ต้องได้ฌานงั้นรึ?

ต้องได้ฌานงั้นรึ?
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า เป็นผู้ได้ฌานหรือไม่ได้ฌาน

เขียนอะไรก็ไม่รู้ มีแต่คำศัพท์ อ่านไม่รู้เรื่อง
แล้วจะเข้าใจได้ยังไง

.

บางคน อ่านสิ่งที่วลัยพรเขียน อ่านแล้ว อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม ที่อ่านแล้ว ไม่เข้าใจ นี่เป็นเรื่องปกติ อ่านแล้วคิดว่าเข้าใจ ก็เป็นเรื่องปกติ

.

ตกลงต้องทำให้ได้ฌานรึเปล่า?
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ได้ฌานหรือไม่ได้ฌาน

สิ่งที่เขียนนั้น เขียนตามสภาวะ
และต้องการดำรงพระธรรมคำสอนไว้ให้ดังเดิม
ไม่เพิ่มเติม ไม่ตัดทอน จึงเขียนออกมาแบบนั้น

สำหรับผู้ปฏิบัติ ที่ไม่รู้ปริยัติ หรือรู้ปริยัติ
แต่ไม่เข้าถึง ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดสภาวะนั้นๆด้วยตนเอง

เรื่องจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ได้ฌาน หรือไม่ได้ฌาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตัดทิ้งไปได้

.

เอาเป็นแค่ว่า เวลาทำกรรมฐาน จะอิริยาบทใดก็ตาม
เวลาที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิมั๊ย
เอาแค่รู้ชัดตรงนี้ก่อน เป็นสิ่งแรก

.
ยกตย. บางคนอาจจะรู้สึกถึงความสงบบ้าง
จู่ๆรู้ชัดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายบ้าง
หรือ กำลังมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่
แล้วมีแสงสว่าง(โอภาส) เกิดขึ้น
หรือปรากฏเหมือนมองกระจกใสๆ
ทั้งที่ตรงนั้นไม่มีกระจกฯลฯ

สภาวะที่เกิดขึ้นตรงนี้ เป็นเรื่องของ ขณิกสมาธิ
คือ เกิดในระยะๆสั้นๆ

.

ส่วนโอภาส หรือแสงสว่าง เป็นเรื่องของ กำลังสมาธิ
ที่เรียกว่า อัปนาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้น
ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นๆ ก็สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เมื่อมีสภาวะใดเกิดขึ้น อย่านำชื่อแซ่หรือคำเรียกต่างๆ ใส่ลงไป
เพราะอาจเป็นปัจจัยให้ อุปกิเลส ทำงานโดยอัตโนมัติ

.

.

ข้อต่อมา ตรงนี้เป็นเรื่องของการทำกรรมฐาน
ในอิริบท ยืน เดิน นั่ง นอน

รู้แค่ว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ รู้ตรงนี้ก่อน
ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ เช่น วิตก วิจารณ์ฯลฯ
คำเรียกต่างๆ อย่านำไปใส่ในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เพราะเป็นปัจจัยให้ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ผิดเพี้ยน
และอุปกิเลส มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ

.

.

ข้อต่อมา เมื่อจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ
ตรงนี้สำคัญมาก ต้องรู้จักสังเกตุ ไม่ใช่จ้องดู

แต่หมายถึง หลังเลิกทำกรรมฐานแล้ว
ให้ทบทวนสภาวะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น
แล้วจดบันทึกเก็บไว้

วันนี้อาจจะยังไม่รู้ว่า สภาวะที่มีเกิดขึ้น คืออะไร
เรียกว่าอะไร ให้กำหนดรู้เท่านั้นพอ

หากสงสัยแล้วนำไปค้นหา
จะกลายเป็นนิวรณ์ เป็นอุปสรรคต่อการทำความเพียร

.

ข้อสุดท้าย เมื่อรู้ชัดว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เวลาเป็นสมาธิ รู้กายที่นั่งอยู่มั๊ย
รู้ท้องพองขึ้นยุบลงมั๊ย
หรือรู้ว่ามีกายปรากฏอยู่มั๊ย
รู้อะไรแบบนี้ ประมาณนี้

ส่วนภายนอกอาจจะดับหมด หรือยังได้ยินเสียงอยู่
ตรงนั้นไม่ต้องไปสนใจ แค่รู้ที่กายเท่านั้นพอ

เวทนาต่างๆ สามารถมีเกิดขึ้นได้ ขณะจิตเป็นสมาธิ

จิตคิดพิจรณา ได้แก่ สัญญาต่างๆ สามารถมีเกิดขึ้นได้ ขณะจิตเป็นสมาธิ

กล่าวโดยย่อ รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เป็นลักษณะเด่นเฉพาะ “สัมมาสมาธิ”

.

.

จริงๆแล้ว รายละเอียดมีมากกว่านี้
ตอนนี้รู้แค่นี้พอ อ่านมากๆ เดี่ยวจะมึน
บางคนอาจถอนใจไปเลยก็ได้

โฆษณา

รู้ชัดเป็นครั้งแรกใน ทุกขาปฏิปทา และสุขาปฏิปทา

 ๒๔ พย.๖๐ 

รู้ชัดเป็นครั้งแรกใน ทุกขาปฏิปทา และสุขาปฏิปทา

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

เพิ่งรู้เมื่อคืนนี้เอง ขณะ กำลังนอนอยู่
จิตเกิดการคิดพิจรณา ทบทวนสภาวะต่างๆ
มีภาพเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้น

หากไม่มีเหตุปัจจัยมาบังคับ
การทำความเพียร จึงทำตามสัปปายะ
ปราศจากการบังคับ เพื่อให้เกิดการทำความเพียรในรูปแบบแต่อย่างใด

เมื่อใดที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ความบีบคั้นทางใจให้มีเกิดขึ้น
จะมีคำตอบเดียวให้กับตัวเองว่า
“กรรมฐานเท่านั้น ที่จะพาให้พ้นจากสภาวะเหล่านี้ได้”

การทำกรรมฐาน ที่ใช้เวลาเป็นตัวกำหนด
ในอิริยาบท เดิน แล้วต่อด้วยนั่ง
เช่น เดิน ๑ ชม. และนั่ง ๑ ชม.
จึงมีเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยนี้

.

ทุกขาปฏิปทาและสุขาปฏิปทา
เป็นเรื่องของใจล้วนๆ

เป็นเรื่องของ ความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจ
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นทางใจอย่างเด่นชัดในการดำเนินชีวิต

 

จนกระทั่งมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย จะมีเกิดขึ้น

หากยังไม่ทำกาละ
จะเป็นเรื่องของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ทุกขาปฏิปทา จึงแบ่งเป็น ๒
กล่าวคือ ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒
สุขาปฏิปทา จึงแบ่งเป็น ๒
กล่าวคือ ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒

ที่มาของ สุขาปฏิปทา ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒

ครั้งที่ ๑

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติไม่เป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

 

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ฉับพลัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

 

ครั้งที่ ๒

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ฉับพลัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย

เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข

เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

เธออาศัยธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ คือ สัทธา
หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาอยู่ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าอ่อน เธอบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

เธออาศัยธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้
คือ สัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา

ทั้งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า เธอย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา

.

ในครั้งที่ ๒ ทั้งสุขาปฏิปทาและทุกขาปฏิปทา
ข้อปฏิบัติจะมีเพิ่มขึ้นเหมือนๆกันคือ

หิริ โอตตัปปะ ที่หมายถึง ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในทุกขาปฏิปทา

ทุกครั้งที่มีผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ เกิดขึ้น
การปฏิบัติอดทน
การปฏิบัติข่มใจ
การปฏิบัติระงับ

 

ที่มาของ ทุกขาปฏิปทา ที่มีเกิดขึ้นในครั้งที่ ๒

ที่มาของ ทุกขาปฏิปทา ที่มีเกิดขึ้นในครั้งที่ ๒

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๒

บุคคลที่มีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเป็นครั้งที่ ๑
หากยังไม่ทำกาละ เป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อแจ้งในนิพพาน
ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
ผัสสะและอริยสัจ ๔

ย่อมรู้ชัดในเรื่องของกรรม
เหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างแห่งกรรม
การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม
และปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม

กล่วโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
(สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)

เมื่อรู้ชัดด้วยตนเองว่า เป็นเรื่องของ กรรม
การให้ผลของกรรม ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของ ผัสสะ
หรือสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ย่อมไม่สานต่อ

กล่าวคือ กระทำไว้ในใจ
ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ

เป็นปัจจัยให้ ความปรารถนาใดๆในโลกไม่มี
สภาวะเหล่านี้ จึงมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย

“พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
อนึ่ง มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน”

.

คำว่า มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน
หมายถึง นิพพิทา ที่เกิดจาก
ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

เหตุปัจจัยจาก รู้ชัดว่า ความตาย แท้จริงแล้ว ไม่มีอยู่จริง
มีแต่เรื่องของ เหตุและปัจจัยของภพชาติการเกิดที่ยังมีอยู่

และรู้ชัดด้วยตนเองว่า เมื่อวิญญาณ ไม่มีที่ตั้ง จะเกิดสิ่งใดขึ้น
จึงคำนึงถึง ความตาย มากกว่ามีชีวิตอยู่

ชีวิตที่เหลืออยู่ จึงเห็นอยู่แค่นี้

พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เป็นเหตุปัจจัยให้ สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๒ มีเกิดขึ้น
หากยังไม่ทำกาละ จึงเป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สภาวะที่เกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๒
เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า
เมื่อเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้นอีก
ตัณหาที่มีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรดวงจิตนี้ได้
เพราะมรณสัญญาตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

.

จึงเป็นที่มาของ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
อนึ่ง มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เธอเข้าไปอาศัยธรรมอันเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าอ่อน
เธอได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม …

แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า
เธอย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ

.

คำว่า หิริ โอตตัปปะ หมายถึง ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

“คหบดี ! อริยสาวกในกรณีนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า:

เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ”

กล่าวคือ

๑. การปฏิบัติอดทน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติอดทนเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
เขาด่า ไม่ด่าตอบ เขาขึ้งโกรธ ไม่ขึ้งโกรธตอบ เขาทุ่มเถียง ไม่ทุ่มเถียงตอบ นี้เรียกว่าการปฏิบัติอดทน ฯ

การปฏิบัติอดทนเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม
แดดและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ต่อถ้อยคำอันหยาบคาย ร้ายแรง

เป็นผู้อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดขึ้นแล้ว กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่าชื่นใจ ไม่น่าพอใจ อาจปลงชีวิตเสียได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การปฏิบัติอดทน ฯ

๒. การปฏิบัติข่มใจ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ

ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้

ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู … ดมกลิ่นด้วยจมูก … ลิ้มรสด้วยลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ

ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การปฏิบัติข่มใจ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติข่มใจเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นรูปด้วยจักษุ … ฟังเสียงด้วยหู … สูดกลิ่นด้วยจมูก … ลิ้มรสด้วยลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ

ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า การปฏิบัติข่มใจ ฯ

๓. การปฏิบัติระงับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติระงับเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งพยาบาทวิตก … วิหิงสาวิตก … ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งธรรม อันเป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการปฏิบัติระงับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การปฏิบัติระงับเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ย่อมไม่รับรอง ย่อมละ ย่อมบรรเทาซึ่งพยาบาทวิตก… วิหิงสาวิตก … ธรรมอันเป็นบาปอกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้ระงับไป กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการปฏิบัติระงับ

ทุกครั้งที่มีผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ เกิดขึ้น
เมื่อกระทำดังนี้เนืองๆ

การปฏิบัติอดทน
การปฏิบัติข่มใจ
การปฏิบัติระงับ

สภาวะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ
เป็นเหตุปัจจัยให้ความรู้สึกเหล่านี้มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
อนึ่ง มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เมื่อมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดขึ้นครั้งที่ ๒(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)
ตัณหาที่มีอยู่ จึงไม่สามารถทำอะไรดวงจิตนี้ได้
เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

.

เป็นที่มาของ สัมมาทิฐิ

๕. กัจจานโคตตสูตร

[๔๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ
บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระกัจจานโคตต์ เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

[๔๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัย
ส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๒

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี

กัจจานะ โดยมากโลกนี้ยังพัวพันอยู่ด้วยอุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่
ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่อง

แต่อริยสาวกไม่เข้าไปถือมั่นอุบายและความยึดมั่น
อันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องว่า ‘อัตตาของเรา’
ไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัยว่า ‘ทุกข์นั้นแล เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับไป’

อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย

เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความมีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส

แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น
อันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า

อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า
ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ

พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

[๔๔] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่
ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี

ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ …
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
จบสูตรที่ ๕

หมายเหตุ;

“ความมี ๑ ความไม่มี ๒

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี”
.

เป็นการตอกย้ำ ความรู้แจ้งแทงตลอดใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

เป็นสภาวะ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงอีกครั้ง
ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๒

“ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่
ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี

ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ …
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ … ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ”

.

เป็นการตอกย้ำ ปฏิจจสมุปบาท ในส่วนของ อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ของผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ เกี่ยวกับ ความไม่มีที่ตั้งแห่งวิญญาณ
เป็นการตอกย้ำอีกครั้ง ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที ๒

ที่มาของ ทุกขาปฏิปทา ที่มีเกิดขึ้นในครั้งที่ ๑

ที่มาของ ทุกขาปฏิปทา ที่มีเกิดขึ้นในครั้งที่ ๑

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ๒

.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ของเขาปรากฏว่าอ่อน

เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า
เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติเป็นผู้มีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้มีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฯ”

เป็นเรื่องของ ความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจ
เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นทางใจอย่างเด่นชัดในการดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

เมื่อมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก(อนุดลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ จึงไม่รู้ว่าคืออะไร

แท้จริงแล้ว หากยังไม่ทำกาละ
เป็นเรื่องของ สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิและวิปัสสนา

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งที่ ๑
สภาวะจิตดวงสุดท้าย หากยังไม่ทำกาละ
เป็นเรื่องของ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สิ่งที่รู้แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองเป็นครั้งแรก
นิพพาน
ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
ผัสสะ และอริยสัจ ๔
เป็นที่มาของ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

.

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

การทบทวนสภาวะ

สำหรับผู้ปฏิบัติ ที่สภาวะต่างๆ คงที่
เช่น นั่งแล้วดิ่ง นั่งแล้วขาดความรู้สึกตัว
ขาดความรู้ชัดในภายในกาย เวทนา จิต ธรรม ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น

หลายๆคน ที่คิดว่า ดูเหมือนการทำความเพียรไม่ก้าวหน้า
ให้ผู้ปฏิบัติ กลับมาทบทวนการกระทำของตัวเอง
ว่ามีข้อปฏิบัติเหล่านี้มีอยู่มั๊ย

๑. ความมักน้อย

๒. ความสันโดษ

๓. ความสงัดเงียบ

๔. ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่

๕. ความปรารภความเพียร

๖ . ความสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

ข้ออื่นๆ เมื่อยังอยู่กับโลก ยังอยู่กับกาม
ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ย่อมตกไปได้

ข้อ ๕ ความปรารภความเพียร ยังจ้ำจิ้ม ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง
นี้เป็นเรื่องปกติ ของผู้ที่ยังไม่แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

ข้อที่สำคัญกว่าทุกๆข้อ
โดยเฉพาะข้อ ๖ ความสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

ซึ่งหมายถึง ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ได้แก่ หิริ โอตัปปะ
การปฏิบัติอดทน
การปฏิบัติข่มใจ
การปฏิบัติระงับ

หากทำได้
ข้อปฏิบัติ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕
ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

และคำว่า “อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา

.

เพราะเห็นด้วยปัญญา ในที่นี้ หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา

๑. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

.

 

มีเกิดขึ้นเนืองๆ

อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

 
อนิมิตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

มีเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(อนุโลมญาณ)
หากยังไม่ทำกาละ เป็นลักษณะอาการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

หรือที่เรียกว่า มรรคญาณ

กล่าวคือ เมื่อมรรคญาณเกิด
ผลญาณย่อมมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

 

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: