สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: