ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

สารีบุตร ! กำเนิด ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่.
๔ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-

(๑)อัณฑชะกำเนิด (เกิดในไข่)
(๒)ชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์)
(๓)สังเสทชะกำเนิด (เกิดในเถ้าไคล)
(๔)โอปปาติกะกำเนิด (เกิดผุดขึ้น)

.

สารีบุตร ! ก็อัณฑชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?

สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชำแรกเปลือกแห่งฟองเกิด
นี้เราเรียกว่า อัณฑชะกำเนิด.

สารีบุตร ! ชลาพุชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ชำแรกไส้ (มดลูก) เกิด
นี้เราเรียกว่า ชลาพุชะกำเนิด.

สารีบุตร ! สังเสทชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ย่อมเกิดในปลาเน่า ในซากศพเน่า
ในขนมบูด หรือในน้ำครำ ในเถ้าไคล (ของสกปรก)
นี้เราเรียกว่า สังเสทชะกำเนิด.

สารีบุตร ! โอปปาติกะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรตบางจำพวก
นี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด.

สารีบุตร ! เหล่านี้แล กำเนิด ๔ ประการ.

-บาลี มู. ม. ๑๒/๑๔๖/๑๖๙.

.
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

 

 

“แม้การเกิด ก็เป็นทุกข์”

เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์
หมายถึง ชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์)

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

.

“ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ฐานะไหน ล้วนเป็นทุกข์”

เหตุปัจจัยจาก อวิชชา(ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔) ที่มีอยู่
จึงทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

๑. ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
โดยการสร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

.

๒.. ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ)

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

คิดว่าสภาวะที่มีเกิดขึ้นเป็นรูปฌาน
ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่าเป็นรูปฌาน
แล้วนำไปแนะนำหรือสอนคนอื่นๆ หรือเที่ยวบอกต่อ

.

๓. ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(อรูปฌาน)

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

คิดว่าสภาวะที่มีเกิดขึ้นเป็นอรูปฌาน
ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่าเป็นรูปฌาน
แล้วนำไปแนะนำหรือสอนคนอื่นๆ หรือเที่ยวบอกต่อ

.

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หมายถึง มโนกรรรม

.

.

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
ทำให้ไม่รู้ว่า เพราะเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้น
จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เมื่อไม่รู้ จึงหลงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

โดยการปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้น (กายกรรม วจีกรรม)

.

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

.

[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิด
จำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

หมายถึง กายกรรม วจีกรรม

.

.

เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี

ชรา มรณะ หมายถึง โลกธรรม ๘

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉนคือ

ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑
ยศ ๑ความเสื่อมยศ ๑
นินทา ๑ สรรเสริญ ๑
สุข ๑ ทุกข์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลายลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี
ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี
นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี
สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี
ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า

ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ … ยศ … ความเสื่อมยศ … นินทา … สรรเสริญ … สุข …

ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่าทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ …แม้ยศ … แม้ความเสื่อมยศ … แม้นินทา …แม้สรรเสริญ … แม้สุข … แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์

เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ

.

.

“แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์”

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ขณะทำกาละ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

 

 

“ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ฐานะไหน ล้วนเป็นทุกข์”

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ
โสกะ(ความเศร้าโศก)
ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ)
ทุกข์(ความทุกข์กาย)
โทมนัส(ความทุกข์ใจ)
และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
มีได้ด้วยประการฉะนี้

.

เป็นพราหมณ์เพราะกรรม
ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม
เป็นชาวนาก็เพราะกรรม
เป็นศิลปิน
เป็นพ่อค้า
เป็นผู้รับใช้
เป็นโจร
เป็นนักรบอาชีพ
เป็นปุโรหิต
และแม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม
บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปรกติเห็นปฏิจจสมุปบาท
ฉลาดในกรรม และวิบาก ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้

โลกย่อมเป็นไป เพราะกรรม
หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น เครื่องผูกพัน
เปรียบเหมือนหมุดแห่งรถที่แล่นไปอยู่

ฉะนั้น บุคคล เป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐนี้
คือ ตบะ สัญญมะ พรหมจรรย์ และทมะ

กรรมนี้ นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา

เป็นคนสงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว
เป็นพราหมณ์ผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่

ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดวาเสฏฐะฯ

(ไทย) สุ.ขุ. ๒๕/๓๓๘/๓๘๒.
(บาลี) สุ.ขุ. ๒๕/๔๕๑/๓๘๒.

โฆษณา

นิพพานัง ปัจจโยโหตุ

ชอบทำสมาธิ
จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น
มีความแนบแน่น ทำให้ความดับมีเกิดขึ้น
ดับเหมือนกับหลับไป แต่ดีกว่าการหลับ

ที่ว่าดับเหมือนหลับไปคือ
ภายนอกดับ แต่รู้ชัดภายใน

สภาพอากาศวันนี้ กำลังเย็นสบาย
สัปปายะเหมาะแก่การทำสมาธิ

วันนี้มีนิมิต กำลังอยู่ในเหตุการณ์หนึ่ง
เห็นยมทูต ยืนอยู่ตรงหน้า แบบประจันหน้ากัน
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั้น รู้สึกเฉยๆ
เหมือนมองอากาศธาตุ แล้วยมทูตก็หายไป

มีสัญญาเกิดขึ้นว่า
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ตถาตา มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง
ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อยังมีเหตุปัจจัยของการเกิดอยู่
เหตุมี ผลย่อมมี

.

การตีความพระธรรมคำสอน
ล้วนเป็นการทำสัทธรรมปฏิรูปไปโดยไม่รู้ตัว
พระสัทธรรมเริ่มเลือนลาง

โสดาบัน ที่ยังมีเหลือเชื้อของการเกิด
จะลงมาเกิด และที่กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
จึงได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนที่เป็นไปเพื่อ
ความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

ทำให้พระสัทธรรมเริ่มฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
จะเป็นดังนี้ตลอดไปจนถึงยุคพระศรีอารย์

.

เพียงแต่บุคคลใดจะรู้เห็นได้ด้วยตนเอง
ขึ้นอยู่กับการตั้งความปรารถนา(สัจจะอธิษฐาน)ของผู้นั้น
บางคนตั้งความปรารถนาในความเป็นพระพุทธเจ้า
ก็ต้องเกิดต่อไป จนกว่าจะได้ตามความปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้า

บางคนตั้งความปรารถนาเกิดในยุคพระศรีอารย์
ก็ต้องเกิดต่อไป จนกว่าจะถึงยุคพระศรีอารย์

บุคคลสองจำพวกนี้ ต้องบำเพ็ญบารมีตามเหตุปัจจัยของตน

.

มีบุคคลประเภทหนึ่ง ที่มีโอกาสรู้เห็นด้วยตนเอง
คือ บุคคลที่ไม่ปรารถนาในการเกิด

โดยการตั้งสัจจะอธิษฐาน “นิพพานัง ปัจจโยโหตุ”
เพียงสิ่งเดียว ไม่มีสิ่งอื่นเจอปน เป็นการตั้งจิตอย่างแน่วแน่

.

เราไม่อาจรู้ได้ว่า ในการเกิดแต่ละครั้งนั้น
เคยตั้งความปรารถนาอันใดไว้
จะรู้ได้ต่อเมื่อลงมือปฏิบัติกรรมฐาน

เมื่อทำความเพียรถึงจุดๆหนึ่ง
สำหรับผู้ที่เคยตั้งความปรารถนาในการเป็นพระพุทธเจ้า
หรือตั้งความปรารถนา ต้องการเกิดในยุคพระศรีอารย์
สภาวะจะติดขัด(ทางจิต) ไม่อาจดำเนินไปสู่มรรค ผล นิพพานได้

วิธีแก้ มีวิธีเดียวเท่านั้น
ให้ถอนคำอธิษฐานที่เคยตั้งความปรารถนานั้นๆไว้
ถึงแม้ว่าจะระลึกไม่ได้ก็ตาม

แล้วให้ตั้งสัจจะอธิษฐานใหม่ทุกครั้งว่า นิพพานัง ปัจจโยโหตุ
หลังการทำทาน ทำบุญสร้างกุศล และหลังทำกรรมฐาน

โดยไม่มีสิ่งอื่นเจือปน คือ ขอให้รวย สวย ดี มีปัญญาฯลฯ
กล่าวคือ เป็นการอธิษฐานที่ไม่มีอาสวะ(กิเลส) เจือปน

.

“นิพพานัง ปัจจโยโหตุ”

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕

กิเลสมีเกิดขึ้นมี ๓ ลักษณะ

๑. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ทำให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ทางใจ
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๓. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

จิตใต้สำนึก
ขณะทำกาละ

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะและวิปัสสนา เคียงคู่กันไป

ถ้าไม่มีอุปทานขันธ์ ๕ เกิดขึ้น
กิเลส เช่น ตัณหาเป็นต้น ย่อมไม่มี

กุมภาพันธ์ 2018
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: