ทบทวนสมถะ

ทบทวนสมถะ

.

สมถะ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ

.

สมถะ มี ๒ ชนิด

๑. มิจฉาสมาธิ

๒. สัมมาสมาธิ

.

สัมมาสมาธิ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด

๑. มีบัญญัติเป็นอารมณ์

๒. มีรูปนามเป็นอารมณ์ จิตที่ละอารมณฺ์บัญญัติขาดแล้ว

.

สัมมาสมาธิที่มีรูปนามเป็นอารมณ์ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด

๑. มีรูปนามเป็นอารมณ์(นับตั้งแต่ภังคญาณ)

๒. เกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

โฆษณา

จิตว่าง

คำว่า จิตว่าง

ว่าง ในที่นี้หมายถึง ว่างจากตัวกูของกู(อุปทานขันธ์ ๕)

๑. ความว่าง ที่เกิดจากโมหะ(อวิชชา)
ได้แก่ ความไม่รู้ชัดในผัสสะ อทุกขมสุข ทีมีเกิดขึ้น

๒. ความว่าง ที่เกิดจากกำลังของสมาธิกดข่มไว้
ที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ กล่าวโดยย่อ วิโมกข์ ๘

๓. ความว่าง ที่เกิดจากวิชชา
ได้แก่ ความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดจากการท่องจำ หรือจะจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม

๔. ความว่าง ที่เกิดจาก สังโยชน์ ๑๐ ถูกทำลายเป็นสมุจเฉทประหาณ
ในอริยบุคคล ๔ จำพวก โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

กำลังสมาธิมีมากขึ้น

เห็นการเปลี่ยนแปลง กายและจิตแยกจากกัน ณ ปัจจุบันธรรม

.

งงเหมือนกัน เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นครั้งก่อน ไม่ชัดเท่าครั้งนี้

เล่าให้เจ้านายฟัง บอกว่า สภาวะของเรามีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วนะ

เมื่อวาน ตอนเช้า ไปร่วมทำบุญกับผู้คนในคอนโด
ช่วงบ่าย เข้าร่วมประชุม

ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ไม่มีอะไร

ช่วงเย็น จนถึงตอนดึก มีงานเลี้ยง จับสลาก
ได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเขา ที่บอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการพูดคุยกับคนในงาน

เวลาที่พูดคุย ปากมันพูดแบบไม่คิดอะไร เหมือนพูดคุยปกติ ที่เปลี่ยนไปคือภายใน เรื่องจิต จิตสงบ กายส่วนกาย จิตส่วนจิต แยกจากกัน ทั้งๆที่ไม่ได้ทำกรรมฐานหรือนั่งสมาธิ แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนเวลาทำสมาธิ และทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น มีคิดพิจรณาเนืองๆ

มีสภาวะเดิมที่เคยเป็น มีเกิดขึ้นอีก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาคนอื่น(คนที่พูดคุยด้วย) มีอาการตึงหนังหัวไปหมด ก็รู้ละว่า สมาธิกำลังถ่ายเทไปหาอีกฝ่าย ครั้งนี้ไม่ตกใจเหมือนเมื่อก่อน

สมัยที่สมาธิน้อย จะไม่มีอาการแบบนี้เกิดขึ้น
ตอนนี้สมาธิมีมากขึ้น ดูจากโอภาส เดี่ยวนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร อิริยาบทใดก็ตาม หากหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที(โอภาส) กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ถึงจะมีมาก แต่ยังไม่มากเท่าเมื่อก่อน

และทำให้รู้ว่า เมื่อมีสมาธิมาก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาผู้อื่น จะมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากอีกฝ่ายเป็นผู้รับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ในสมัยที่กำลังสมาธิที่มีมาก เสื่อมหายไปหมดสิ้น เพราะถูกอีกฝ่าย ดึงไปหมด

ในกรณีที่เจอครั้งนี้ ไม่รู้สึกอะไรเหมือนครั้งก่อน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เจตนา และอาจไม่รู้เรื่องการถ่ายเทสมาธิ เพียงแต่ทำให้เกิดการระวังตัวมากขึ้น

.

บอกเจ้านายว่า ปีหน้า ไม่ไปร่วมอีกแล้ว
เขาถามว่า ทำไมล่ะ

เราบอกว่า ที่ไปร่วมนั้น คิดว่าไม่เป็นไร แล้วอยากพบป่ะผู้ที่อยู่ร่วมกัน จากที่พูดคุยกับหลายๆคน ถึงแม้จะระยะสั้นๆ ทำให้รู้ว่า ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น กลับกลายเป็นการสอบอารมณ์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ชัดในจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง มันเป็นของมันเอง ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัว

เมื่อไม่ได้สนใจเรื่องความมี ความเป็น มุ่งเพียรละเหตุแห่งทุกข์ จึงทำให้ไม่อยากรู้เรื่องนี้(จิต) ที่มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ เมื่อไม่อยากรู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปร่วมงานอีก ไม่ได้ปฏิเสธต่อการรู้ตรงนี้ แค่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการรู้ ไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น

สำหรับเราเป็นแบบนี้ กรณีคนอื่นๆ อาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบากแและสบาย

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

.

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

.

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

.

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)

จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า

.
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔

และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

.

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

.

.

ทบทวนสภาวะสัญญา มีรายละเอียดเพิ่ม
แต่กระชับใจความมากขึ้น

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

ยังอยู่ในหัวข้อของ เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทา ภพ)

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
เป็นเรื่องของ มโนกรรม
เรียกว่า กามภพ

.
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยินดี พอใจ
คิดว่าเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌาน
เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ

เป็นเหตุปัจจัยให้อุปกิเลสมีเกิดขึ้น

.

.

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

หมายถึง กายกรรม วจีกรรม
ไม่ได้หมายถึง การเกิดเป็นตัวตน
จากท้องแม่ที่มีพ่อเป็นเหตุปัจจัยร่วม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่
จึงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
โดยการปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

กล่าวคือ สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
หรือการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ตามที่คิดว่าใช่ ไปบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม

.

.

กล่าวโดยย่อ

ภพ มโนกรรม

ชาติ กายกรรม วจีกรรม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะมโนกรรมเป็นปัจจัย กายกรรม วจีกรรม จึงมี

.

ความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ คือ รู้ว่ามีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
เพราะเหตุยังมีอยู่(กรรม/การกระทำ)

ผัสสะและอริยสัจ ๔

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

.
อริยสัจ๔

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม(กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น(ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น(วิภวตัณหา)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น

ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล
คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

.

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สมาธิเกิดทีหลัง)

เกิดจากการกำหนดรู้ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตประจำวัน

 

 

ปฏิจจสมุปบาทกับเส้นตรง

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน สำคัญมาก

.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบัน
ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย จบสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
ไม่ได้เป็นวงกลม เหมือนดังภาพที่นำมาเผยแพร่กันในปัจจุบัน

เปรียบเสมือนเส้นตรงเส้นหนึ่ง จะตัดตรงไหนก็ได้

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นเช่นนั้น ดับตรงส่วนไหนก็ได้
ขึ้นอยู่กับการแทงตลอดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

.

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิจจะ แบ่งออกเป็นสองส่วน

.
๑. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

.
๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละสังโยชน์
กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔(อวิชชา)

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงเน้นเสมอๆว่า สำหรับผู้ที่เพียรดับเหตุแห่งทุกข์
กรรมปัจจุบันสำคัญมาก เพราะส่งผล

มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบาย

สภาวะปัจจุบัน
เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน
เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้

.

[๘๑] พระมีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ

.
[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้น ดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ คืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้ จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรมดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

.
[๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูตทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อทีวิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

.
[๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควรยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

.
[๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

.
[๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตน หรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

.
[๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

.
[๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพนี้ รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญา ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบาย ฯ

สังขารุเปกขาญาณ

เมื่อเกิดความรู้ชัด แจ่มแจ้งแทงตลอด
ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

เวลาอ่านเจอ จะรู้สึกเฉยๆนะ
เพราะสภาวะเหล่านี้ เป็นเพียงสภาวะที่ควรรู้เท่านั้นเอง

.
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้วเป็นครั้งที่ ๒

สำหรับตัวเองนะ การทำสมถะหรือทำสมาธิ จะเปลี่ยนไป
ไม่ใช่อานาปนสติ หรือกรรมฐานกองไหนๆ
แต่เป็นเรื่องของการพิจรณา

ตรงนี้เพิ่งอ่านเจอนะ
ก็ไม่คิดว่า สภาวะในปัจจุบัน จะมีคำเรียก
คือ เดี๋ยวนี้ เวลาพิจรณาอะไรก็ตาม เห็นแต่ความน่าเบื่อหน่าย
แล้วจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเอง ไม่ต้องรู้ลมหายใจเข้าออก
ไม่ต้องรู้ท้องพองยุบ เหมือนก่อนๆ

เอาเป็นว่า รู้แค่ว่าเป็นปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบาย
ตามพรธรรมคำสอน จะนำมาอธิบายได้ตรงตามสภาวะมากกว่า

.

.

สังขารุเปกขาญาณ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป
ในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณ
ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน เพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มี
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป
วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไป แล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

.

[๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิต
สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร

พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

.

[๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ

พิจารณาความถือมั่นและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

.

[๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ

พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมบัติ

พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิต
น้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ

.
อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง

อนิมิตตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง
สุญญตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง ฯ

 

.

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ

ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ

ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ ฯ

การเกิดเป็นทุกข์

ขึ้นชื่อว่า การเกิดล้วนเป็นทุกข์
โสดาบัน ก็ทุกข์แบบโสดาบัน
สกทาคามี ก็ทุกข์แบบสกทาคามี
อนาคามี ก็ทุกข์แบบอนาคามี

.
จะทุกข์มาก หรือทุกข์น้อย
ก็ยังขึ้นชื่อว่า ทุกข์

.
หากถอนตัวตนออกจากวัฏฏะได้
ความสำคัญมั่นหมายในความมี ความเป็น ย่อมหมดสิ้นไป

ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: