เคยหลง จึงรู้ชัด

นึกถึงคำพูดของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
ชีวิตเปลี่ยน เพราะหลวงพ่อจรัญ

.
สมัยที่ปฏิบัติกับอจ.ที่เป็นฆราวาส
ผู้ปฏิบัติในกลุ่มเขาคุยกันเรื่องหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
ประมาณว่า ท่านรู้หนอ เห็นหนอ ได้ยินแล้ว อยากไปเจอ
ทีนี้ทำงาน วันหยุดแทบไม่มี(ทำล่วงเวลา) ไม่ได้ไปสักที

เป็นคนชอบอ่านหนังสือ มักแวะตามแผงหนังสือ
เจอหนังสือกฏแห่งกรรม ปกอ่อน ราคาไม่กี่บาท
มีกี่เล่ม ซื้อหมด

อ่านแล้ว สนใจเรื่องกฏแห่งกรรม จึงเกิดการตามหา
ไปหาหลวงพ่อ ที่วัดอัมพวัน ความที่ไม่เคยไป
พี่แนะนำว่า ให้ขึ้นรถนครสวรรค์ แล้วบอกกระเป๋า
รถจะจอดหน้าวัด “ขอบคุณพี่แดงมาก”

ไปวัดครั้งแรก เข้าปฏิบัติ เดินจงกรมก็ไม่เป็น
จนท. ต้องก้มลง ช่วยจับขา ให้เคลื่อนไหว
คนที่เห็น เขาก็ขำเรา เดินเหมือนนกกระยาง

ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไปไม่เป็นไลย
จะโทษคนสอนก็ไม่ได้ ก็ของมันไม่เคย
โดยเฉพาะ การกำหนดต้นจิต กำหนดรู้ที่เท้า

ไอ้เรามันประเภท ทำตามจริตตน ก็ปรับเอา
ขวา เขาให้กำหนดที่เท้าขวา
เราก็กำหนดขวาเหมือนกัน แต่ยกส้นเท้าเตรียมไว้

ต่อมา กำหนดย่างหนอ เวลาเคลื่อนเท้าไปข้างหน้า
มันก็สบาย หัวไม่ทิ่ม ขืนไม่ยกส้นเท้าเตรียมไว้
ตอนยืน ยืนตรง พอย่างหนอ เคลื่อนเท้าไปด้านหน้า
หัวทิ่มสิคะ เพราะเหตุนี้แหละ จนท. ถึงมาจับขาให้เราทำตาม
ต่อมาหนอ คือ วางเท้าลงกับพื้น ท่าจะค้างอยู่ในอิริยาบทก้าว

.

แรกๆก็ทำตามจริตนะ ปรับเปลี่ยนเอาเอง
พอเริ่มคุ้นเคยกับจังหวะทุกย่างก้าว
มันจะรู้ขึ้นมาในจิต ทุกการเคลื่อนไหวของเท้า
ก็ทำตามต้นแบบได้ คือ

อยู่ในท่ายืน พอกำหนดขวา รู้ลงที่ขาขวา
พอกำหนดย่าง ส้นเท้าจะยกขึ้นก่อนเล็กน้อย
แล้วเคลื่อนไปข้างหน้า

พอกำหนดว่า หนอ เท้าจะลงแนบกับพื้นพอดี
จะรู้สึกชัดขึ้นมาในใจ

หากสติ สัมปชัญญะดี ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
จะรู้ชัดทุกย่างก้าวที่เดิน ทุกการเคลื่อนไหว
ปรากฏชัดขึ้นมาในใจ โดยไม่ต้องกำหนด
ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ แต่อย่างใด

จะเกิดความรู้ชัดช่วงรอยต่อ ระหว่าง การเคลื่อนเท้า
ขวา ย่าง รู้ชัดถึงการขาดออกจากกัน ระหว่าง ขวา-ย่าง
หนอ รู้ชัดถึงการขาดออกจากกัน ระหว่าง ย่าง-หนอ

รู้สึกฝ่าเท้ามีชีวิต เสียวที่ฝ่าเท้ามาก

ใหม่ๆ ต้องใช้กำหนดรู้หนอช่วย

.

เป็นหนึ่งในสภาวะที่เคยหลง

“สันตติขาด ฆนบัญญัติแตก”

แตกจริงๆ ใจแตกระเจิงด้วยความหลง
ความที่ว่า ไม่อยากทุกข์ จึงถือมั่นในสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตำรา
ทั้งๆที่ ในตำราจะเขียนไว้แค่ว่า

“เมื่อโยคีบุคคลได้กำหนดพิจรณาในสังขตธรรมรูป,นาม
ที่เกิดอยู่เฉพาะหน้าตามสภาวะที่เกิดเหตุปัจจัยอยู่

สันตติบัญญัติ และฆนบัญญัติที่กำบังปกปิด
การเกิดดับของสังขตธรรมรูป,นาม ก็ขาดแตกไป
เป็นความเห็นบริสุทธิ์เกิดขึ้นเวลาใด เวลานั้น
วิปัสสนาญาณของโยคี ก็เข้าถึงความเป็นอนัตตานุปัสสนาเป็นต้นได้

อธิบายว่า ผู้ที่ไม่มีการกำหนดในสังขตธรรมรูป,นามที่ปรากฏเฉพาะหน้า
ทุกๆระยะของจิตและรูปนั้น อย่าว่าแต่ความเกิดดับของสังขตธรรมรูป,นามเลย

แม้แต่รูป,นาม ที่เกิดอยู่เฉพาะหน้าก็ไม่รู้ไม่เห็นเสียแล้ว
คงเห็นแต่บัญญัติ เช่น เมื่อตาเห็นสี ก็คงรู้คงเข้าใจไปในแต่เรื่องราวต่างๆ
ว่านี้เป็น หญิง,ชาย,เด็ก,ผู้ใหญ่,สัตว์,ต้นไม้ฯลฯ”

ยาวนะ ขอตัดตรงช่วงท้าย ใจความที่สำคัญ
ที่อาจทำให้เกิดความสำคัญผิดได้ มีเยอะที่ติดกับดักตรงนี้กัน
กิเลสเนียนจริงๆ ลงตัณหาได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่รู้ทันตัณหา
ย่อมถูกโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำทันที

“ฝ่ายผู้ที่มีการกำหนดในสังขตธรรมรูป,นามที่เกิดอยู่เฉพาะหน้า
โดยมีสติรู้อยู่ติดต่อกันไม่ขาดสายนั้น

ย่อมรู้เห็นแทงทะลุปรุโปร่งสันตติบัญญัติ,ฆนบัญญัติ
ที่กำลังปกปิดการเกิดดับของสังขตธรรมรูป,นามเสียได้
โดยการกำหนดรู้เห็นวิถีจิตที่เกิดก่อน
และวิถีจิตที่เกิดทีหลัง ในระยะเวลาที่
ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสฯลฯ
เหล่านี้ขาดลงเป็นตอนๆ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และไม่มีแก่นสารปราศจากเรา,เขาที่จะบังคับบัญชา
ให้เป็นไปตามต้องการ

ในด้านรูปนั้นก็คงกำหนดรู้เห็นรูปที่เกิดขึ้นก่อนและรูปที่เกิดทีหลัง
ในระยะเวลาที่พองขึ้น ยุบลง นั่ง ถูก ยกมือ ยกขา ก้าวไปข้างหน้าฯลฯ
เหล่านี้ก็ขาดเป็นท่อนๆ ไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน
การรู้เห็นในวิถีจิตและอารมณ์ขาดเป็นตอนๆนี่แหละ
เรียกว่า สันตติบัญญัติ,ฆนบัญญัติแตก

อนัตตลักขณะ คือ ความไม่มีแก่นสารปราศจากเรา,เขา
ที่จะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการทั้งปวงก็ปรากฏขึ้น
เป็นอันว่า วิปัสสนาญาณของผู้นั้น เข้าถึงความเป็นอนัตตานุปัสสนาที่แท้จริง”

ทั้งหมดนี้ มีสองคำเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น
๑. การเกิดดับของสังขตธรรมรูป,นาม
หมายถึง เห็นจิตเกิดดับ

๒. เข้าถึงความเป็นอนัตตานุปัสสนาที่แท้จริง

.

ตอนที่หลุดจากอุปกิเลสแล้ว
จึงรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ซึ่งมารู้ที่หลังด้วยตนเองว่า

เมื่อใดที่อินทรีย์ ๕ เสมอกัน ไม่เหลื่อมล้ำไปกว่ากัน
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดทุกการเคลื่อนไหว
ขาดออกจากกัน แจ่มแจ้งเข้ามาในจิต

เป็นความปกติของสภาวะ
เป็นตัวบ่งบอกถึง ผู้ที่ทำความเพียรต่อเนื่อง
และมีการกำหนดรู้ต้นจิตก่อนทำกิจนั้นๆ

เมื่อจิตตั่งมั่นเป็นสมาธิ จึงทำให้เกิดความรู้ชัด
ในลักษณะที่นำมากล่าวแล้วในข้างต้น
เป็นสภาวะปกติที่ทุกคนจะต้องเจอเหมือนๆกัน
ในกรณีที่มีการกำหนดต้นจิตอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีที่กำลังเดินจงกรม เดินจนครบเวลาที่ตั้งไว้
ผลคือเมื่อกำหนดนั่งลง จิตเข้าสู่สมาธิทันที
คือ รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม

สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ที่เป็นสัมมาสมาธิ ที่วลัยพรพูดถึงบ่อยๆ
เกิดจากการเดินก่อนนั่งนี่แหละ

บางคนไม่ชอบเดิน ไม่ชอบทำอะไรเดิมๆซ้ำๆ
สามารถเปลี่ยนระยะการเกิดได้ จะได้ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ

.

ฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า ต้องเห็นจิตเกิดดับ
และการเห็นจิตเกิดดับ หมายถึงได้อะไรเป็นอะไร
ล้วนเกิดจากกับดักหลุมพรางกิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจ
ถึงบอกเสมอๆว่า กิเลสมันเนียนและละเอียดจริงๆ
ต้องหลงก่อนที่จะรู้

.

ต้องเจอสภาวะตรงนี้ และผ่านให้ได้ก่อน
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
จึงจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้แบบแจ่มแจ้ง

ที่สำคัญ การกระทำกรรมในแต่ละขณะๆๆๆ
ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาวะขณะทำความเพียร
วุ่นวายนอกตัวมาก นิวรณ์ย่อมมาก
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ยาก

หรือไม่ก็ หากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ไม่สามารถรู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

มีอีกประเภท คือ ตั้งความปรารถนาในพุทธภูมิไว้
ลองทบทวนให้ดีๆ มีความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า

ถ้าในปัจจุบันไม่มี อาจมีในอดีตที่ระลึกไม่ได้
ให้ตั้งจิตถอนคำอธิษฐานนั้นๆเสีย แล้วสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

อย่าลืม กรรมปัจจุบัน สำคัญมาก

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: