มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

ยังอยู่ในหัวข้อของ เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทา ภพ)

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
เป็นเรื่องของ มโนกรรม
เรียกว่า กามภพ

.
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยินดี พอใจ
คิดว่าเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌาน
เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ

เป็นเหตุปัจจัยให้อุปกิเลสมีเกิดขึ้น

.

.

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

หมายถึง กายกรรม วจีกรรม
ไม่ได้หมายถึง การเกิดเป็นตัวตน
จากท้องแม่ที่มีพ่อเป็นเหตุปัจจัยร่วม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่
จึงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
โดยการปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

กล่าวคือ สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
หรือการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ตามที่คิดว่าใช่ ไปบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม

.

.

กล่าวโดยย่อ

ภพ มโนกรรม

ชาติ กายกรรม วจีกรรม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะมโนกรรมเป็นปัจจัย กายกรรม วจีกรรม จึงมี

.

ความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ คือ รู้ว่ามีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
เพราะเหตุยังมีอยู่(กรรม/การกระทำ)

ผัสสะและอริยสัจ ๔

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

.
อริยสัจ๔

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม(กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น(ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น(วิภวตัณหา)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น

ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล
คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

.

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สมาธิเกิดทีหลัง)

เกิดจากการกำหนดรู้ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตประจำวัน

 

 

ปฏิจจสมุปบาทกับเส้นตรง

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน สำคัญมาก

.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบัน
ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย จบสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
ไม่ได้เป็นวงกลม เหมือนดังภาพที่นำมาเผยแพร่กันในปัจจุบัน

เปรียบเสมือนเส้นตรงเส้นหนึ่ง จะตัดตรงไหนก็ได้

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นเช่นนั้น ดับตรงส่วนไหนก็ได้
ขึ้นอยู่กับการแทงตลอดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

.

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิจจะ แบ่งออกเป็นสองส่วน

.
๑. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

.
๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละสังโยชน์
กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔(อวิชชา)

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงเน้นเสมอๆว่า สำหรับผู้ที่เพียรดับเหตุแห่งทุกข์
กรรมปัจจุบันสำคัญมาก เพราะส่งผล

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: