จิตว่าง

คำว่า จิตว่าง

ว่าง ในที่นี้หมายถึง ว่างจากตัวกูของกู(อุปทานขันธ์ ๕)

๑. ความว่าง ที่เกิดจากโมหะ(อวิชชา)
ได้แก่ ความไม่รู้ชัดในผัสสะ อทุกขมสุข ทีมีเกิดขึ้น

๒. ความว่าง ที่เกิดจากกำลังของสมาธิกดข่มไว้
ที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน อรูปฌาน ฌานสมาบัติ นิโรธสมาบัติ กล่าวโดยย่อ วิโมกข์ ๘

๓. ความว่าง ที่เกิดจากวิชชา
ได้แก่ ความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดจากการท่องจำ หรือจะจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม

๔. ความว่าง ที่เกิดจาก สังโยชน์ ๑๐ ถูกทำลายเป็นสมุจเฉทประหาณ
ในอริยบุคคล ๔ จำพวก โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

โฆษณา

กำลังสมาธิมีมากขึ้น

เห็นการเปลี่ยนแปลง กายและจิตแยกจากกัน ณ ปัจจุบันธรรม

.

งงเหมือนกัน เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นครั้งก่อน ไม่ชัดเท่าครั้งนี้

เล่าให้เจ้านายฟัง บอกว่า สภาวะของเรามีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วนะ

เมื่อวาน ตอนเช้า ไปร่วมทำบุญกับผู้คนในคอนโด
ช่วงบ่าย เข้าร่วมประชุม

ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ไม่มีอะไร

ช่วงเย็น จนถึงตอนดึก มีงานเลี้ยง จับสลาก
ได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเขา ที่บอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการพูดคุยกับคนในงาน

เวลาที่พูดคุย ปากมันพูดแบบไม่คิดอะไร เหมือนพูดคุยปกติ ที่เปลี่ยนไปคือภายใน เรื่องจิต จิตสงบ กายส่วนกาย จิตส่วนจิต แยกจากกัน ทั้งๆที่ไม่ได้ทำกรรมฐานหรือนั่งสมาธิ แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนเวลาทำสมาธิ และทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น มีคิดพิจรณาเนืองๆ

มีสภาวะเดิมที่เคยเป็น มีเกิดขึ้นอีก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาคนอื่น(คนที่พูดคุยด้วย) มีอาการตึงหนังหัวไปหมด ก็รู้ละว่า สมาธิกำลังถ่ายเทไปหาอีกฝ่าย ครั้งนี้ไม่ตกใจเหมือนเมื่อก่อน

สมัยที่สมาธิน้อย จะไม่มีอาการแบบนี้เกิดขึ้น
ตอนนี้สมาธิมีมากขึ้น ดูจากโอภาส เดี่ยวนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร อิริยาบทใดก็ตาม หากหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที(โอภาส) กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ถึงจะมีมาก แต่ยังไม่มากเท่าเมื่อก่อน

และทำให้รู้ว่า เมื่อมีสมาธิมาก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาผู้อื่น จะมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากอีกฝ่ายเป็นผู้รับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ในสมัยที่กำลังสมาธิที่มีมาก เสื่อมหายไปหมดสิ้น เพราะถูกอีกฝ่าย ดึงไปหมด

ในกรณีที่เจอครั้งนี้ ไม่รู้สึกอะไรเหมือนครั้งก่อน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เจตนา และอาจไม่รู้เรื่องการถ่ายเทสมาธิ เพียงแต่ทำให้เกิดการระวังตัวมากขึ้น

.

บอกเจ้านายว่า ปีหน้า ไม่ไปร่วมอีกแล้ว
เขาถามว่า ทำไมล่ะ

เราบอกว่า ที่ไปร่วมนั้น คิดว่าไม่เป็นไร แล้วอยากพบป่ะผู้ที่อยู่ร่วมกัน จากที่พูดคุยกับหลายๆคน ถึงแม้จะระยะสั้นๆ ทำให้รู้ว่า ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น กลับกลายเป็นการสอบอารมณ์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ชัดในจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง มันเป็นของมันเอง ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัว

เมื่อไม่ได้สนใจเรื่องความมี ความเป็น มุ่งเพียรละเหตุแห่งทุกข์ จึงทำให้ไม่อยากรู้เรื่องนี้(จิต) ที่มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ เมื่อไม่อยากรู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปร่วมงานอีก ไม่ได้ปฏิเสธต่อการรู้ตรงนี้ แค่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการรู้ ไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น

สำหรับเราเป็นแบบนี้ กรณีคนอื่นๆ อาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: