ความไม่รู้กับสรวมหัวโขน

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

บางคนอ่านแล้ว อาจจะตีความตามทิฏฐิของตน

.

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

หมายถึง ตราบใดที่ยังมีอวิชชา(ความไม่รู้)
ย่อมคู่กับ การสรวมหัวโขน

กล่าวคือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘

ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
เพียงแต่ ข้าพเจ้าเพียรละ มากกว่าสานต่อ ให้มีเกิดขึ้นอีก

ในปัจจุบัน ข้าพเจ้ารู้ทันปัจจุบันธรรม มากขึ้น
การเพียรละ ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจเหมือนก่อนๆ

อาจจะมีความประมาทพลาดพลั้งบ้าง
ที่รู้ว่าประมาท เพราะจะมีครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป

บางครั้งมีคำตอบให้กับตัวเอง
เป็นภาพเรื่องราวนั้นๆผุดขึ้นมา
เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม

.

ตัวหนังสือ แก้ไข ปรับเปลี่ยนเขียนใหม่ได้
ถึงแม้กรรมนี้จะให้ผลก็ตาม
(เราว่าเขา เขาว่าเรา เรื่องธรรมดา)

เมื่อรู้ว่า เหตุเกิดจากตรงไหนๆ
ก็ค่อยๆละตรงนั้น ไม่ได้ลำบากอะไร
เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

ตัวหนังสือ ก็แค่ตัวหนัง
ไม่เหมือนตัวตน คนจริงๆ

.

สำหรับผู้ไม่รู้ชัดในผัสสะ

การกระทำทางกาย วาจา
ที่กระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

กรรมตรงนี้ ร้ายแรงกว่า
เพราะเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
จะกลับไปแก้ไขใหม่ ก็แก้ไม่ได้

เวลากรรมส่งให้รับผล
เมื่อไม่รู้ชัดในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
ย่อมสานต่อ ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีกเนืองๆ

คือ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ครั้ง
แต่กระทำบ่อยๆ คือ เนืองๆ

โฆษณา

เพื่อความไม่ประมาท

กำลังหาคำว่า เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา
ที่ได้ลบทิ้งไป โดยไม่ได้เซฟเก็บไว้

เหตุที่หา เพราะจะนำมาเขียนใหม่ว่า
คำว่า เพราะเห็น ด้วยปัญญา
ปัญญาในที่นี้หมายถึงสภาวะใด

เพราะหากนำมาอธิบายตามคำวงเล็บว่า
เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา

เท่ากับเป็นการตีความขัดกับพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับบุคคล 7 จำพวก
“อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆ ของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็น ด้วยปัญญา”

.

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
การที่วงเล็บบอกว่า การเห็นนั้นๆ หมายถึงเห็นอริยสัจ

การที่จะรู้ชัดว่า อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆสิ้นไป
เป็นเรื่องของ ปัจจเวกที่มีเกิดขึ้น(ความรู้ชัดในผัสสะ)
คนละเรื่องกับอริยสัจ ๔

และการเห็นด้วยปัญญา
ในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์

หากไตรลักษณ์ไม่มีเกิดขึ้น
จะรู้มั๊ยว่า กิเลสที่มีอยู่ตามความเป็นจริงนั้น
มันเกิดขึ้นในลักษณะอาการแบบไหน

อาสวะหรือกิเลสต่างๆ
จะรู้ได้ ต้องอาศัยสภาวะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น
ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูที่มีอยู่
เป็นตัวคำตอบ

.

“ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา”

นี่ก็ ไตรลักษณ์.

.

.

“ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย
และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.”

นี่คือ สมถะ-วิปัสสนา
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชัดเจน

ความเบื่อหน่าย

คลาดแคล้วอุปกิเลส
การทำความเพียร
เพราะเบื่อการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
ไม่มีจุดประสงค์อื่นๆ จึงทำให้คลาดแคล้วอุปกิเลส
บางครั้งอาจมีเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่นาน
เพราะความเบื่อหน่าย มีกำลังมากกว่าตัณหา
มากกว่าความอยากมี อยากเป็นนั่นนี่
เมื่อรู้ว่า ทำอย่างไร จึงจะพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเกิดกำลังใจ เพียรเพื่อละ

เห็นแล้ว…

สภาวะเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้

การอธิบายความ ลักษณะที่มีเกิดขึ้น
ของคำเรียกหลายๆคำเรียก ต้องแก้ใหม่

เรื่องการบันทึกเรื่องราวสภาวะ
ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจอ่าน

คิดว่า หลายๆคนที่เข้ามาอ่าน
คงไม่รู้ว่า เป็นการจดบันทึกสภาวะ
ที่พบเจอ ขณะทำความเพียร

คำเรียกหรือการอธิบายรายละเอียดต่างๆ
เรารู้แค่ไหน จะเขียนตามที่เข้าใจ ณ ขณะนั้นๆ
ไม่มีใจคิดที่จะสอนใคร

ตอนแรก ว่าจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ขีดเขียนไว้
โอ้ มันเยอะมาก เพราะเริ่มต้นจากความไม่รู้มาก่อน
แล้วมีเหตุปัจจัยให้ ค่อยๆรู้ชัดในรายละเอียดอื่นๆ
จนสมบูรณ์ในที่สุด

ไม่ได้รู้ทีเดียวจบ
เป็นเพียงสัญญา รู้ทีละนิด
จนหมดที่จะรู้ (ไม่มีสัญญานั้นๆเกิดขึ้นอีก)

นั่นแหละ ความสมบูรณ์
ในการอธิบายลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

ถ่ายเทสมาธิ

เดี๋ยวนี้ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีมากกว่าเมื่อก่อน
มามีมามะ มาไวๆ
เรากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา(โซฟาปรับเอนนอนตามนน.ตัวได้)
เจ้านายกำลังนั่งทำงานอยู่

เราบอกว่า มามีมามะ มาไวๆ
เขาเลิกทำงานทันที รู้ว่าเราเรียกเพราะอะไร

เขานอนที่โซฟาอีกตัว ที่อยู่ติดกัน
แล้วเอาขาข้างหนึ่งมาก่าย

วึ่บๆๆๆ สมาธิไหลไปที่เขา
เขาบอกว่า สมาธิดีมากเลย

เราบอกว่า เดี่ยวนี้สมาธิมีกำลังมากกว่าเมื่อก่อน
เราไม่อยากรู้เห็นอะไรอีกแล้ว มาช่วยถ่ายเทไป

Next Newer Entries

พฤษภาคม 2017
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: