สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

Advertisements

ถาม-ตอบ เรื่องสภาวะ

เมื่อไม่กำหนดรู้ วิจิกิจฉาย่อมเกิด

เป็นสภาวะหนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติพบเจอกับตนเอง เขาคิดว่า ผ่านญาณ ๑๖
แล้วนำมาถามกับวลัยพร

.

ขอบคุณมากครับที่พี่กรุณาตอบคำถาม

“ถ้าคิดว่าผ่านญาณ ๑๖ คงต้องถามว่า ” นิพพาน ” มีสภาวะหรือมีลักษณะอาการอย่างไรบ้าง ผู้ที่ผ่านได้จริง จะต้องอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สามารถทำตามได้

ไม่ใช่นำมาอธิบายแบบบัญญัติปริยัติที่มีอยู่หลายแบบ ซึ่งอ่านแล้ว ฟังแล้ว ชาวบ้านบอกว่าไม่รู้เรื่อง ต้องอธิบายแบบแจ่มแจ้งชัดเจน ฟังแล้วเข้าใจง่าย ทำตามได้ คุณพอจะอธิบายให้ฟังได้ไหมคะ?”

ผมเองมีความรู้ทางปริยัติค่อนข้างน้อยน่ะครับ ที่เขียนเล่าให้พี่อ่านไปผมเองก็ยังเทียบเคียงกับปริยัติไม่ถูกว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมไม่ทราบจริงๆครับว่านิพพานมีลักษณะอาการอย่างไร

ตอบ ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ

.

.

ในการภาวนาคราวนั้นรู้ว่าทันความคิดซึ่งซ้อนอบู่ในอาการของขันธ์ เช่นเสียงนกร้องรู้สึกมีอาการกระทบที่จิตแล้วความคิดก็ปรุงเป็นนกขึ้นมาเห็นความรู้สึกกระทบ กับความคิดที่ปรุงเป็นนกแยกออกจากกัน ดูไปอีกระยะตรงที่เขาปรุงออกมา

คราวนี้ไม่ได้มีสิ่งกระทบจากภายนอกแต่เห็นปรุงอะไรต่างๆออกมาเอง “ความคิดมีรูป”เป็นเหมือนแท่งอะไรสักอย่างเลื้อยออกมาสติทันก็ตัดขาดปุบเขาก็ดับ

จากนั้นเลยดูอยู่ที่จุดนี้ก็เห็นเป็นลักษณะนี้อีกเรื่อยๆออกมาแล้วก็ตัดขาดแล้วก็ว่างแล้วก็ออกมาอีกผมก็ดูอยู่เฉยๆจนรู้สึกว่าสติเขายิ่งเร็วขึ้นคราวนี้แค่เหมือนทำท่าจะออกมาอีก สติตัดทันทีเลยไม่เกิดการสืบต่อ
(ผมรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งตอนนั้นว่าแว๊บนึงของความคิดนี้เป็นวิบาก วิบากให้ผลอยู่ตลอดเวลาถ้าขาดที่เหตุ ผลก็ไม่มี)

จากนั้นความคิดจะดันออกมาอีกคราวนี้สติไม่ตัดแต่รู้สึกเหมือนขันธ์ไม่ออกไปรับ รูปของความคิดนั้นจึงผุดและสลายลงที่เก่า พอถึงตรงนี้จิตสงบเห็นตรงที่ความคิดหายลงไปมันฉีกออกข้างหลังมีความสว่างอยู่ไม่มีประมาณ

รู้สึกเหมือนทะลุเข้าไปในความสว่างนั้น มีแต่ความสว่าง กายนี้ไม่มีปรากฏในความรู้สึก (เหมือนกับว่าสิ่งที่ทะลุเข้าไปเป็นเหมือนเปลือกของจิต ตัวจิตจริงๆสว่างไสว) สว่างอยู่ระยะหนึ่งจิตถอยออกมา

ก็เห็นสภาวะอีกอันหนึ่งคือขันธ์กับจิตไม่เกี่ยวข้องกันเลย ขันธ์เป็นเหมือนสายน้ำอันหนึ่งที่ไหลผ่านมีจิตอยู่ตรงกลางแต่ทั้ง2สิ่งไม่แสดงอาการกระทบกันเลย(ตอนนี้ดูอยู่แต่ไม่ปรากฎความคิดอะไร)

พอผ่านสภาวะนี้จิตบอกขึ้นมาว่าถ้าเขาไม่เกี่ยวข้องกันนี่แหละความสุขจริงๆ มันรู้สึกเหมือนโง่จริงๆที่สิ่งนี้มีอยู่แต่ไม่เข้าใจ

ผมรู้สึกถึงความเป็นอิสระชั่วคราวและสภาพเดิมแท้ของจิต แต่ก็ไม่กล้าเรียกว่านิพพาน พี่พอจะอธิบายลักษณะสภาวะที่ผมปฏิบัตินี้เทียบเคียงกับปริยัติได้ไหมครับ

ตอบ คุณรู้เห็นอะไร รู้สึกอะไรยังไง มีความคิดยังไง รู้ไปตามนั้น ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้น จะเรียกอะไรว่ายังไง อันนี้แล้วแต่คุณอยากจะเรียก แต่อย่าไปยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเองค่ะ

.

.

กับคำถามที่ถามมา “พี่พอจะอธิบายลักษณะสภาวะที่ผมปฏิบัตินี้เทียบเคียงกับปริยัติได้ไหมครับ”

ตอบ เรียกว่า สภาวะ ค่ะ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ทั้งหมดที่คิดว่าเรียกนั่น เรียกนี้ ล้วนเป็นเพียงสภาวะเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องปริยัติ ถ้าคุณรู้ชัดเจนด้วยตัวสภาวะเอง คุณจะรู้คำเรียกต่างๆของสภาวะตามปริยัติที่มีอยู่เอง

จะรู้แบบคลุมเครือก่อนที่จะรู้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ จะรู้แบบกระจัดกระจายไปก่อน แล้วจะรู้แบบกระชับเองค่ะ เมื่อถึงเวลาจะรู้เองค่ะ แต่ถ้าอยากจะหาเทียบเคียงว่าเรียกว่าอะไร อันนี้แล้วแต่นะคะ แล้วแต่จะเรียก

.

.

“และอีกคำถาม คือ ที่คุณบอกว่า “คราวนี้ภาวนาไม่ไปไหนแล้ว” มีอาการเป็นยังไงบ้งค่ะ? คุณปฏิบัติแบบไหนอยู่ ทำแบบไหนบ้าง พอจะเล่าให้ฟังได้หรือเปล่าคะ?”

หลังจากภาวนาคราวนั้น ผ่านมาประมาณปีกว่าแล้วการเจริญสติในชีวิตประจำวันไม่ค่อยต่อเนื่อง ทำสมถะก็สงบอยู่บ้างแต่ไม่สามารถยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ จิตมักจะยึดเอาสัญญาอารมณ์เดิมว่าต้องทำอย่างนั้นจับอารมณ์อย่างนี้ หลุดจากปัจจุบันอยู่เรื่อย

ผมเคยบวชเรียนอยู่ทางสายพ่อแม่ครูอาจารย์ทางวัดป่าอยู่ระยะหนึ่ง รู้สึกว่าสติได้รับการฝึกฝนจากการทำข้อวัตรต่างๆเนื่องจากครูบาอาจารย์ท่านขนาบและท่านรู้วาระจิตของเราจึงทำให้ต้องควบคุมความคิดอยู่เนืองๆ

ส่วนการฝึกสมถะก็สงบบ้างเป็นครั้งคราวไม่ชำนาญเป็นวสี บางครั้งผมก็บริกรรมควบคู่ลมหายใจ บ้างครั้งก็ยกข้อธรรมมาพิจารณาเทียบเคียงสภาวะในจิต ผมสนใจการภาวนามาได้ประมาณสิบปี

เคยพิจารณากายโดยมีนิมิตกายเป็นเครื่องกำหนดทำลายซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนจุดหนึ่งพอทำลายหมด จิตอุทานว่าแล้วเหลืออะไร ความรู้สึกรอบตัวก็ดับไปจิตรวมเข้าสู่ความสงบคราวนั้นยังไม่ทันได้ไปกราบเรียนครูบาอาจารย์

ท่านรีบดักไว้ก่อนเลยว่าถ้าเข้าใจจริงจะไม่มาถาม ก็เลยรู้มาเป็นลำดับว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ตทังคปหาน

แต่คราวพิจารณาจิตที่เล่าให้คุณพี่ฟังนี้รู้สึกว่าเขามีกระบวนการเป็นขั้นตอน มีความเข้าใจเกิดขึ้นไม่ได้ดับแล้วว่างไปเฉยๆ

ที่ผมสงสัยมากก็เพราะว่าตำราดูจิต หรือหนังสือธรรมมะต่างๆเล่าสภาวะไว้อัศจรรย์เกินประมาณ ผมมิได้รู้สึกว่าอัศจรรย์อะไรมากแต่อยากให้ผู้ที่ผ่านแล้วช่วยอธิบายให้ฟังน่ะครับ

ผิดถูกยังมีลมหายใจมีชีวิตให้แก้ไขอยู่ เพราะผมปรารถนามรรคผลจริงๆ ผมต้องขอโทษพี่ด้วยนะครับที่ผมเล่าแบบจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกและเล่าแบบอ่านเข้าใจยาก คงต้องขอความอนุเคราะห์และรบกวนพี่อีกครั้ง เจริญในธรรมครับ

.

.

เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ติดอุปกิเลส
ที่มีเกิดขึ้นจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

“รู้สึกเหมือนทะลุเข้าไปในความสว่างนั้น มีแต่ความสว่าง กายนี้ไม่มีปรากฏในความรู้สึก (เหมือนกับว่าสิ่งที่ทะลุเข้าไปเป็นเหมือนเปลือกของจิต ตัวจิตจริงๆสว่างไสว) สว่างอยู่ระยะหนึ่งจิตถอยออกมา”

นี่เป็นสภาวะของ อรูปฌาน

.

.

“ก็เห็นสภาวะอีกอันหนึ่งคือขันธ์กับจิตไม่เกี่ยวข้องกันเลย ขันธ์เป็นเหมือนสายน้ำอันหนึ่งที่ไหลผ่านมีจิตอยู่ตรงกลางแต่ทั้ง2สิ่งไม่แสดงอาการกระทบกันเลย(ตอนนี้ดูอยู่แต่ไม่ปรากฎความคิดอะไร)”

นี่เป็นสภาวะของ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่
คือ มีสติในะดับหนึ่ง รู้อยู่กับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ที่บอกว่า มีสติในระดับหนึ่ง คือ สภาวะอนัตตาปรากฏ
เพียงแต่เจ้าตัวไม่รู้

เหตุที่วลัยพรไม่พูดถึงคำเรียกต่างๆของสภาวะที่มีเกิดขึ้นให้เขาฟัง
เพราะเห็นแล้วว่า เขาติดกับดักหลุมพรางของกิเลส ติดอุปกิเลส
ขืนบอกว่า นี่เป็นสภาวะนี้ๆ จะยิ่งทำให้ติดกับดักมากขึ้น
จึงไม่อธิบายอะไรๆ ให้เขาฟังไปมากกว่านั้น

เมื่อเขาไม่ได้คำตอบใดๆเพิ่มจากเรา เขาก็หายไปเลย

ทำให้นึกถึงน้องคนหนึ่ง ที่เคยแนะนำเรื่องการปฏิบัติให้
เจอสภาวะแบบนี้แหละ อรูปฌาน

เป็นอีกคนที่หายไป เพราะไม่ได้คำตอบอะะไรจากเรา

.

.

แสงสว่างที่ไม่มีประมาณ กายหายไปหมด แต่รู้ว่ากายนั้นมีอยู่
เป็นสภาวะของอรูปฌาน คือ รูปไม่ปรากฏ

กับจิต ที่สงบ มีลักษณะใสปรากฏขึ้น กายหายไปหมด
เป็นลักษณะของอรูปฌาน เช่นเดียวกัน

ที่ไม่อธิบาย เพราะเดี่ยวจะติดกับดักหลุมพรางของกิเลส
จิตที่ครุ่นคิดถึงแต่สิ่งที่เรียกว่า ฌาน

จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีเกิดได้ ย่อมมีเสื่อมได้เช่นกัน
ถ้าไม่รู้ทัน เมื่อไม่ได้ดังใจนึก จะมานั่งเสียใจอีก
ทำไม่ถูกแน่เลย ทำไมเป็นแบบนี้ ฯลฯ สารพัดความคิด

สภาวะจิตดวงสุดท้าย
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ
เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบที่วิจิกิจฉามีอยู่

ความตาย จะมาสมมุติกันไม่ได้
จะมาทำเป็นแกล้งตาย สร้างภาพว่ากำลังตาย
คนละเรื่องกับความตาย ที่มีเกิดขึ้นจริง

ความตาย ที่มีเกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

ผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด ขณะทำกรรมฐาน
ยอมปฏิบัติแบบมอบกาย ถวายชีวิต ตายเป็นตาย
มีใจเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ไม่มีความหวาดหวั่นใดๆ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ดีใจที่เจอความตาย

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

แก่น

สมถะและวิปัสสนา

โยนิโสมนสิการ

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

วิโมกข์ ๓

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: