เรื่องแปลก แต่จริง

เรื่องแปลก แต่จริง

เพิ่งรู้ตัวนะว่า ไม่ว่าจะทำอะไร
หากผลกลับมา คือ ความวุ่นวายใจ
จะกลับมามีสติ มีความรู้สึกตัว

หรือหากมีเหตุให้เพลิดเพลินกับสิ่งใด
สักพัก จะกลับมารู้สึกตัว

ไม่ว่าสภาะใดเกิดขึ้นก็ตาม
จิตจะมีการคิดพิจรณาเนืองๆ ทำให้รู้ว่า นี่มันไม่ใช่ละ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลับมาอยู่กับกรรมฐาน

คือ อาจจะมีเผลอ มีแว่บ ไปนั่นนี่ เรื่องราวนอกตัว
แต่จะไปไม่นาน เดี๋ยวมีเหตุปัจจัยให้กลับมารู้สึกตัว
กลับมาอยู่กับการทำความเพียรเหมือนเดิม

การทำกรรมฐานนี่ดีนะ
ทำให้เกิดความรู้สึกตัว ทันต่อผัสสะมากขึ้น

.

สำหรับเรานะ ขวนขวายทางโลก
เห็นแต่ความวุ่นวายทางใจเกิดขึ้นตามมา

ขวนขวายทางธรรม มีแต่ภพชาติของการเกิดสั้นลง

โฆษณา

สมุดทำบ/ช ค่าใช้จ่าย

สมุดทำบ/ช ค่าใช้จ่ายมีทั้งหมด ๓ เล่ม
ซื้อจากร้านทุกอย่าง ๒๐ บาท
หลังจากที่ทำมาหลายปี ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง
ตอนนี้แทบไม่ต้องบังคับให้ทำ

๑. พกติดตัว ๑ เล่ม มีที่เสียบปากกา
เป็นรายละเอียดการจับจ่ายต่อวัน ซื้ออะไร จดหมด

๒. สมุดทำบ/ช สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน
และจำนวนเงินที่เหลือทั้งหมด

๓. สมุดสรุปค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน
เช่น ค่าไฟ ค่าเนตฯลฯ
พร้อมทั้งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือน

ถ้าถามว่า ทำไมสมุด ๑ และสมุด ๒
ไม่ทำรวมในเล่มเดียวกัน

เหตุผล
เล่มที่มีที่ใส่ปากกา นำติดตัวไปด้วย
สะดวกต่อการใส่กระเป๋า
มีจดรายละเอียดยิบย่อย
เงินทอนชอบขาด

เมื่อกลับมาเขียนสรุปอีกครั้ง
ต้องการดูจำนวนเงินที่เหลือต่อวัน
จึงทำแยกไว้เพื่อความสะดวกในการดู

อีกอย่าง เมื่อตรวจสอบซ้ำ
เท่ากับเป็นการทบทวนเรื่องการใช้จ่ายไปในตัว
บางวัน สติไม่มี เงินทอนขาด
เวลาให้เงินแม่ค้า ไม่รู้เป็นอะไร ใจลอย

การทำแบบนี้ ที่ทำมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อเจอเงินทอนขาด
ทำให้มีสติในการจับจ่าย ตอนหยิบเงินจ่าย
ต้องดูให้แน่ใจว่า ให้แบงค์อะไร
และตอนรับเงินทอน นับก่อนใส่กระเป๋า

ที่เจอมา ส่วนมาก พ่อค้า แม่ค้า มักตาบอดสี
จะเห็นแบงค์ ๑๐๐๐ , ๕๐๐ กลายเป็นแบงค์ ๑๐๐
แบงค์ ๕๐ กลายเป็นแบงค์ ๒๐

ส่วนตัวเอง สมัยก่อน คงตาบอดสีเช่นกัน
ให้แบงค์อะไร ไม่ค่อยจำ
รับเงินทอน ไม่ค่อยนับ

มาปัจจุบัน ละเอียดกว่าเมื่อก่อน
นี่เป็นผลของการทำบ/ช

สีลสูตร

สีลสูตร

[๓๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ

 

หมายเหตุ;

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ได้แก่ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ได้แก่ ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หยาบ กลาง ละเอียด ที่กล่าวไปแล้ว

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ ได้แก่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ หมายถึง
ปัจจเวกขณญาณ

 

กล่าวตามปริยัติ หมายถึง

โสดาบัน
สกิทาคา
อนาคามี
อรหันต์

 

เหตุที่อธิบายรายละเอียดแบบนี้
ดูจากตอนจบของพระธรรมคำสอนนี้

 

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้
ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน?

 

[๓๘๒] คือ (๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน

(๒) ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ
ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย

(๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ
ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๔)ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป
ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๖) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

(๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี
ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี
และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗
อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้
ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.

มหาสติปัฎฐานสูตร

การรู้ชัดอยู่ภายใน
กาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นที่มาของ สติปัฎฐาน ๔ 

ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน (ตัณหา)

ข้อปฏิบัติ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

 

 

การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

เป็นที่มาของ มหาสติปัฎฐาน ๔

ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ (อวิชชา)

ข้อปฏิบัติ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

 

 

การรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม
และ การรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย
เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
เป็นที่มาของ มหาสติปัฎฐานสูตร

ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎ (สังโยชน์ ๑๐)

ข้อปฏิบัติ เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันเป็นไป(สติปัฎฐาน+มหาสติปัฎฐาน)

ธรรมเอกผุด

โกสลสูตร
ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

[๖๙๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พราหมณคามชื่อโกศล ในแคว้นโกศล
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ อันเธอ
ทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่นในการเจริญสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?

[๖๙๒] มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้กายตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อรู้เวทนาตามความเป็นจริง
จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อรู้จิตตามความเป็นจริง

จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อรู้ธรรมตามความเป็นจริง.

[๖๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม

ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้กาย

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … เพื่อกำหนดรู้เวทนา
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ … เพื่อกำหนดรู้จิต

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว เพื่อกำหนดรู้ธรรม.

[๖๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ
สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ

ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากกายแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ … พรากจากเวทนาแล้ว
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …พรากจากจิตแล้ว

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น
มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากธรรมแล้ว.

[๖๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่เป็นผู้มาใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้
อันเธอทั้งหลายพึงให้สมาทาน พึงให้ตั้งอยู่ พึงให้ดำรงมั่น ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.

จบ สูตรที่ ๔

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B … 941&Z=3970

หมายเหตุ;

ให้สังเกตุคำว่า “มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น”

 

 

มีธรรมเอกผุดขึ้น

๑๐. วิตักกสัณฐานสูตร
ว่าด้วยอาการแห่งวิตก

[๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว.

[๒๕๗] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หมั่นประกอบอธิจิต
ควรมนสิการถึงนิมิต ๕ ประการ ตามเวลาอันสมควร
นิมิต ๕ ประการเป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ อาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศลอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้างโมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้

เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เหมือนช่างไม้ หรือลูกมือของช่างไม้ผู้ฉลาด
ใช้ลิ่มอันเล็ก ตอก โยก ถอน ลิ่มอันใหญ่ออก แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น เมื่ออาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศลประกอบด้วยฉันทะบ้าง
ประกอบด้วยโทสะบ้าง ประกอบด้วยโมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
เมื่อเธอมนสิการนิมิตนั้นอันประกอบด้วยกุศลอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
อันประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอัน เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น
อันประกอบด้วยกุศลอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง
โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีเดียว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้ ดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัว
รู้สึกอึดอัด ระอา เกลียดชังต่อซากงู ซากสุนัข หรือซากมนุษย์ ซึ่งผูกติดอยู่ที่คอ
แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น หากเมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศลอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ
แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้ ดังนี้

เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

[๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้น
เมื่อเธอถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะ
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้

เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ไม่ต้องการจะเห็นรูปที่ผ่านมา
เขาพึงหลับตาเสีย หรือเหลียวไปทางอื่นเสีย แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
หากเมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้น
เมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษพึงเดินเร็ว เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจะเดินเร็วทำไมหนอ ถ้ากระไร เราพึงค่อยๆ เดิน เขาก็พึงค่อยๆ เดิน
เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราค่อยๆเดินไปทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรยืน
เขาพึงยืน เขาพึงมีความคิดอย่างนี้อีกว่า เราจะยืนทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรนั่ง
เขาพึงนั่ง เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจะนั่งทำไมหนอ ถ้ากระไร เราควรนอน เขาพึงลงนอน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษคนนั้น มาผ่อนทิ้งอิริยาบถหยาบๆ เสีย พึงสำเร็จอิริยาบถละเอียดๆ แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น

หากว่า เมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

[๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า
เมื่อภิกษุนั้นมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับ จิตด้วยจิต
เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตด้วยจิตอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศลประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษผู้มีกำลังมากจับบุรุษผู้มีกำลังน้อยกว่าไว้ได้แล้ว
บีบ กด เค้นที่ศีรษะ คอ หรือก้านคอไว้ให้แน่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
หากเมื่อเธอมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตไว้ด้วยจิต
เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตอยู่ได้
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

ผู้ชำนาญในทางเดินแห่งวิตก

[๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาศัยนิมิตใดแล้ว มนสิการนิมิตใดอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ย่อมเกิดขึ้น

เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศล
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่นในภายใน นั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วย ฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

เมื่อภิกษุนั้นกัดฟันด้วยฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่ม บีบคั้น บังคับจิตด้วยจิตอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้
จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้ชำนาญในทางเดินของวิตก
เธอจักจำนง วิตกใดก็จักตรึกวิตกนั้นได้ จักไม่จำนงวิตกใด ก็จักไม่ตรึกวิตกนั้นได้
ตัดตัณหาได้แล้ว คลี่คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว
ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของผู้มีพระภาค แล้วแล.

http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=12&A=4099&Z=4207

 

 

 

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ “สมถะ”

สมถะ หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กล่าวคือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

มี ๓ ชนิด

๑. อย่างหยาบ ได้แก่ สมถะที่เป็นมิจฉาสมาธิ
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน
รูปฌาน
อรูปฌาน
ฌานสมาบัติ
นิโรธสมาบัติ

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ ไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

๒. อย่างกลาง ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบัญญัติเป็นอารมณ์
ได้แก่ การทำความเพียรทุกรูปแบบ ใช้คำบริกรรม
เช่น พุทธโธ พองหนอ ยุบหนอ กสิณต่างๆฯลฯ เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

๓. อย่างละเอียด ได้แก่ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์
ได้แก่ จิตที่ละอารมณ์บัญญัติขาดแล้ว ไม่มีการหวนกลับไปใช้คำบริกรรมบัญญัติต่างๆในการภาวนาอีก

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิใน

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

ฌานสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น และดับไป(ดับทั้งตัว)
เมื่อสมาธิคลายตัว จะรู้ชัดทั้งตัว

นิโรธสมาบัติ สิ่งที่เกิดขึ้น ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)
มีเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และดับไปในที่สุด(ดับทีละส่วน จิตดับท้ายสุด)
เมื่อสมาธิคลายตัว จิตเกิดก่อน ส่วนอื่นๆปราฏต่อมา

ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้
(หรือคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด สามารถมีเกิดขึ้นได้)

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง

สรุป สภาวะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ หรือที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด มีเกิดขึ้น
ในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ ๘ นิโรธสมาบัติ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ได้ต่อเนื่อง

๑. ภังคญาณ จิตทิ้งคำบริกรรม ที่เป็นบัญญัติ มีรูปนามเป็นอารมณ์

๒.ภยญาณ

๓.อาทีนวญาณ

๔. นิพพทาญาณ

๕. มุญฺจิตุกัมยตาญาณ

๖. ปฏิสังขาญาณ

๒-๖ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ที่เกิดจากการกำหนดรู้
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

นิพพทาญาณตรงนี้ เป็นแค่ความเบื่อหน่ายจากสภาวะที่ต้องเจอเดิมๆซ้ำๆ
บางครั้งรู้สึกเบื่อ เบื่อจนไม่มีที่จะอยู่ แต่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าเบื่อเพราะอะไร
ยังไม่ใช่ความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

๗. สังขารุเปกขาญาณ(อุเบกขา)
เมื่ออนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
จิตจึงเกิดการปล่องวางตามความเป็นจริง
(ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่)

 

 

 

เป็นเรื่องแปลก แต่จริง

เมื่อวานนี้ จากที่ขีดเขียนอะไรออกมามากมาย
เป็นไปตามที่เขียนไว้ว่า การไม่ปกปิดตนเอง หรือจะต้องประจานตนเองทั้งชีวิต

จิตเหมือนถูกกระตุ้น สัญญาต่างๆ ถูกงัดแงะ
มีสัญญาตัวหนึ่งเกิดขึ้น ทำให้เกิดการรู้ “เป็นครั้งแรก”
เกี่ยวกับคำที่เรียกว่า เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
มีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน

.

จิตไปคิดพิจรณาถึงสมัยที่จิตเป็นสมาธิ ไม่มีประมาณ

ต่อมา ช่วงที่มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่
เสื่อมหายไปจนหมดเกลี้ยง ไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิตสักนิดเดียว
ทำให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส เป็นครั้งแรกในชีวิต

ต่อมา สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้น ทั้ง ๒ ครั้ง
ที่มีความแตกต่างตอนมีเกิดขึ้น จบด้วยวิโมกข์ ๓
ครั้งแรก รู้ชัดในทุกขลักษณะ
ครั้งที่ ๒ รู้ชัดในอนัตตลักขณะ
ทั้ง ๒ สภาวะ มีลักษณะเด่นเฉพาะ

.

สมถะและวิปัสสนา(ไตรลักษณ์) สิ่งเหล่านี้
ล้วนเป็นผลของการทำความเพียรทั้งสิ้น
มีเกิดขึ้น ๓ ระดับ หยาบ กลาง ละเอียด

เป็นเรื่องของ การละอุปทานขันธ์ ๕(สักกายทิฎฐิ)
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ลักษณะอาการต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะ ล้วนมีคำเรียก
เพียงแต่ สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ สักแต่ว่าเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ที่มีเกิดขึ้น
มีทั้งสมถะและวิปัสสนา เกิดขึ้นเคียงคู่กันไป

สติ สัมปชัญญะ ที่มีเกิดขึ้น
เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่องเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ ที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เกิดขึ้นจาก อินทรีย์ ๕(พละ ๕) ไม่เหลื่อม ไม่ล้ำ
ไม่มาก ไม่น้อยไปกว่ากัน

โดยดูจากขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความรู้ชัดในภายใน
กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มีเกิดขึ้นต่อเนื่อง

.

หิริ โอตัปปะ จะกำลังมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ นิพพิทา

หากนิพพิทา มีกำลังอ่อน หิริ โอตัปปะ มีกำลังมากกว่า
เป็นเหตุปัจจัยให้ ตัณหาย่อมมีกำลังมาก
ความหวาดเสียว ความหวาดกลัว ความสะดุ้ง
เพราะอุปทานจึงมีกำลังมาก

ทุคติ สุคติ จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

.

หากนิพพิทา มีกำลังมากกว่าหิริ โอตัปปะ
ตัณหาที่มีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้
ความหวาดเสียว ความหวาดกลัว ความสะดุ้ง
เพราะอุปทาน ย่อมไม่มีเกิดขึ้น

.

สำหรับผู้ที่เจริญสมถะและวิปัสสนา
อินทรีย์ ๕หรือพละ ๕ และ หิริ โอตัปปะ(ศิล)
จึงมีผลต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

สองวิญญาณ ในร่างเดียว

แจ๋ว เวลาเกิดสภาวะนี้ เจ้านายจะพิการไปชั่ว ขณะ ทุกอย่างแจ๋วจัดการหมด เขาสั่งการอย่างเดียว คำพูดของแจ๋วจะดูนุ่มนวล พูดเบาๆ คอยบริการนั่นนี่ให้
คุณนาย เวลาสภาวะนี้เกิด คำพูดของคุณนาย ค่อนข้างดุ ดูกระโชกโฮกฮาก ออกนักเลง
เจ้านายก็มีสภาวะความเป็นบอสเกิดขึ้นเช่นกัน จะมีอาการกวนโอ๊ย พูดจากวน โยกโย้ไปมา
.
เราถามว่า ชอบตัวไหน
เขาตอบว่า ทั้งสองตัว
เวลาอาการเรากลับมาปติ คือ เป็นตัวของตัวเอง
เขาจะถามว่า ตอนนี้คุณนายไปไหน
เราบอกว่า ไม่รู้สิ ไม่ได้บอกไว้
.
เรื่องราวของสภาวะ พูดไปแล้ว เหมือนคนบ้านะ ทั้งเราและเจ้านาย
เจ้านายรู้ชัดเรื่องสภาวะ ทั้งฟังจากเราและจากการทำความเพียรของเขาเอง อยู่กับเจ้านาย จึงเป็นอิสระทุกอย่าง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องปั้นแต่ง
การอยู่ร่วมกับผู้ที่ไม่รู้ชัดสภาวะ จึงก่อให้เกิดความยุ่งยากทางใจ
ทั้งนี้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของตัวเราเอง นอกตัวเป็นเพียงองค์ประกอบย่อย

สติไม่ทัน

เจ้านายถามว่า วลัยพรเป็นแบบนี้มานานหรือยัง

เราถามว่า เป็นยังไงเหรอ

เขาบอกว่า พูดจาแบบนี้ไง ทำเสียงให้ฟัง

 

เราหัวเราะ บอกว่า เป็นมานานแล้ว พูดจาไม่อ่อนหวาน
กระโชกโฮกฮาก เป็นจาก สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดูมา
จนกลายเป็นสันดาน ไปโดยไม่รู้ตัว
มีเกิดขึ้นเวลาที่ไม่ระวังตัว
ปล่อยตัวตามสบาย

 

 

ถามเขาว่า ที่เขาถามเรื่องนี้มาเพราะอะไร
เขาบอกว่า แค่แปลกใจ ไม่กี่วันมานี่ ทำไมเราจึงเป็นแบบนี้

 

เราบอกว่า เรามีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง เคยเป็นมานานแล้ว
หากตื่นนอนใหม่ๆ แล้วมีเหตุให้ลุกก่อนเวลา
จะทำให้หงุดหงิด คำพูดที่ออกมา จะเป็นแบบนั้น
ดูเหมือนกระโชกโฮกฮาก

 

นี่ก็หายไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน
แต่ตอนนี้ กลับมาเป็นอีก

ไม่รู้เหมือนกันว่า  ทำไมกลับมาเป็นอีก

 

 

.

คืออาการเหมือน เวลาทำสมาธิ กำลังดื่มด่ำอยู่ในสมาธิ
แล้วมีคนมีเรียก ทำให้ต้องออกจากสมาธิ
จึงทำให้อาการหงุดหงิดเกิดขึ้นตามมา
คำพูดที่เกิดขึ้นตามมา จะเป็นแบบนี้

ก็กำหนดรู้ไป ไม่เที่ยงจริงๆ
ไม่ได้นึกถึง แต่มีเหตุปัจจัยให้ทบทวนสภาวะเดิมๆ
ที่เคยมีเกิดขึ้น หายไปนาน และมีเกิดขึ้นอีก

 

หมั่นสังเกตุ สำรวม สังวร ระวังมากขึ้น
เมื่อมีเหตุให้ต้องออกจากสมาธิแบบฉับพลัน
หายใจยาวๆลึกๆ จนกว่ามีสติ
คำพูดที่ออกมา จะได้ไม่เป็นแบบนั้นอีก

 

 

ใจที่สงบ กายย่อมสงบ วจีย่อมสงบ

ไม่ปกปิดตนเอง

การไม่ปกปิดตนเอง

เมื่อไม่ปกปิดตนเอง
เขียนตามความเป็นจริง

พร้อมๆกับจิตคิดพิจรณาไปด้วย
ตรงไหน ที่ยังประมาทพลาดพลั้งอยู่
เพียรละไปเรื่อยๆ ไม่มีคำว่า เลิกกลางคัน

แรกๆ จะรู้สึกเหนื่อยใจ
เรานี่ สมัยก่อน ทำไว้เยอะ
มีหลายเรื่อง ที่น่าอายยิ่งกว่านี้
ไม่มีสามัญสำนึกเลย ในตอนนั้น

ถ้าไม่ได้กรรมฐาน คิดแล้ว สยองจริงๆ
คงสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นมากมาย
ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เด็ก หนุ่ม สาว ชราและความเจ็บป่วย สังขารเป็นทุกข์หนอ

ชีวิต เกิดมาแล้ว ไม่ถูกทอดทิ้ง ก็เป็นฝ่ายทิ้งเขา
หรือไม่ทอดทิ้งกันก็ตาม

เกิดมาแล้ว กระทำกรรม ตามความเห็นของตน
เมื่อกรรมส่งผล กลับไม่เป็นไปตามที่คิด

เมื่อไม่รู้ คร่ำครวญอีกนาน มีตย.ให้เห็น
คือ ตัวเราในอดีตที่เคยเป็น

ทำดี ได้ดี มีที่ไหน
ทำชั่ว ได้ดี มีถมไป

บางคนบัดซบ(ในสายตา)
แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง

มีอยู่เรื่องหนึ่ง และอีกหลายๆเรื่อง
ทีตัวเอง ทำชั่ว กลับมองไม่เห็น
เช่น เบียดเบียน เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
เขาทำกับเรา เราทำกลับคืนมั่ง ทีฮู ที อิท
คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้ ฯลฯ

.

นี่แหละ จิตที่ถูกอวิชชา ครอบงำ
สิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ สุข ที่เกิดจาก โลกธรรม ๘
จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยนี้

มรณสัญญา ตั้งไว้ดีแล้ว

เมื่อรู้ชัดว่า เวลาสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มีเกิดขึ้นนั้น ขณะนั้น ใจเป็นอย่างไร

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดว่า ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายนั่น
ตัณหา ที่ยังมีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

.

ประกอบกับ เมื่อรู้ชัดว่า
ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงทำให้การสำรวม สังวร ระวัง ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่จะกลายเป็นโทษต่อผู้อื่น โดยไม่ได้เจตนา

นิพพิทา ความเบื่อหน่าย จึงมีเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้
จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
และทำให้เบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่เกิดขึ้นตามมา

.

มรณาสัญญา จึงตั้งไว้ดีแล้ว ในภายในอยู่
หมายถึง ระลึกถึงความตายเนืองๆ มีเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่
เพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

ไม่ได้เกิดจาก การน้อมเอาคิดเอา
เพื่อให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

มีเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
และรู้แจ้งแทงตลอด ในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

 

 

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2017
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: