สภาวะและการกำหนดต้นจิต

walai

สภาวะและการกำหนดต้นจิต

สภาวะ แปลว่า ความเห็นเอง ความเกิดขึ้นเอง การปรากฏขึ้นเอง เช่น สภาวะลักษณะ หมายถึงลักษณะที่เป็นเอง เกิดเองเป็นเองตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ

ในการปฏิบัติกรรมฐานหรือเจริญสติหรือจะเรียกอะไรก็ตาม หมายถึง สภาวะหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตของผู้ปฏิบัติ (อันนี้เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาเอง อันนี้เป็นสภาวะภายนอก

เมื่อสามารถรู้สภาวะภายในได้ ย่อมสามารถรู้สภาวะภายนอกได้ นั่นคือ การเห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่ง

หลวงพ่อโชดก

การกำหนดต้นจิต คือ การฝึกจิตให้อยู่กับการเคลื่อนไหวและอิริยาบทต่างๆของร่างกาย เช่น ขณะนั่งอยู่ก็กำหนดรู้อยู่ว่านั่ง แล้วถ้าจะลุกขึ้น ก่อนจะลุกก็กำหนดรู้อยู่

การจะเปลี่ยนอิริยาบทหรือเคลื่อนไหวใดๆ หรือเมื่อจำเป็นต้องสนทนา จะพูดจะกล่าวคำใดๆ ก็กำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวมานี้ เป็นการช่วยให้มีสติ สัมปชัญญะ
และสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไม่ขาดระยะ

ถ้ากำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวนี้ เป็นการช่วยให้โยคีมีสติและสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไปไม่ขาดระยะ ท่านว่าสมาธิของโยคีผู้นั้น ” ไม่รั่ว ”

โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า เหมือนท่อน้ำที่มีข้อต่อ อุดรูรั่วสนิทดี น้ำในท่อก็จะไหลติดต่อและมีกำลังส่งแรงดีไม่ขาดระยะ ฉันใด สมาธิของโยคีผู้กำหนดต้นจิต ก็จะติดต่อและมีกำลังดีไม่ขาดระยะ ฉันนั้น

และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นการช่วยโยคีบางท่านที่เดินจงกรม ไม่ทน แต่นั่งสมาธิกำหนดได้นาน เมื่อกำหนดต้นจิตติดต่อกัน วิริยินทรียกับสมาธินทรียเสมอกันได้ด้วย

การกำหนดทำนองดังกล่าวมานี้ มีในสติปัฏฐานสูตร หมวดอิริยาปถบัพพะและสัมปชัญญะบัพพะ ในการฝึกกำหนดต้นจิต ในตอนแรกๆ อาจจะกำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ขาดๆหายๆ ซึ่งคนเราส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น

ถ้าไม่ท้อถอย และเลิกเสียก่อน แต่พากเพียรทำต่อไปจะพบเองภายภาคหน้าว่า มีสติกำหนดได้ดีเป็นส่วนมาก และจะค่อยๆกำหนดได้ติดต่อกันดีขึ้น

แล้วในที่สุดก็สามารถกำหนดได้โดยติดต่อกัน ซึ่งแสดงว่า มีสติมั่นคง มีสัมชัญญะเกิด ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนั่งกำหนดสมาธิต่อไป

นำมาจาก หนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ( สติปัฏฐานสูตร ) หลวงพ่อโชดก

walai

การกำหนดมีสองแบบ คือ

๑. ใช้คำบริกรรมช่วย เช่น ใช้หนอกำกับลงไปในอิริยาบทนั้นๆ
เพื่อเป็นการสร้างทั้งสติ สัมปชัญญะ ให้มีกำลังมากขึ้น

๒. ไม่ใช่คำบริกรรม แต่เอาจิตจดจ่อลงไปรู้ในการกระทำนั้นๆ

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง การเจริญสติ ถ้ามีสติ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี โดยเป็นไปติดต่อกันเสมอ (จิตจดจ่อรู้อยู่ในกายได้ตลอด) ไม่มีเผลอ ยิ่งไม่เผลอมากเท่าไหร่ นั่นบ่งบอกถึงกำลังความแนบแน่นของสมาธิที่เกิดขึ้น

มีเรื่องเล่าว่า

พระเถระรูปหนึ่ง ขณะนั่งสนทนากับพวกอันเตวาสิก ( ของท่าน ) ในที่พักกลางวัน ท่านคู้แขนเข้ามาโดยเร็ว แล้วเหยียดกลับไปวางอย่างเดิม แล้วค่อยๆคู้เข้ามา

พวกอันเตวาสิกเรียนถามท่านว่า

” ท่านอาจารย์ขอรับ เหตุไร อาจารย์จึงคู้แขนเข้ามาโดยเร็วแล้วเหยียดกลับไปวางอย่างเดิม แล้วค่อยๆคู้เข้ามาอีก ”

พระเถระตอบว่า

“อาวุโส ก็เพราะฉันเริ่มต้นมนสิการกัมมัฏฐาน ฉันไม่ควรละทิ้งกัมมัฏฐาน แล้วคู้มือเข้ามา แต่เมื่อกี้ ฉันกำลังสนทนากับพวกเธออยู่ ได้ละกัมมัฏฐานเสียแล้ว คู้มือเข้ามา เพราะฉะนั้น ฉันจึงกลับวางมือไว้อย่างเดิมเสียก่อน แล้วจึงคู้ ( โดยกัมมัฏฐาน ) เข้ามาอีก ”

พวกอันเตวาสิกกราบเรียนว่า
” สาธุ ท่านอาจารย์ ธรรมดาภิกษุควรเป็นอย่างนี้ ”

อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทริยานิ ภาวิตานิ พหุลีกตานิ สญฺโญชนานํ ปหานาย สวตฺตนฺติ อนุสยสมุคฺฆาตย สํวตฺตนฺต
อทฺธานปรญฺญาย สํวตฺตนฺติ อาสาวานํ ขยาย สํวตฺตนฺติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย ๕ ทั้งหลายนี้แล โยคีทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากๆครั้งแล้ว ดำเนินไปเสมอสมดุลย์ร่วมกัน เพื่อละเสียซึ่งสัญโญชน์ทั้งหลาย เพื่อถอนเสีย เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยาวนาน ดำเนินไปร่วมกันเสมอกัน เพื่อความสิ้นไปของอาสวะทั้งหลาย

สํ.มหาวาร ๑๙/๓๑๒


หลวงพ่อโชดก

หากโยคีนั้นๆ พากเพียรเดินจงกรม ด้วยการกำหนดเป็นระยะๆ และนั่งสมาธิกำหนดเป็นระยะๆ จะเกิดสภาวะ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า อินทรีย์ และ พละ ภายในตัวของท่าน ปรับปรุงทั้งร่างกาย
และจิตใจของโยคีเอง ให้มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นภายในตัวของท่านเป็น อัตตปัจจักขะ

อัตตปัจจักขะ คือ ประสพพบเห็นเป็นประจักษ์ด้วยตัวของท่านเอง และเมื่อสภาวธรรมนั้นๆ ประณีตเข้าและพร้อมเพรียงสม่ำเสมอกัน

โยคีผู้นั้นก็จะผ่านวิสุทธิและญาณต่างๆตามข้อที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นขั้นเป็นตอนไปโดยลำดับ ท่านเปรียบไว้เหมือนการเดินทางไปสู่ที่หมายปลายทางโดยเปลี่ยนรถเดินทาง ๗ ผลัดหรือขึ้นอาคารหรือปราสาท ๗ ชั้น หรือเปรียบเทียบเหมือนกับบันได ๑๖ ขั้น

โพสต์เมื่อ 26th November 2010

หมายเหตุ;

สมัยก่อน สภาวะการปฏิบัติจะละเอียดมาก

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: