21 กันยายน 2015

ทำแบบ สะเปะสะปะ คือ การปฏิบัติ อาศัยการทำสมาธิ ที่ทำได้มาตั้งแต่เด็กๆ
ทำเพราะอยากรู้ อยากเห็น ตามที่อ่านเจอในหนังสือปกอ่อน เรื่อง กฏแห่งกรรม
เล่าโดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มีทั้งหมด ๘ เล่ม ซื้อมาหมดเลย

ทำไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า ทำแล้วเงินไหลมา มีงานพิเศษ รายได้พิเศษเข้ามามากมาย
ทำแบบไม่รู้อะไรเลย ไม่มีคนแนะนำ ไม่มีพี่เลี้ยง

สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร ตอนที่ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับผัสสะ
ยังไม่รู้ชัดสิ่งต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ก็เล่นเอาหลงเรื่องญาณ ๑๖ นานเหมือนกันนะ
หลงน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น ตามตำราที่มีเขียนอธิบายไว้

กว่าจะรู้ว่า เป็นความปกติของสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะใน สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดขึ้นร่วมด้วยเท่านั้น
ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้

ถึงแม้ว่า จะน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น(ถือมั่น)
ไม่เคยประมาท ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
โอภาสเอย สุดแสนอลังการจริงๆ รักษาโรคด้วยตัวเอง

 

 

นี่คือ ครั้งแรก ที่เกือบสัมผัสความตาย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้

ตอนที่ป่วยมาก เกือบตายนะ ชีวิตเกือบสิ้นไปแล้ว
เพราะได้สมาธินี่แหละ รักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียเกินไป

จากการที่เสียเลือดมาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ
อาการเหมือนคนตกเลือด ป่วยเป็นเดือน รักษาตัวด้วยการอบสมุนไพร
อาบน้ำด้วยน้ำต้มสมุนไพร ทำสมาธิระหว่างอบตัว

เดินจงกรม ทำสมาธิในระหว่างวัน ทำทั้งวัน
เรียกว่า ๒๔ ชม. แม้เวลาจะนอน ไม่มีการว่างเว้น ทำตลอด

สภาวะตอนนี้ ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า ความตาย

เพียงแต่รู้ว่า จิตที่เป็นสมาธิ กำลังสมาธิที่มีมาก(โอภาสสว่างประมาณไม่ได้ สว่างมาก)
สมาธิที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ ใช้รักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้

 

 

 

ครั้งที่สอง เฉียดตาย

ตอนนี้เจอตอนไปวัดตาลเอน อยุทธยา ระหว่างข้ามถนน มองซ้าย มองขวา เห็นโล่งทั้งสองฝั่ง
จึงเดินข้าม แว่บเดียวจริงๆ มีรถสองคัน วิ่งสวนทางกัน เรายืนอยู่ตรงกลาง

เสียงแตรรถดัง ความรู้สึกรถวิ่งเฉียดหน้าไป
เสียงตะโกนจากคนในรถว่า อยากตายหรือไง

วินาทีนั้น ใจมันนิ่งสงบ ไม่มีการขยับตัว ยืนอยู่นิ่งๆ
ท่าทกลางรถวิ่งสวนกัน ใจสงบมาก ไม่รู้สึกอะไรเลย

รถกระบะวิ่งผ่านหน้า
รถเมล์ประจำทาง วิ่งผ่านด้านหลัง
เฉียดฉิวเส้นยาแดง ถ้าขยับตัวนิดเดียว …

หลังจากนั้นมา มักคิดถึงแต่ความตาย คิดว่าตัวเองจะต้องตายแน่นอน เล่าให้ท่านจิ๋วฟัง

ท่านบอกว่า จะรีบไปไหน นิมนต์อยู่ก่อน อยู่นานๆ

หลังจากนั้นมา ความรู้สึกที่ว่า จะต้องตาย หายไปหมด

 

 

 

รู้ชัดในความตาย ครั้งที่ ๑

เจอลักษณะอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตาย

รู้ชัดในแต่ละขณะ ก่อนเกิด กำลังเกิด เกิดทันที เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที
อาการเหมือนคลอดออกมาจากช่องคลอดแม่ แต่รู้สึกตัวตลอด ระหว่างคลอดออกมา
อาการเหมือนเด็กแรกเกิดที่หมอใช้เครื่องดูดในการทำคลอด ความรู้สึกรู้ชัดแบบนั้นเลย

ตั้งแต่นั้นมา ใจมันอาจหาญ ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีความกลัวตาย
เพราะรู้แล้วว่า ความตายเป็นแค่ภาษาสมมุติทางโลก ที่ใช้เรียกคน ที่วิญญาณได้ทิ้งร่างไปแล้ว

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตายนั้น
เป็นเพียงการเปลี่ยนเปลือก เปลี่ยนรูป ตามเหตุปัจจัยของการเกิด ที่ยังมีอยู่
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ จึงมีเกิดขึ้นกับผู้ที่ยังมีห่วงๆ มีความอาลัยต่างๆ สิ่งที่ยังมีข้องอยู่ในจิต

สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นบ่วงผูกมัด ร้อยเหล่าสรรพสัตว์ ทั้งดี และชั่ว เป็นไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้
จิตระลึกถึงสิ่งใด ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ ไปเกิดตามนั้นทันที นรก สวรรค์ จุดแบ่งแยก อยู่ที่ตรงนี้

ส่วนผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ผู้ที่ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
ขณะใกล้หมดลมหายใจ ย่อมรู้สึกตัวอยู่ ไม่มีความนึกคิดถึงเรื่องราวใดๆ
คือ ตายก็ตาย ไม่ห่วง ไม่กังวล

 

 

 

ตอนนี้ สภาพธรรมต่างๆ ที่วลัยพรได้พบเห็นอยู่ รู้ชัดอยู่
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น การได้เป็นนั่นนี่
ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นไม่เคยมีเกิดขึ้น ตั้งแต่รู้ชัด ในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

ที่สำคัญ จุดเปลี่ยน เกิดจากภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะคิดพิจรณา ในการดำเนินชีวิต
และภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะจิตเป็นสมาธิ

มีแต่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร
ภพภูมิดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน ล้วนเป็นทุกข์

ยิ่งเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า กี่กัปป์ กี่กัลล์ กี่อสงไขย
สุดท้าย ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จะเกิดสั้น จะเกิดยาว ล้วนเป็นทุกข์

เมื่อรู้ชัดแบบบนี้แล้ว
ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ ไม่มีการน้อมเข้าหาตัว
หรือน้อมใจเชื่อเข้าสู่ความมี ความเป็น โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์
สักนิดเดียว ไม่มีเกิดขึ้นในจิต

แค่รู้ว่า ตอนนี้มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ๆ
แต่ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายใดๆ

มีแต่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เมื่อเพียรละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
ความประมาทพลาดพลั้ง จะด้วยเจตนาใดๆก็ตาม
เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลรับกลับมา ย่อมมีแน่นอน จะเร็วหรือช้า ต้องรับผลแน่นอน

และอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียร ทำให้กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ
มีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ยังไม่มากเหมือนกับเมื่อก่อน
โดยการดูโอภาสที่เกิดขึ้นเป็นหลัก

โฆษณา

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: