การทำความเพียร
สภาวะ(ทางใจ) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สภาวะของวลัยพร จะหนักไปทางทุกขัง
มากกว่าสภาวะอนิจจัง และอนัตตา

การเขียนเรื่องราวของสภาวะ(ที่จดบันทึกไว้)
จึงค่อนข้างหนักไปทาง ความทุกข์ และ ความเบื่อหน่าย
.

เจ้านาย สภาวะจะหนักไปทางอนิจจัง
มากกว่าทุกขังและอนัตตา

การทำความเพียรของเจ้านาย
จึงเป็นแบบสบายๆสไตล์เจ้านาย

ประมาณว่า ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
เพราะสภาวะ สัมมาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีการเสื่อม
กล่าวคือ ถ้าสมาธิ(ฌาน)เสื่อม แต่ญาณไม่เสื่อม

การทำสมาธิของเจ้านายทุกวันนี้
แค่รู้ลมหายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที
นั่งแต่ละครั้ง เป็นชม.

.

ทั้งนี้ในสมัยก่อน เขาทำตามที่เราให้คำแนะนำ
และเราพาเขาไปเข้ากรรมฐาน ไปด้วยกัน
สมัยก่อนไปบ่อยมาก หลายปีมาแล้ว ที่ไม่ได้ไปอีก

เราบอกเขาว่า ไม่เป็นไร
ชีวิตไม่ค่อยมีอะไร จะเป็นแบบนี้แหละ
ไม่มีตัวบีบบังคับให้ทำความเพียร

ตอนนี้เขาจะอัดเสียงระหว่างที่พูดคุยเกี่ยวกับสภาวะ
บางครั้งเขาให้เราเล่าเรื่องที่เขาอยากรู้
บางครั้ง เขานั่งอ่าน สิ่งที่เราเขียนไว้
และอัดเสียงบันทึกไปด้วย

.

เคยบอกเขาว่า สภาวะที่เล่าให้ฟัง จำไว้ใส่ใจไว้นะ
วันใดเขามาปฏิบัติแบบจริงจัง
เขาเจะเข้าใจในสิ่งที่เราเขียนบันทึกไว้
เกี่ยวกับสภาวะทั้งหมด

เพราะทุกคน ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบไหน
ต้องเจอเหมือนกันหมด เหมือนที่เราเขียนไว้ทุกอย่าง
ทุกคนต้องผ่านสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ต้องยอมตายเท่านั้น จึงจะผ่านสภาวะนี้ได้

.

เคยบอกเขาว่า ถ้าวันไหน เราไม่ตื่นขึ้นมา
ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น ปล่อยให้เรานอนแบบนั้น
จะหลายวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี
หากร่างกายยังปกติ อย่าทำอะไรกับร่างของเรา

ถ้า 1 ปี ผ่านไป เรายังไม่ตื่น
ให้โทรฯเรียก รถจากรพ. ที่เราได้บริจาคร่างกายไว้
ถ้าทางรพ.ไม่ต้องการ ให้นำไปเผาที่วัด ไม่ต้องเก็บไว้
และไม่ต้องจัดพิธีใดๆทั้งสิ้น

กับทางบ้าน ได้บอกน้องไว้แล้วว่า
ถ้าเราไม่ตื่น ให้เจ้านายโทรฯบอกน้องสาวด้วย
แล้วทางบ้าน ไม่ต้องทำอะไรกับร่างของเรา
เราบอกน้องสาวไว้หมดแล้ว

.

เจ้านายเคยชิมลาง สภาวะจิตดวงสุดท้าย ๑ ครั้ง
แต่ไม่ผ่าน เพราะยังไม่มีความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
จึงเกิดความหวาดเสียว ต่อสภาวะที่มีเกิดขึ้น
(ยืนอยู่ปากเหว)

เขาถามว่า อีกนานไหม กว่าจะมีเกิดขึ้นอีก
เราบอกว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย กำหนดเวลาไม่ได้หรอก

.

ครั้งแรก ที่เราเจอสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
คงต้องดูในบันทึก เพราะจำไม่ได้
แต่จดจำสภาวะได้ดี

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดใน จิตดวงสุดท้าย ก่อนขาดใจตาย
อาการเหมือน คนจมน้ำตาย แล้วขาดอากาศหายใจ
เหมือนตายแล้ว เกิดใหม่ทันที

เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส ชีวิตแรกเกิด
ตอนที่ออกจากท้องแม่ คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วยดูดออก
ที่รู้ชัด เพราะเคยทำงานอยู่ตึกสูติ รู้โดยอาชีพ
เมื่อมาเจอกับตนเอง จึงรู้ชัด

.

ครั้งที่สอง จำได้แม่นมาก
เป็นวันที่ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต
13 ตค. 59

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดในอาการของหัวใจวาย

รู้ชัดทุกขณะที่เกิดขึ้น เจ็บหัวใจมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว
สั่่นแบบนั้นเลย แล้วก็ขาดใจ

ในการตายครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ตายแล้วไปไหน
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกถึงสิ่งใด
ไปเกิดตามนั้นทันที ๓๑ ภพภูมิ

บุคคลที่จะเชื่อว่า โลกนี้ โลกหน้ามีจริง
ก็ต่อเมื่อ ได้พบเจอกับตัวเอง จึงจะเชื่อแบบหมดใจ
นี่แหละ เป็นการตาย ก่อนที่จะตายจริง

.

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล
ยัญที่บูชาแล้วมีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามีคุณ บิดามีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก

นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2017
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: