสิ้น
ที่ทำความเพียรทุกวันนี้ มีจุดประสงค์เดียว
คือ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ภพชาติของการเกิด) ที่มีอยู่

ถึงแม้จะดับไม่ได้โดยสิ้นเชิงทันที
แต่ไม่เคยท้อถอยยังคงเพียรละเนืองๆ
หยุด มากกว่าสานต่อ

บางวันมีพลาดพลั้ง แค่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เวลารับผล ก็แค่รู้ว่า ไม่มีเหตุ ผลจะมาจากไหน

บางครั้ง มีภาพผุดขึ้นมา เหมือนดูหนังเงียบ
บอกถึงเรื่องราว

ที่มีผลเป็นแบบนี้ๆ เพราะเคยกระทำกรรมใดไว้
เป็นเรื่องในปัจจุบันชาตินี้แหละ ที่ลืมไปหมดแล้ว

เพียรละเนืองๆ
ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ต้องเพียรละอีกต่อไป

เหมือนสภาวะในอดีต กระทบปุ๊บ รู้ปั๊บ ดับทันที
โดยไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง

จากที่เคยเจอมา ของแบบนี้มันเสื่อมได้

ไม่เหมือนการเพียรละ ในปัจจุบันที่ทำอยู่
ค่อยๆเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย
จนกระทั่งดับไม่มีเหลือในที่สุด

เชื่อมั่นในภาวะจิตดวงสุดท้าย(วิโมกข์ ๓)
เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ(เหตุปัจจัยของการเกิด)

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤษภาคม 2017
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: