สัญญากลายเป็นปัญญา

สัญญา จะกลายเป็นปัญญา
ต่อเมื่อ รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ

การรู้ จะรู้แบบหยาบ กลาง และละเอียดในที่สุด

.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันแห่งสมณพราหมณ์”

สมัยก่อน ตอนที่อ่านเจอพระธรรมคำสอนนี้
ในตอนนั้น เข้าใจว่า หมายถึง การรู้ชัดใน “ผัสสะ”
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพียงอย่างเดียว

กล่าวคือ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรม(การกระทำ)
และวิบากกรรม(การให้ผลของการกระทำ)

ผลของกรรม ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น
จึงเป็นปัจจัยให้ สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่มีเหตุปัจจัยกับสิ่งนั้นๆ(ผัสสะ)
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ส่งผลกระทบทางใจ
สักแต่ว่า เป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

เพราะความมีเกิดขึ้นที่แตกต่างระหว่าง
ปัญญากับปัญญินทรีย์

สัญญาต่างๆ ได้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเจอเรื่อง สอุปาทิเสนิพพานธาตุ
เกี่ยวกับคำว่า อินทรีย์ ๕ ที่ยังไม่บุบสลาย

“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพฯลฯ
อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”

.
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการทบทวนสภาวะเดิมๆ ที่เคยมีเกิดขึ้นในอดีต
เกี่ยวกับ กายสักขี หากไม่มีเหตุปัจจัยให้เจโตวิมุติเสื่อม
เมื่ออนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นอีกครั้ง
จึงเป็นอุภโตภาควิมุติ โดยอัตโนมัติ

ส่วนอินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย
อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”
หมายถึง อินทรีย์ ๕ พละ ๕

ที่ไม่บุบสลาย หมายถึง ไม่มีเหตุปัจจัยให้เสื่อม

ไม่ได้หมายถึง อินทรีย์ ๖ (มีชีวิต)

.

[๙๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน?
คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๖ ประการนี้แล.

.

จากที่รู้ว่า สอุปาทเสนิพพานธาตุ
พระอรหันขีณาสพ อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ
ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่

นั้นหมายถึง อุภโตภาควิมุติ

.

แม้ปัญญาอริยะ ก็เสื่อมได้
ปัญญาในที่นี้หมายถึง วิปัสสนาญาณ
กล่าวคือ เมื่อเจโตวิมุติเสื่อม วิปัสสนาญาณย่อมเสื่อม

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันทีเดียว เมื่อตายไปแล้วพึงหวังได้ทุคติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าไม่เสื่อม สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันเทียวแล เมื่อตายไปพึงหวังได้สุคติ ฯ”

.

เหตุปัจจัยที่วิปัสสนาญาณเสื่อม
เพราะวิปัสสนาญาณจะมีเกิดขึ้นได้
ต้องอาศัยกำลังสมาธิจากสมถะ(สัมมาสมาธิ)

.

แต่มีปัญญาชนิดหนึ่ง ที่มีเกิดขึ้นแล้ว แจ้งแล้วด้วยตนเอง
ที่ไม่มีวันเสื่อม ได้แก่ ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ คือ อริยสัจ ๔

.
ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้เจอรายละเอียดเพิ่มขึ้น
จาก ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

[๘๖๓] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

หมายถึง อริยสัจ ๔
เป็นเหตุปัจจัยให้ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖

ตรงนี้เขียนไว้บ่อย
อริยสัจ ๔ กับ ผัสสะ(สมุทัย ตัณหา)
อริยสัจ ๔ กับ ปฏิจจสมุปบาท(สมุทัย อวิชชา)

.

เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรม และวิบากกรรม
และเหตุปัจจัยที่ทำให้เจโตวิมุติเสื่อม
บุคคลนั้น ย่อมสันโดษ มักน้อย
ไม่ประกอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

แรกๆ สำรวม สังวร ระวังในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
พยายามละ โดยต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ

ใช้ความพยายามน้อยลง
กระทบ รู้ชัด”จิตเห็นจิต” โดยอัตโนมัติ
ความรู้สึกมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ

จนกระทั่งไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
กระทบ ดับ กระทบ ดับ

จะดับด้วยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น
หรือดับด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม
ไม่มีการให้ค่าให้ความหมาย
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

เพราะสภาวะเหล่านี้
เคยพบเจอมาหมดแล้ว

.

ท้ายที่สุดนี้

“ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

ตรงนี้ไม่ใช่แค่การรู้ชัด “ผัสสะ” เพียงอย่างเดียว

.

โดยดูจาก

“อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

หมายถึง ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ มรรค มีองค์ ๘

.

กล่าวโดยย่อ

ปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
และการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕ เพราะเห็นด้วยปัญญา

รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
อนิจจัง อนิจจานุปัสสนา อนิมิตตวิโมกข์
ทุกขัง ทุกขานุปัสสนา อัปณิหิตวิโมกข์
อนัตตา อนัตตานุปัสสนา สุญญตวิโมกข์

.

ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ เป็นข้อปฏิบัติ
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ

ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

.

สภาวะเหล่านี้ ถึงจะเป็นเพียงสภาวะสัญญา
แต่รู้ไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่ประมาท

สำหรับผู้ที่มีสมาธิมาก
เมื่อมีเหตุปัจจัยให้จิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
จะได้ไม่กล่าวโทษนอกตัว ควรแก้ที่ตัวเอง
หากไม่มีการคลุกคลีด้วยหมูคณะ
การถ่ายเทสมาธิ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้
แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตัวเอง การกระทำของตัวเอง

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

.

“ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กุมภาพันธ์ 2018
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: