สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “สมถะ”

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “สมถะ”

สมถะ หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กล่าวคือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

มี ๓ ชนิด

.

๑. อย่างหยาบ ได้แก่ สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน
รูปฌาน
อรูปฌาน
ฌานสมาบัติ
นิโรธสมาบัติ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ ไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

หรือที่เรียกว่า สมาธิหัวตอ

.

๒. อย่างกลาง ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบัญญัติเป็นอารมณ์
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ ใช้คำบริกรรม เช่น พุทธโธ พองหนอ ยุบหนอ กสิณต่างๆฯลฯ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

๓. อย่างละเอียด ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์
ได้แก่ จิตที่ละอารมณ์บัญญัติขาดแล้ว ไม่มีการหวนกลับไปใช้คำบริกรรมบัญญัติต่างๆในการภาวนาอีก

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป(ดับทั้งตัว)
เมื่อสมาธิคลายตัว จะรู้ชัดทั้งตัว

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด(ดับทีละส่วน จิตดับท้ายสุด)
เมื่อสมาธิคลายตัว จิตเกิดก่อน ส่วนอื่นๆปราฏต่อมา

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง

.

สรุป สภาวะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด มีเกิดขึ้น
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ ๘ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง
๑. ภังคญาณ จิตทิ้งคำบริกรรม ที่เป็นบัญญัติ มีรูปนามเป็นอารมณ์

๒.ภยญาณ

๓.อาทีนวญาณ

๔. นิพพทาญาณ

๕. มุญฺจิตุกัมยตาญาณ

๖. ปฏิสังขาญาณ

๒-๖ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

นิพพทาญาณตรงนี้ เป็นแค่ความเบื่อหน่ายจากสภาวะที่ต้องเจอเดิมๆซ้ำๆ บางครั้งรู้สึกเบื่อ เบื่อจนไม่มีที่จะอยู่ แต่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเบื่อเพราะอะไร ยังไม่ใช่ความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

๗. สังขารุเปกขาญาณ(อุเบกขา)
เมื่ออนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา มีเกิดขึ้นเนืองๆ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด จิตจึงเกิดการปล่องวางตามความเป็นจริง
(ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่)

 

ที่มาของความหมาย “ธรรมเอกผุด” หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

โกสลสูตร

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

[๖๙๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พราหมณคามชื่อโกศล ในแคว้นโกศล
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ อันเธอ
ทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่นในการเจริญสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?
[๖๙๒] มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว  เพื่อรู้กายตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อรู้เวทนาตามความเป็นจริง
จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อรู้จิตตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้ธรรมตามความเป็นจริง.
[๖๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม

ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้กาย

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อกำหนดรู้เวทนา
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อกำหนดรู้จิต

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส  มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้ธรรม.
 

[๖๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ
สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพแล้ว  หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากกายแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … พรากจากเวทนาแล้ว
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …พรากจากจิตแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากธรรมแล้ว.
[๖๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้
อันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่น ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.

หมายเหตุ; ให้สังเกตุคำว่า “มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น”

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: