พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ อริยสัจ ๔

พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ อริยสัจ ๔

จิต เจตสิก รูป เป็นสภาวะอุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ฉะนั้น

คำว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธัม
ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

คำกล่าวนี้ เป็นคำที่สาวก
นำมากล่าวตามความเห็นของตน
เป็นคำที่สร้างขึ้นมาใหม่เช่นกัน

.

จิต เจตสิก รูป นิพพาน
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

จิต เจตสิก รูป เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของ อุปทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง

.

นิพพาน หมายถึง ความดับภพ ได้แก่ ความหลุดพ้นจากตัณหา
ตัณหาไม่สามารถคอบงำได้ กล่าวคือ สิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ตามลำดับ

.

อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

ปัญญาตรงนี้ เป็นเรื่องของ วิโมกข์ ๓
ความหลุดพ้นทางอนิจจัง เรียกว่า อนิมิตวิโมกข์
ความหลุดพ้นทางทุกขัง เรียกว่า อัปณิหิตวิโมกข์
ความหลุดพ้นทางอนัตตา เรียกว่า สุญญตวิโมกข์

.

ยังไม่ใช่การแทงตลอดในอริยสัจ ๔
จึงยังไม่ใช่การเห็นอริยสัจ

โฆษณา

สกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

ปฏิบัติเพื่อสกาทาคามิมรรค สกทาคามิผล

สัทธาวิมุติ

ทิฎฐิปัตตะ

กายสักขี กรณีที่วิโมกข์ ๘ เสื่อม

.

ข้อปฏิบัติ ได้แก่
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ

ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

.

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน (สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดาแล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

.

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์ มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์ คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

.

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ทุติยมรรค

สำหรับสกทาคามีบุคคล โดยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค ซึ่งได้ประหาณกิเลสเป็นครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่า ไม่ได้ประหาณกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นจากโสดาปัตติมรรคก็ดี แต่ก็ได้ประหาณให้เป็นตนุกระ คือ ให้เบาบางลง

ฉะนั้น ความพอใจในอารมณ์ที่มากระทบ แม้ยังมีอยู่ก็เบาบางมาก
จึงประหาณกามราคะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ ที่เป็นอย่างหยาบได้อย่างเด็ดขาด

ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

.

กล่าวคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ
จึงใช้ความพยายามน้อยลง ในการอดกลั้น อดทน กดข่มใจ
การที่ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

สมณะบุณฑริก

ทิฏฐิสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุติ แต่ไม่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

สังโยชนสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป
และทำราคะ โทสะโมหะให้เบาบาง จะมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น และจะกระทำที่สุดทุกข์ได้
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

ขันธสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้
เวทนาเป็นดังนี้ …สัญญาเป็นดังนี้ … สังขารเป็นดังนี้ …
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ แต่เธอหาได้ถูกต้อง วิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายไม่
บุคคลเป็นสมณะบุณฑริกอย่างนี้แล ฯ

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

 

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

มุดรู หลวงพ่อเยื้อน เท่าที่ได้ฟังมา มีท่านนี้ท่านเดียว

สภาวะจิตดวงสุดท้าย วลัยพร

.

ชื่อเรียกทั้งสอง ตั้งขึ้นมาเอง ตามความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ที่เรีกแตกต่าง ขึ้นอยู่กับจะตั้งชื่อขึ้นมา ตามความรู้ชัดของบุคคลนั้น ตามความเป็นจริง เป็นสภาวะเดียวกัน ซึ่งมีชื่อตามคำเรียกของปริยัติว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

หลวงพ่อเยื้อน ท่านปฏิบัติเพราะศรัทธาในครูอาจารย์ เวลาท่านแสดงธรรม ท่านจะพูดถึงเรื่องความศรัทธา และความศัรทธาที่ท่านมีต่อครูอาจารย์ สภาวะที่ท่านพูดชัดเจนคือ จะตายได้ยังไง ก็นั่งอยู่ ท่านก็เลยปล่อย แล้วมีแรงดูดเกิดขึ้น เหมือนถูกดูดเข้าไปในรู ท่านจึงตั้งชื่อเองว่า มุดรู

.

วลัยพร ปฏิบัติเพราะทุกข์ ไม่อยากทุกข์ แรกเริ่ม ปฏิบัติด้วยตนเอง เรียนรู้ทุกสภาวะด้วยตนเอง ไม่ได้นำไปถามใคร

มีช่วงหนึ่ง ความที่ว่าเริ่มอ่านหนังสือ เริ่มรู้ปริยัติ สงสัยคำว่า อุทยัพพยญาณ เคยถาม แต่เจอคำตอบประมาณว่า เหมือนการกินอาหาร คนไหนกินคนนั้นอิ่ม เราฟังแล้ว คิดนะ ถ้าไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องมาทำท่าเหมือนรู้หรอก ซึ่งเรามารู้ด้วยตนเองจากสภาวะและจากหนังสือวิปัสสนาทีนีฎีกา เกี่ยวกับอุปกิเลส จึงถึงบางอ้อ แหม่ หลงซะตั้งนาน

ที่ตอนนั้น อ่านแล้วไม่เข้าใจ เพราะมัวสงสัยว่าคืออะไร แม้กระทั่งภังคญาณเช่นกัน จะอ่านเข้าใจและแทงตลอดสภาวะนั้นๆได้ ต้องหลังจาก อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นแล้ว จึงจะอ่านหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา จึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่าน อ่านไม่รู้เรื่องหรอก

อีกครั้ง เจอที่สำนักหนึ่ง ถามเรื่องสังขารในขันธ์ ๕ เหตุที่ถาม เพราะมีพระท่านหนึ่ง ท่านแสดงธรรมให้ผู้ปฏิบัติฟังว่า สังขารคือ ความคิด ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ใช่ มันเป็นการปรุงแต่ง ก็เลยเดินเข้าไปถามที่นี่

สำนักนี้บอกว่า มาเรียนที่นี่ จะได้รู้วิธีเป็นโสดาบัน นี่ก็ผีบ้า ถามเรื่องสังขาร ในขันธ์ ๕ ว่าหมายถึงการปรุงแต่งใช่มั๊ย ดันผ่ามาพูดแบบนี้ เราขอบคุณตามมารยาท เดินออกมา ไม่เคยคิดจะเดินกลับเข้าไปอีก ไม่อยากเป็นผีบ้า หอบสังขาร

ครั้งแรกที่เกิดสภาวะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ตอนนั้น ยังไม่รู้อะไรหรอก ตั้งชื่อเอง ตามความรู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ขณะอยู่ในอิริยาบทนั่ง ตอนนั้นทำสมาธิอยู่ สภาวะที่กำลังมีเกิดขึ้น เหมือนคนจมน้ำ ขาดอากาศหายใจ แรกๆดิ้นรน พยายามสูดอากาศ พยายามหายใจ เห็นความทุกข์ ความบีบคั้น แล้วปลงตก คือ รู้ว่ายังไงก็ต้องตาย ก็เลยคิดว่า ตายก็ดีเหมือนกัน ชีวิตน่าเบื่อเหลือเกิน แล้วเหมือนมีแรงดูดมหาศาล ดูดเข้าไป ระหว่างที่ถูกดูดเข้าไป เหมือนในหนังนะ ที่เขาเรียกว่าหลุมดำ แต่สว่างนะ ไม่มืด สองฝังด้านข้าง เป็นเรื่องราวในแต่ละอดีตชาติ ดูไม่ทันหรอก แค่รู้ว่าเป็นเรื่องราวเหล่านั้น แล้วหลุดผั่วะออกมา

หลังจากผ่านสภาวะนั้มาแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกนะว่า คืออะไร และมีคำเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่า ด้วยอาชีพที่เคยทำมา อาการที่ถูกดูดเข้าไปนั้น อาการเหมือนหมอเวลาทำคลอด แล้วใช้เครื่องดูด ช่วยในการทำคลอด ความรู้สึกจึงเหมือน คลอดออกมา อะไรประมาณนั้น คือ เหมือนตาย แล้วเกิดใหม่ทันที จึงเรียกเองว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ก็เพิ่งมาเปลี่ยนคำเรียกเมื่อไม่มีชม.มานี่เอง เรียกว่า อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

มรรคญาณ หมายถึง วิโมกข์ ๓
ผลญาณ ความรู้ชัดในสภาวะสักกายะทิฏฐิ ที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ คือ กรณะของวลัยพร เป็นไทจากตัณหา ประกอบกับ ในสมัยนั้น เป็นผู้ได้วิโมกข์ ๘ จึงมีชื่อเรียกว่า กายสักขี

หลังจากนั้น มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิ ที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น เกิดจาก การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไปรู้จักกับพวกถ่ายเทสมาธิ แต่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ เจอนักถ่ายเทสมาธิ เล่นเอาสมาธิที่มีอยู่ หายไปหมดสิ้น แรกๆคือ โกรธมาก ที่โกรธ เพราะเสียดาย กว่าจะทำได้ ไม่ใช่ง่ายๆ ปฏิบัตินี่ น้ำตานองหน้าตลอด แล้วคนอื่นมาเอาไปแบบหน้าตาเฉย จะไม่ให้โกรธได้ยังไง

แต่เพราะสภาวะนี้ จึงทำให้รู้ชัดคำที่เรียกว่า กิเลส ทำให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส เป็นครั้งแรกในชีวิต ต่อมา ทำให้รู้ชัดคำว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถึงแม้สมาธิจะเสื่อมหายไปหมด ไม่มีท้อถอย หรือเลิกปฏิบัติ ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง ทำเพราะชื่อว่า จะทำให้ไม่ต้องทุกข์ แล้วก็เป็นตามนั้นจริงๆ ดูจากชีวิตในปัจจุบัน ต้องใช้เวลา ใช้ความเพียรเข้าแรก ใช้ความอดทน อดกลั้น เข้าแรก อดทนต่อทุกความชอบใจ และไม่ชอบใจ โดยเฉพาะความไม่ชอบใจ ที่ผู้อื่นกระทำกับเรา ตรงนี้แรกๆ ใช้ความอดทน อดกลั้นมาก ถ้าทนไม่ไหว เอาเหมือนกันนะ พอกรรมส่งผล บอกตัวเองว่า ไม่น่าเลยเรา ต้องอดทน อดกลั้นให้มากกว่านี้ แค่เจ็บใจ ไม่ตายหรอก

นี่เป็นสภาวะสมัยก่อน ก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒

.

กำลังจะเขียนเรื่อง การแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ จึงต้องเล่าเรื่องราวสภาวะก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมามีเหตุปัจจัยให้แทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดการการอ่าน การฟังผู้อื่น แต่รู้ชัดด้วยตนเอง

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๑ ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่ ๒ รู้ชัดและแทงตลอดในสภาวะสักกายทิฏฐิ

สภาวะปัจจุบัน ไม่ได้ทำความเพียรตามรูปแบบ ปฏิบัติตามสัปปายะ
ทำตามความสะดวก ชอบนั่งโซฟามากกว่านั่งพื้น
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ
แม้ในอิริยาบทนอน คำว่าหลับ ไม่เคยมีเกิดขึ้นนานมากแล้ว
จะรู้ชัดจิตเป็นสมาธิ หากกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นไม่มากพอ
คืนนั้นจะรู้สึกตัวทั้งคืน จิตมีคิดพิจรณาทบทวนสภาวะต่างๆทั้งคืน
บางครั้ง กำลังสมาธิมีมาก จะดับวูบลงไปเอง
.

เพราะสภาวะเดิม มีเกิดขึ้นอีกครั้ง คือ รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เปลี่ยน ไม่ได้เกิดขึ้น ขณะทำความเพียร แต่มีเกิดขึ้น ขณะกำลังนั่งทำงานอยู่ รู้สึกเจ็บที่หัวใจมาก ทนไม่ไหว เดินไปนอน จนกระทั่งสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น ครั้งนี้ เหมือนตอกย้ำสภาวะสักกายทิฏฐิ ให้จดจำได้แม่นยำ ไม่มีลืม

ความรู้ชัดความทุกข์ เหมือนครั้งแรก แต่น้อยกว่า รู้ชัดในสภาวะกายและจิตแยกขาดออกจากกัน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่  รู้ชัดในอันตตา มีชื่อเรียกว่า สุญญตวิโมกข์  สภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้ รู้ชัดใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ กล่าวคือ เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

สภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ นี้ ถ้ากล่าวตามปริยัติ เป็นสภาวะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ได้แก่ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล เรียกว่า สกทาคมีบุคคล

สำหรับสกทาคามีบุคคล โดยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค ซึ่งได้ประหาณกิเลสเป็นครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่า ไม่ได้ประหาณกิเลสใดๆ เป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นจากโสดาปัตติมรรคก็ดี แต่ก็ได้ประหาณให้เป็นตนุกระ คือ ให้เบาบางลง

ฉะนั้น ความพอใจในอารมณ์ที่มากระทบ แม้ยังมีอยู่ก็เบาบางมาก
จึงประหาณกามราคะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ ที่เป็นอย่างหยาบได้อย่างเด็ดขาด ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ จึงใช้ความพยายามน้อยลง ในการอดกลั้น อดทน กดข่มใจ การที่ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ตรงนี้อย่าเหมารวมวลัยพรเข้าไปในนะ เพราะไม่สนใจเรื่องความมีความเป็น เพราะมีหลักอยู่ข้อหนึ่ง เพราะรู้ชัดในทุกข์ ระลึกอดีตชาติที่เคยเกิดในชาติก่อนๆได้ ถึงไม่กี่ชาติ แต่ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ล้วนเป็นทุกข์

หุหุ ชาติที่เกิดเป็นกษัตริย์ ทำกรรมหนักมากที่สุด ยืนอยู่บนกำแพง สั่งเผาเมือง ฆ่าคน เพราะเหตุปัจจัยนี้ บุคคลที่มีอำนาจอยู่ในมือ เมื่อยังมีอวิชชา จึงถูกตัณหาครอบงำง่าย มีโอกาส สร้างกรรมใหม่ เพราะโลภะ โทสะ โมหะ ได้ง่ายที่สุด ทีนี้จะไปว่ากันก็ไม่ได้ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

มีอยู่สถานที่หนึ่ง มักไปประจำ เป็นสถานไม่มีคน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว มีแต่แสงสว่าง จะไม่เดินต่อ นั่งลง แล้วกำหนด จะกลับมารู้ที่กาย

หัวหมุน หน้าสะบัด

สภาวะเจ้านาย

ถึงเจ้านายจะไม่ได้ทำความเพียรในรูปแบบอย่างต่อเนื่อง แต่อาศัยเวลานอน แล้วกำหนดก่อนที่จะหลับลงไป เวลาจิตเป็นสมาธิ จะรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ เวลาจะหลับ คือ หลับเลย ยังไม่รู้ทันต้นจิต

ถามเขาว่า ที่ว่าหมุนๆ ใช่แบบนี้หรือเปล่า ทำท่าหัวหมุนให้เขาดู พร้อมกับบอกว่า เมาเลย

เขาบอกว่า แล้วเวลาตอนที่หัวหมุน จะไม่รู้สึกอะไรเลย รู้แค่ว่ามันหมุน ใหม่ๆ จะหมุนแบบนั้น รู้ตลอด พยายามดึงกลับ ก็เลยเป็นเหมือนหน้าสะบัดไปทางซ้าย ขวา มันจะดึงกัน แต่ไม่หมุนแบบนั้น

เราถามว่า เวทนายังมีอยู่มั๊ย
เขาบอกว่า มีปกตินะ แต่ก็นั่งได้ต่อเนื่อง

วันนี้ถามเขาว่า เมื่อเช้านั่งกี่นาที
เขาบอกว่า วันนี้ 1 ชม.(ทุกที 50 นาที)
เรายกมือ สาธุ ถามเขาว่า มีสภาวะอะไรรู้ชัดเพิ่มหรือเปล่า

เขาบอกว่า มีนะ แล้วอธิบายภาษาของเขา ตามที่เขาเห็นเอง
เราบอกว่า ปัจจัตังจริงๆ เราไม่รู้เรื่อง 5555

เขาบอกว่า มันแน่นขึ้น
เราถามว่า อะไรแน่น
เขาอธิบายในภาษา ตามที่เขารู้เขาเห็น
เราบอกว่า ปัจจัจตังจริงๆ สภาวะต้องเห็นรายละเอียดมากกว่านี้ จึงจะเข้าใจได้ ถามเขาว่า เห็นเหวอีกหรือเปล่า หรือว่าเห็นหลุม

เขาบอกว่า ยังไม่ใช่ ต้องมีสภาวะจิตสัปหงกก่อน

เราบอกว่า รู้จักด้วย
เขาบอกว่า รู้จักสิ เคยเป็น เวลาเกิดมันเหมือนมีแรงผลัก งุบๆๆๆ สว่าง ถ้าแบบนี้ จะไม่สว่าง แต่รู้ตัวตลอด

เราบอกว่า มันไม่เที่ยงหรอก นี่ไปละ ไปนอน
บอกเขาว่า ไปนิพพานอีกละ

 

สภาวะของเขาในตอนนี้ เริ่มมีโอภาส แต่ยังไม่สว่างมาก

รู้สึกไม่ค่อยดี

เป็นมาหลายวัน อาการเจ็บหัวใจ เมื่อวาน เกิดขึ้นบ่อยกว่าทุกวัน เมื่อคืน นอนเจ็บหัวใจ

กำหนดรู้ไป บอกเจ้านายว่า ไม่ไปหาหมอหรอก ปล่อยมันไป

รู้สึกอาการเจ็บมีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ สักพักโอภาสเกิด แล้ววุบลงไป

ช่วงเช้า ยังคงมีอาการนี้อยู่

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล

ปฏิบัติเพื่อโสดาปฏิมรรค โสดาปัตติผล

สัทธานุสารี

ธัมมานุสารี

ข้อปฏิบัติ ได้แก่

1. เจริญสมถะ มีวิปัสสนานำหน้า

2. เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า

3. เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

เนื่องจากความต่างของอินทรีย์ 5
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธิอินทรีย์ ปัญญินทรีย์

มี 2 ประเภท

1. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้ฌาน(รูปสมาบัติ) แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8

2. บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
หมายถึง ได้วิโมกข์ 8

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สัทธาวิมุติ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ
บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

.

[๒๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ความเชื่อในพระตถาคตของผู้นั้นตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลงมั่นแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่าสัทธาวิมุตบุคคล

ทิฎฐิปัตตะ หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

.

[๒๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้ว
เป็นธรรมอันผู้นั้นเห็นแจ้งด้วยปัญญาประพฤติดีแล้ว
บุคคลนี้เรากล่าวว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล

กายสักขี หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ 5
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่
ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

.

[๒๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล

อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

.

สักกายทิฏฐิ ๑

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

วิจิกิจฉา ๑

วิจิกิจฉากิเลส ๑
๑. สงสัยในพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
ถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง พระองค์ตัดกิเลสได้จริงหรือ
พระองค์ทรงคุณพิเศษ สามารถแสดงธรรมเพื่อตัดกิเลส
นำสัตว์ออกจากวัฏฏสงสารได้จริงหรือ

พระองค์ทรงพ้นจากทุกข์ในวัฏฏสงสาร
เสด็จเข้าสู่แดนอมตมหานฤพานได้จริงหรือ
ดังนี้เป็นต้น

.

๒. สงสัยในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น จริงหรือ
พระธรรมอันเร้นลับ มองไม่เห็นต่างๆ เช่น เรื่องนรก สวรรค์
มรรค ผล นิพพาน เป็นต้นนั้น มีจริงอยู่หรือ

ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้
แล้วจะได้รับผลจริงหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น

.

๓. สงสัยในพระอริยสงฆ์สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอริยสงฆ์ มีจริงหรือ

ถ้ามีจริง พระอริยสงฆ์ ท่านสามารถดับกิเลสได้จริงหรือ
พระอริยสงฆ์ ท่านได้บรรลุมรรค ผล และเห็นพระนิพพานได้จริงหรือ ดังนี้เป็นต้น

.

สีลัพพตปรามาส ๑
สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร
ซึ่งไม่ใช่ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.

อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

กามราคะ ที่เป็นอปายคมนียะ คือ กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดี พอใจ เป็นอย่างมาก จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถกระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว กรรมใดที่เป็นทุจริต อันจะนำไปสู่อบาย ก็ย่อมไม่กระทำกรรมนั้น แต่ถึงแม้จะละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังไม่สามารถละมานะสังโยชน์ได้ แต่ก็ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาอยู่ ความยินดีในอารมณืที่มากระทบ จึงยังมีอยู่
ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน

กล่าวคือ ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาดดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ
การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

สังโยชนสูตร
บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวเป็นอย่างไร ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓
เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า
อย่างนี้แล บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว;

ความพลุ่งพล่านในใจ

ความพลุ่งพล่านในใจที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นมา ๓ วันละ

เล่าให้เจ้านายฟังว่า ไม่รู้เป็นอะไร มันรู้สึกพลุ่งพล่านในใจ เหมือนมันพุ่งขึ้นมา มีเกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องใครหรือคิดอะไรทั้งสิ้น เวลาเกิด มันพาลอยากจะตายท่าเดียว คิดจะตายท่าเดียว สมาธิก็เป็นอยู่นะ ไม่ใช่ไม่เป็น

เขาถามว่า ใช่ปฏิฆะที่เป็นสังโยชน์หรือเปล่า

เราบอกว่า ไม่รู้สินะ มันเป็นของมันเอง ไม่ได้พิจรณาอะไรด้วย ปกติมันจะแค่แผ่วๆ หลังๆนี่พุ่งขึ้นมาเลย หัวใจนี่เต้นแรงและเร็วมาก ขนาดจิตเป็นสมาธิอยู่นะ

เดี๋ยวนี้ ความรู้ชัดในจิต รู้ชัดมากขึ้น แยกออกเป็นส่วนๆ ไม่ปะปนกัน ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีกำลังน้อย คือ ยังมี ปีติ มีสุขอยู่ ความพลุ่งพล่าน จะเกิดขึ้นชัดมาก เมื่อสมาธิมีกำลังมากขึ้น อาการพลุ่งพล่าน จะสงบลงไป หรือหายไป

หลังจากทำสมาธิไป 1 ชม.
เจ้านายถามว่า พอแล้วหรือ

เราบอกว่า พอละ หายไปแล้ว

มีเหตุให้เจอ บทความเก่าๆที่เคยเขียนไว้ อีกบล็อกหนึ่ง
ทำให้รู้ว่า เป็นสภาวะเดิมที่เคยมีเกิดขึ้นนานแล้ว จนลืมไปแล้วว่าเคยมีเกิดขึ้น

เขียนไว้ 8th May 2011

กามราคะ กามราคะหรือกิเลสตัวอื่นๆไม่ได้แตกต่างกันเลย มันเหมือนๆกัน
เพียงแต่ว่า สติจะรู้เท่าทันได้หรือไม่เท่านั้นเอง

สภาวะที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่แบบหยาบๆจนกระทั่งละเอียด

แบบหยาบ เกิดจากผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ มีเกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต
ได้แก่รูปเป็นเหตุหรือการถูกเนื้อต้องตัวกันเป็นเหตุ

แบบละเอียด เกิดขึ้นเองในจิต มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ปฏิฆะ คือ ความยินร้ายหรือความไม่พอใจ ความหงุดหงิดใจ

สภาวะที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่สภาวะแบบหยาบๆจนกระทั่งละเอียด

แบบหยาบ เกิดจากผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ มีเกิดขึ้น ในการดำเนินชีวิต

แบบละเอียด เกิดขึ้นเองในจิต มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ตรงนี้เข้าไปแก้ไขข้อความใหม่
ที่เคยเขียนไว้ เขียนไม่ละเอียด ตอนนั้นรู้แค่ไหน ก็เขียนไว้แค่นั้น

แต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นเรื่องของ ความพลุ่งพล่านทางใจ ได้แก่ ปฏิฆะ
มันเป็นแบบนี้นี่เอง เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ เวลาที่รู้สึกโกรธ จึงกระทำอะไรได้ทันทีแบบไม่ต้องยั้งคิด

กรรมฐานนี่ดีนะ ยิ่งทำความเพียร ยิ่งรู้ชัดในกายและจิต
ดีนะ ที่กำหนดรู้มาตลอด เขียนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีความสงสัยว่า คืออะไร
แค่เขียนตามความเป็นจริง ก็สภาวะเดิมๆ แต่ครั้งนี้ปรากฏเด่นชัดกว่าครั้งที่เคยเป็นเมื่อก่อน เท่านั้นเอง

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: