สมาธิและปัญญา

บางคนสงสัยว่า สมาธิ กับ ปัญญา อันไหนเกิดก่อนกัน

ถ้านำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปัญญาในที่นี้หมายเอาเฉพาะ วิปัสสนา

ทั้งสมาธิและปัญญา ไม่ว่าอันไหนเกิดก่อน ใช้ได้หมด
คือไม่จำเป็นที่ต้องทำสมาธิให้เกิดก่อน ปัญญาจึงจะเกิด
ใครเริ่มต้นแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน

.

สมาธิเกิดก่อนปัญญา ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมาธิเกิดก่อน ปัญญาเกิดทีหลัง

กล่าวคือ การทำกรรมฐานในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในวัฏสงสาร
ได้แก่ อวิชชา
ภาษาชาวบ้าน มโนกรรม

.

ปัญญาเกิดก่อนสมาธิ ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

กล่าวคือ เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
เป็นเรื่องการพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว
ไม่กระทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ ตัณหา
ภาษาชาวบ้าน กายกรรม วจีกรรม

.

สมาธิและปัญญา สามารถมีเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน
ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

ถ้ากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
หมายถึง การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
และการเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน

.

กับถ้านำมากล่าวโดยลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของการเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

หมายถึง สมถะและวิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

กามุปาทาน

28 เมย. 18

กามุปาทาน ได้แก่ กามราคะ ปฏิฆะ
อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต ได้แก่ กามภพ
และมีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ได้แก่ รูปภพ อรูปภพ

.

เมื่อนำมาอธิบายตามสภาวะ เกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

๑. อย่างหยาบ มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
กล่าวคือ กามอารมณ์ทั้ง ๕ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก จนถึงสามารถจะล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น ความพอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ สามารถให้กระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

.

๒. อย่างกลาง เป็นความพอใจในกามอารมณ์ทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ความพอใจนั้นไม่รุนแรง เป็นความพอใจที่ปรากฏอยู่แต่ในใจพอประมาณ

.

๓. อย่างละเอียด ได้แก่ กามอารมณ์ทั้ง ๕ เมื่อมากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วไม่อาจยังให่้เกิดความยินดีติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆได้ เช่น รูปที่มากระทบจักขุทวาร แม้รูปารมณ์นั้น จะมีความสวยงามสักเพียงไร ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความกำหนัดยินดีติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆได้

.

ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน เพียงแต่เป็นเรื่องของ ความยินร้าย ความไม่พอใจ

.

จะเล่าอาการที่มีเกิดขึ้น ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑
มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร(จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ)

ความรู้สึกต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม เวลาโกรธ อารมณ์ก็ยังคงรุนแรง คือ ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งไม่ได้เบาลง ก่อนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย กับหลังเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ความรู้สึกต่างๆ เหมือนเดิมทุกอย่าง

.
มีสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของการกระทำ คือ จะมีตัวช่วยในการหยุด ไม่ให้กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ซึ่งมีเกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ ความรู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

คือรู้ว่า เพราะอะไร สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เมื่อรู้ดังนี้แล้ว แรกๆ ใช้ความอดทน อดกลั้น กดข่มใจเป็นอย่างมาก ที่จะไม่สร้างเหตุนอกตัว หรือสานต่อ เรียกได้ว่า ใช้เรี่ยวแรง ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก

ทำไมต้องพยายามหยุดหรือไม่สานต่อ เพราะผัสสะที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด เป็นเรื่องของของกรรม(ในอดีต)ที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของผัสสะที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ปัจจุบัน) ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ถ้ากระทำไปแล้ว คือ กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น จะกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก เป็นการสร้างเหตุปัจจัยภพชาติของการเกิดขึ้นมาอีก เป็นการทำกรรมซ้ำ กรรมซ้อน คือ ของเก่าไม่ยอมรับ ของใหม่ทำขึ้นมาอีก ภพชาติของการเกิด จึงมีเกิดขึ้นไม่รู้จักจบสิ้น

.

เมื่อกระทำดังนี้เนืองๆ คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

เมื่อรู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ กรรมและการให้ผลของกรรม

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จิตจึงเกิดการปล่อยวางโดยไม่ต้องพยายามคิดที่จะปล่อยวาง ที่เคยใช้เรี่ยวแรง ใช้ความพยายามในการที่จะหยุด ค่อยๆลดน้อยลงไปเอง

ส่วนความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ความพลุ่งพล่านต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ปกติน่ะแหละ แต่รู้ทันมากขึ้น คือ กระทบแล้วเกิดความรู้ชัดทันที หยุดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง คือ ยังมีการสร้างเหตุนอกตัวตามใจตนเองอยู่บ้าง แต่มีเกิดขึ้นน้อยกว่าในสมัยที่ยังไม่รู้ชัดในผัสสะ

สำหรับเรื่องการเข้าสังคม การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ตรงนี้ยังคงมีอยู่เป็นเรื่องปกติ
แต่รู้จักใช้ชีวิตในทางที่ควร มากกว่าตามใจตนเอง

.

.

การเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๒
มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต “หัวใจวาย” ภาษาชาวบ้าน “ตาย”

มีสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือเรื่องของความรู้สึกต่างๆ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทำให้รู้ว่า มีเกิดขึ้นในใจแค่พอประมาณนั้น มีลักษณะอาการเกิดขึ้นเป็นแบบไหน

คือจะรู้ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่รุนแรง ไม่มีการพลุ่งพล่านแบบก่อนๆ มีความสงบจากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายใน มีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ สมัยก่อนแทบจะไม่มีอาการแบบนี้เกิดขึ้น มีเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ทำกรรมฐานโดยส่วนมาก แต่นี่มีเกิดขึ้นในการใช้ชีวิตปกติ มีเกิดขึ้นเป็นปกติ โดยไม่ได้พยายามทำให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เรื่องการหยุดสร้างเหตุนอกตัว เรียกได้ว่า แทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามเหมือนเมื่อก่อน แค่กระทบ รู้ว่ามีเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้นๆ ดับหายไปเอง หากบางครั้ง มีเกิดขึ้นนาน จิตจะคิดพิจรณาหาเหตุผล เห็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คือ ไม่กล่าวโทษนอกตัว มองที่ตัวเองเป็นหลัก หากไม่เคยกระทำไว้ ผลจะมาจากไหน จิตจะปล่อยวาง ก็มีเหตุให้ปล่อยวางเอง จบเรื่องนี้ เรื่องใหม่เกิดต่อ

สำหรับการเข้าสังคม แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ การคลุกคลีด้วยหมู่คณะยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ชอบคลุกคลี เพราะเห็นแต่เหตุปัจจัยของการเกิด เมื่อเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จึงกลายเป็นคนไม่มีสังคมไปเอง

ที่สำคัญ การรู้ชัดสภาวะต่างๆ ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในวิโมกข์ ๘ ด้วยตนเอง และสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ที่เคยมีเกิดขึ้นกับตน ทำให้ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะไม่ค่อยมี อย่างกรณีที่ ความรู้สึกต่างๆที่เกิดแค่ในใจพอประมาณ นี่เชื่อถือไม่ได้นะ อาจจะเป็นเพราะเกิดจากปัจจุบัน กำลังสมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ อาจทำให้กดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง จึงตัดทิ้งไปได้เรื่องความมี ความเป็น

และความมี ความเป็น จะโสดา สกิทาคา อนาคามี ล้วนยังมีเชื้อของการเกิด แล้วจะไปอยากได้ใคร่ดีในสิ่งเหล่านี้ทำไม อุปกิเลสต่างๆ จึงสงบลงไปด้วยเหตุปัจจัยนี้

.

.

การที่จะอธิบายลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น รวมทั้งรายละเอียดของคำเรียกนั้นๆ ต้องรู้ชัดโดยสภาวะด้วยตนเองก่อน จึงจะสามารถนำมาอธิบายได้ อย่างที่เคยบอกว่า ปริยัติมีไว้ให้รู้ ให้ศึกษาได้ แต่อย่าถือมั่นในสิ่งที่ได้ศึกษามา จะมีแต่การสร้างเหตุไม่รู้จบ เพราะเป็นเพียงสุตตะ ไม่ได้เกิดจากภาวนา

ดังคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้. ๔ อย่างเป็นไฉน?
คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขาย่อมไม่บัญญัติ ความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นพวกเขา จึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะอย่างหนึ่งนี้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น
เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว
ประกาศชั่วแล้ว
มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้

ใบไม้ในป่ากับใบไม้ในกำมือ

26 เมย. 18

ตอนที่ยังไม่รู้
เหมือนใบไม้ในป่า

เมื่อรู้ชัดถึงที่สุดแห่งทุกข์
เหลือแค่ใบไม้ในกำมือ

 

27 เมย. 18

อสุภะ

สมัยก่อน เคยถามพระครูภาวนาว่า การกำหนดอสุภะ ต้องทำยังไง

ท่านบอกว่า ไม่ต้องย้อนกลับไป สภาวะคุณเลยมาแล้ว
ตอนนั้นฟังแบบงงๆ แต่ไม่ได้ถามอะไรท่านต่อ

.

เช้านี้ เล่าให้เจ้านายฟังว่า เมื่อคืนฝันเห็นเรื่องราว นี่หลายชาติมาแล้วนะ พอจะคบกับใครสักคน แค่เริ่มจะชอบกลับอีกฝ่าย ทิ้งหมดเลยนะ ไม่เอาสักคนเดียว เมื่อคืนในฝันก็เช่นกัน

มีช่วงหนึ่ง เห็นร่างกายตัวเองแตกปริ เนื้อภายในฉีก เห็นตัวพยาธิตัวยาว ไชอยู่ในเนื้อเต็มไปหมด ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกเฉยๆ

หาเนื้อสดมาแปะตามร่างกาย เพื่อล่อพยาธิให้ออกมากินเนื้อสด ตอนดึงพยาธิ ตัวงี้ยาวเฟื้อย ยาวมากๆ

.

เจ้านายฟังจนจบ แล้วถามว่า หมายความว่าไง
เราบอกว่า เหมือนดูอสุภะแบบสดๆ ส่วนพยาธิที่ชอนไช ตีความเองว่า น่าจะเกิดจากอาการคันตามตัวเมื่อคืน ก็เลยมีผลกระทบกับความฝันมั๊ง

 

สภาวะ

24  เมย. 18

การขีดเขียนเกี่ยวกับกิเลสและสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นกับตน
เมื่อผู้ไม่รู้(ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน) ได้เข้ามาอ่าน
มักจะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นตามมาเสมอ

หากยังคงเขียนเรื่องราวสภาวะที่มีเกิดขึ้นกับตน
คงยากที่จะทำให้ไม่มีเรื่องราวเกิดขึ้นตามมา

แม้กระทั่งในชีวิตจริง คำพูดทุกคำพูด
ถึงจะกล่าวตามความเป็นจริงก็ตาม
หากพูดกับผู้ไม่รู้ มักจะก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมา

หลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่คิดพิจรณา
จะเห็นว่า “ความเงียบ” เป็นทางออกที่เหมาะสม
ใช้ความอดทนต่อทุกๆการกระทำของผู้อื่นที่กระทำกับเรา
กว่าจะค่อยๆเงียบลงไปได้ ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน
คือ หลายปี แต่ยังดีกว่า มีชีวิตที่วุ่นวาย

มีบางคนบอกว่า ทำไมช่วงหลังๆ ไม่มีเขียนสภาวะเหมือนก่อนๆ
เห็นมีแต่ปริยัติทั้งนั้นเลย ซึ่งเขาอ่านแล้ว โดยส่วนมาก ไม่ค่อยเข้าใจ

เราบอกว่า มันเป็นไปตามสภาวะ ก็อย่างที่นำมากล่าวแล้วในตอนต้น
ส่วนเรื่องปริยัติ อ่านเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ตรงนั้นไม่ต้องกังวล
เป็นเพียงสัญญาเท่านั้นเอง ขอให้ตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
และพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เพราะเมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ทุกอย่างจะแจ่มแจ้งเอง
โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือต้องไปถามใคร
สงสัยสิ่งใด ให้กำหนดรู้

ดูวลัยพรเป็นตัวอย่าง สมัยก่อนรู้อะไรซะที่ไหน
ทำกรรมฐานอย่างเดียว คำเรียกต่างๆ แทบจะไม่รู้เลยก็ว่าได้
ยิ่งพระไตรปิฎก เห็นแล้วเวียนหัว เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจ
ปฏิบัติจนกระทั่ง รู้เห็นแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
การรู้ปริยัติหรือคำเรียกต่างๆ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

กรรมฐาน เมื่อดำเนินตามธรรม
“โลก” หาแก่นสารสาระใดๆ ไม่ได้เลย

อุปทาน ๔

23 เมย. 18

กามุปาทาน ได้แก่ กามราคะ-ปฏิฆะ
อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

.

ทิฏฐุปาทาน
อย่างหยาบ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ
อย่างละเอียด ได้แก่ อวิชชา
.

สีลัพพตุปาทาน ได้แก่ สีลัพพตปรามาส
กล่าวคือ ข้อปฏิบัติที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

.

อัตตวาทุปาทาน(ความยึดถือว่าเป็นตัวตน)  ได้แก่ มานะ

.

.

โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5

1. สักกายทิฏฐิ
2. วิจิกิจฉา
3. สีลัพพตปรามาส
4. กามราคะ
5. ปฏิฆะ

.

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5

6. รูปราคะ
7. อรูปราคะ
8. มานะ
9. อุทธัจจะ
10. อวิชชา

 

 

ทิฏฐุปาทาน ที่เขียนอธิบายไว้ว่า
อย่างหยาบ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ
อย่างละเอียด ได้แก่ อวิชชา

.
ทำไมจึงนำมาอธิบายแบบนั้น มีเหตุผลให้อธิบายแบบนั้นนะ
ให้หวนกลับไปอ่านเรื่อง การปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

เมื่อปฏิบัติเพื่ออนุปาทานปรินิพพาน
มิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นสภาวะแบบหยาบ
เพราะไม่จำเป็นต้องรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
แต่สามารถทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้ หากปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

.
ที่อธิบายว่า อย่างละเอียดได้แก่ อวิชชา
เพราะอวิชชานั้นหมายถึง การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบและปัญญาวิมุติที่สมบูรณ์
ได้แก่ มีปัญญินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ใช่เป็นการรู้แบบลูบคลำ คือ โดยการศึกษา หรือการท่องจำมา
แต่เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เท่านั้น

วลัยพรไม่ได้มีความยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
เพียงพูดตามสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อุปทานขันธ์ ๕

19 เมย. 16

อุปทานขันธ์ ๕ ถ้านำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรงไหน กิเลสย่อมมีเกิดขึ้น ณ ที่นั้น
กิเลสที่มีเกิดขึ้น จึงควรกำหนดรู้

.

มีเกิดขึ้นด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

๓. มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

 

ความถือมั่น

16 เมย. 18

ความถือมั่น “กรรมฐาน ตามรูปแบบ”

ไปแพร่ครั้งนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ได้อะไร มีแต่ทำงานบ้าน หัวยุ่ง เหงื่อไหลไคลย้อยเกือบทั้งวัน จะหาเวลาทำกรรมฐานไม่ได้เลย เป็นแบบนี้เกือบจะเหมือนทุกครั้งที่ไปแพร่

ขณะทำงาน รู้ชัดจิตก่อนตั้งมั่นเป็นสมาธิ และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจนกระทั่งจางคลายหายไป เกิด-ดับอยู่เนืองๆ หรือที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิที่มีเกิดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ไม่นาน

แม้ขณะที่เข้านอน รู้ชัดก่อนที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ รู้สึกวูบลงไป ภายในสว่าง

คืนก่อนที่จะเดินทางกลับกทม. ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาสีซออู้ดังอยู่ข้างตัว เป็นเพลงไทยเดิม จึงนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่มาแพร่ ไม่เคยทำกรรมฐาน หรือแผ่เมตตา กรวดน้ำเหมือนที่เคยทำประจำทุกวัน

กลับมาถึงกทม.วันนี้ตอนตีห้า พอถึงที่พัก หลังจากนั้นทำสมาธิจนถึงเที่ยง แผ่เมตตา กรวดน้ำ ตั้งจิตอธิษฐาน

เล่าให้เจ้านายฟังว่า เมื่อก่อนเคยสงสัยว่า ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยอภิสิทธิ์กับเทพเทือก ที่เผาบ้านเผาเมือง คนทั่วไปตัวเล็กเหมือนคนแคระ ส่วนสองคนนี่ตัวโตเป็นยักษ์ ส่วนเรานั่งอยู่กลางอากาศ กำลังปราบยักษ์สองตัวนั่น วันนั้นจบลงแค่นั้น

อีกครั้งหนึ่ง สมัยยิ่งลักษณ์ คนทั่วไปเป็นสัตว์ ชนิดอื่น ยิ่งลักษณ์กับทักษิณเป็นกระต่าย มีสัตว์ไล่ตามจิกกระต่าย ส่วนเราเป็นคน ได้ช่วยกระต่ายไว้ ใช้ไม้แขวนเสื้อคล้องคอสัตว์ตัวนั้นไว้ กระต่ายหนีออกทางหน้าต่างไปหากระต่ายอีกตัวที่อยู่นอกหน้าต่าง

วันนี้เห็นตัวเองในสมัยหนึ่ง เหตุเกิดที่ประเทศจีน ชาตินั้นเราเกิดเป็นผู้หญิง เป็นพระโพธิสัตว์ ได้กระทำบางอย่าง จนกระทั่งภิกษุจีนรูปหนึ่งเกิดสัมมาทิฏฐิ ภิกษุรูปนี้เป็นผู้มีมีฤทธิ์มาก เรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกี่ยวกับราชวงค์ กำลังเขียนๆ จู่ๆแว่บขึ้นมา ตั๊กม๊อ รู้สึกตลกดี มาเกี่ยวข้องกันได้ไง รู้สึกสะดุด นึกถึงนิมิตเรื่อง วัดเส้าหลิน ที่มีเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มานานมากแล้ว

.

หุหุ .. นึกถึงเพลง ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา

.

ทั้งหลายทั้งมวล เมื่อถอยห่างจากสภาวะที่มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความยึดมั่นถือมั่นในกรรมฐานที่มีรูปแบบ จึงทำให้ไม่ได้แผ่เมตตา กรวดน้ำ ทั้งๆที่สามารถทำได้ แค่กำหนดจิตเท่านั้นเอง

 

 

ความตระหนี่หรือมัจฉริยะ อยู่ในอุปกิเลส ๑๖

เมื่อก่อนเข้าใจว่า ความตระหนี่ กิดจากโลภะ ที่แท้เกิดจากโทสะ

.

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้ชัดในความตระหนี่ที่มีเกิดขึ้นในใจตน เมื่อก่อนก็รู้นะ แต่วันนี้รู้ชัดกว่า

.

มัจฉริยะ หรือความตระหนี่ มี ๕ ชนิด

1.อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่, หวงที่อาศัย เช่น ภิกษุหวงเสนาสนะ กีดกันผู้อื่นหรือผู้มิใช่พวกของตน ไม่ให้เข้าอยู่ เป็นต้น)

2.กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล, หวงสกุล เช่น ภิกษุหวงสกุลอุปัฏฐาก คอยกีดกันภิกษุอื่นไม่ให้เกี่ยวข้องได้รับการบำรุงด้วย เป็นต้น)

3.ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ, หวงผลประโยชน์ เช่น ภิกษุหาทางกีดกันไม่ให้ลาภเกิดขึ้นแก่ภิกษุอื่น)

4.วัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ, หวงสรีรวัณณะ คือผิวพรรณของร่างกาย ไม่พอใจให้ผู้อื่นสวยงาม ก็ดี หวงคุณวัณณะ คือ คำสรรเสริญคุณ ไม่อยากให้ใครมีคุณความดีมาแข่งตน หรือไม่พอใจได้ยินคำสรรเสริญคุณความดีของผู้อื่น ก็ดี ตลอดจนแบ่งชั้นวรรณะกัน)

5.ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรม, หวงวิชาความรู้ และคุณพิเศษที่ได้บรรลุ ไม่ยอมสอนไม่ยอมบอกผู้อื่น กลัวเขาจะรู้เทียมเท่าหรือเกินตน)

จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ความตระหนี่ทั้งหมดนี้ พูดได้เต็มปากว่า ไม่มีเกิดขึ้นในตนนานมากแล้ว

.

แต่ถ้านำมาอธิบายแบบนี้ ตรงกับที่ราเป็นอยู่ก่อนหน้านั้น คือ เป็นความตระหนี่ในข้าวของๆตน เฉพาะของที่ตนซื้อหามาเอง

อตฺตโนสมฺปตฺตีนํ นิคูหนลกฺขณํ
มีการซ่อนสมบัติของตน เป็นลักษณะ

ตาสํ เยว ปเรหิสาธารณภาว อกฺขมนรสํ
มีการไม่ชอบให้สมบัติของตนเป็นสาธารณแก่ผู้อื่น เป็นกิจ

สงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานํ
มีความหดหู่ หวงแหน ไม่เผื่อแผ่ เป็นผล

อตฺตสมฺปตฺติปทฏฺฐานํ
มีสมบัติของตน เป็นเหตุใกล้

.

ความตระหนี่ในข้อนี้ ละลงได้ เพราะเห็นกว่าอีกฝ่ายอยู่ในฐานะที่แย่กว่า เมื่อเห็นว่าเขาไม่มี จึงทำให้เกิดความเมตตา กรุณา มุทิตา จึงกลายเป็นอุเบกขาไปโดยอัตโนมัติ ประมาณว่า ของนอกกาย พังหรือสุญหายไป สามารถซื้อหาใหม่ได้ ที่สำคัญ อีกฝ่ายแย่กว่าเรา จึงทำให้เกิดการปล่อยวางลงไปได้

เมื่อเกิดความเมตตา ความตระหนี่ การหวงข้าวของๆตนที่ซื้อหามา เมื่อเขานำไปใช้ ความไม่พอใจที่เคยมี จึงหายไป

การที่เห็นว่า อีกฝ่ายแย่กว่าเรานั้น เกิดจาก มานะกิเลส

.

ถ้าพูดถึงกิเลส การรู้เห็นตามความเป็นจริง หรือการรู้ชัดในเรื่องกิเลสนี่ เป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนมาก

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ละอุบาย ๑- และอุปาทานในโลก อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็นอนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น “สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ฯ”

๑. อุบาย คือ ตัณหาและทิฐิ อุปาทาน คือ อุปาทาน ๔

อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

11 เมย. 18

เมื่อจะนำเรื่อง อุปทาน ๔ มาอธิบายรายละเอียด มาสะดุดตรง กามุปาทาน
มีเหตุให้วกกลับไปเรื่อง สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ยังมีข้องใจเรื่องความชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือพอใจและไม่พอใจ ที่มีอยู่ในบางพระสูตร ซึ่งเป็นสภาวะของกามุปาทาน

ทำให้เกิดคิดพิจรณาว่า ในเมื่อโลภะ โทสะ โมหะ สิ้นหมดแล้ว
ทำไมยังมีความพอใจ และไม่พอใจเกิดขึ้นได้อีก

แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอพระสูตรนี้เข้า

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

พระสุตรที่นำมาใช้ในการอธิบายสภาวะ สำคัญเหมือนกันนะ
โดยเฉพาะผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ รู้ชัดแต่สภาวะ หากนำมาถ่ายทอด หรือแม้การขีดเขียนนั้นๆ มีส่วนในการเผยแพร่พระธรรมคำสอน ต้องศึกษาให้มาก ต้องดูเนื้อความในหลายๆพระสูตร จนกว่าจะเจอที่ตรงกับสภาวะ คือ ไม่ทำให้เกิดความข้องใจในคำเรียกนั้นๆ

.

ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ

“ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”

.

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

.

เมื่อรู้ว่า อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ หมายถึง โลกธรรม ๘ จบทันที ตัดทิ้งไปได้กับคำว่า พอใจและไม่พอใจ ชอบใจและไม่ชอบใจ ไม่พึงนำมาใส่ลงในสอุปาทิเสนิพพานธาตุ ควรใช้ข้อความดั้งเดิม อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เพราะไม่งั้น ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที คือ ยังมีอุปธิ ได้แก่ กามุปาทาน

“เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุนั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่”

อินทรีย์ ๕ หมายถึง
๑. จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท)
๒. โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)
๓. ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือฆานปสาท)
๔. ชิวหินทรีย์ (อินทรีย์คือชิวหาปสาท)
๕. กายินทรีย์ (อินทรีย์คือกายปสาท)

กล่าวคือ พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่
คือ จะไม่กล่าวว่า เพราะยังมีเบญจขันธ์ หรือ ยังมีขันธ์ ๕ อยู่

เพราะจะไปขัดแย้งกับ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
(วิญญาณในที่นี้หมายถึง วิญญาณ ๖)

.
ย่อมประสบกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่

กล่าวคือ ย่อมประสพกับโลกธรรม ๘
ซึ่งเป็นเรื่องของวิบาก ที่ยังคงมีอยู่

คำว่า เสวยสุขและทุกข์อยู่ น่าจะมาจากของเดิม
คือ ยังเสวยเวทนาอยู่ ซึ่งหมายถึง อุเบกขาเวทนา

กล่าวโดยสภาวะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

เมื่อนำมากล่าวในแง่การดับเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเคยนำมาพูดถึงบ่อยๆ
ชรา มรณะ หมายถึง โลกธรรม ๘
โสกะ ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงมีเกิดขึ้น

เพราะภพ(ได้แก่ มโนกรรม) เป็นปัจจัย ชาติ(ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม) จึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ ฯลฯ

พระไตรปิฎก โดยส่วนมากมีการใส่คำแปลลงทับในเนื้อความที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ จะรู้ชัดตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆว่ามีลักษณะอาการเกิดขึ้นแบบไหน ต้องรู้ชัดด้วยตนเองโดยสภาวะด้วย กล่าวคือ รู้ชัดในลักษณะอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง และรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง คือ มีปัญญินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว

.

สำหรับเราแล้ว คุ้มค่ามากนะ กับการที่ทุ่มเทกับการปฏิบัติ ตัดวงจรชีวิตภายนอกไปเกือบหมด จดทุกรายละเอียดของสภาวะที่มีเกิดขึ้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขียนตามความเป็นจริง ไม่ปกปิดตนเอง เหมือนแก้ผ้าให้คนอื่นดู คือ ประจานตนเอง ตอนนั้นที่ทำแบบนั้น เพราะไม่รู้ รู้แค่ว่า ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง เพราะมันไม่จบ หากเก็บไว้ในใจ จะอึดอัดมาก ก็เขียนๆออกมา เขียนให้หมด จนไม่มีอะไรเหลืออยู่ ทำแบบนี้มาตลอด

ผลคือ ทำให้เป็นคนไม่คิดมาก ปล่อยวางได้ง่าย ไม่หมกหม่นกับเรื่องนอกตัว ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร มีบทสรุปไว้เสร็จสรรพ ที่ยังมีประมาทพลาดพลั้งกระทำอยู่บ้าง ก็เรื่องของความอยากรู้อยากเห็น เช่น นิมิตที่เกิดขึ้น เป็นภาพเรื่องราวต่างๆกับบุคคลที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็กระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ผลน่ะรึ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามมา ก็จะค่อยๆละได้ไปเอง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด

กับผู้ที่หนาแน่นด้วยโลภะ โทสะ โมหะ หากเกี่ยวข้องด้วย มีแต่โทษต่อผู้นั้น ตัวเราไม่เท่าไหร่ เพราะรู้ชัดด้วยตนเอง ย่อมคิดจะหยุดมากกว่าสานต่อ แต่สำหรับเขาเหล่านั้น กลับกลายว่า เวลาที่วิบากส่งผล คือ ไม่เลิกลา อาฆาตจองเวร กระทำกรรมซ้ำซ้อน

แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคำพูด โดยเฉพาะปากที่ยังไว คือ พูดให้น้อย ทำงานให้มาก การทำงาน ก็เหมือนทำกรรมฐานไปในตัว นอกตัว มีแต่ความวุ่นวาย ที่วุ่นวาย เพราะเราไปข้องเกี่ยวเอง โลกก็เป็นแบบนี้แหละ ทุกชีวิตย่อมดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของผู้นั้น ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นก็ตาม

.

รู้ชัดในอุปทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง และรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ชีวิตพลิกยิ่งกว่าหน้ามือกับหลังมือ คือ ไม่สามารถหาคำเปรียบเทียบได้ จิตไม่มีการหวนกลับไปไปเป็นดังเดิมอีกต่อไป เหมือนได้เกิดใหม่ แต่อาศัยเปลือกเดิมห่อหุ้มไว้

.

“สุขที่แท้จริง”

ศรัทธา

9 เมย. 18

๘. โคปกโมคคัลลานสูตร (๑๐๘)

[๑๐๖] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์โคปกะ โมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า

ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว ฯ

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่งผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทุกๆ ข้อ และทุกๆ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธทรงถึงพร้อมแล้ว

เพราะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่อุบัติได้อุบัติ ที่ยังไม่เกิดได้เกิด ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงทราบชัดมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค และทรงฉลาดในมรรค

ส่วนเหล่าสาวกในบัดนี้ เป็นผู้ดำเนินตามมรรค
จึงถึงพร้อมในภายหลังอยู่ ก็แหละ

.

[๑๐๘] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ
อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นทรงแต่งตั้งไว้ว่า

เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึงอาศัยของท่านทั้งหลาย
ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

.

[๑๐๙] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า
อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ ฯ

.

ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้
อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่งความสามัคคีกันโดยธรรม ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัยเลย
พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ฯ

——–

[๑๑๐] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า
มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่ง
อาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกัน สมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

และกระผมถามต่อไปว่า ก็เมื่อไม่มีที่พึ่งอาศัยอย่างนี้ อะไรเล่าจะเป็นเหตุแห่งความสามัคคีกันโดยธรรม

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัย พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัย คือ มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ก็คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร ฯ

[๑๑๑] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลาย ทุกๆ วันอุโบสถ อาตมภาพทั้งหลายเท่าที่มีอยู่นั้น จะเข้าไปอาศัยคามเขตแห่งหนึ่งอยู่ ทุกๆ รูปจะประชุมร่วมกัน ครั้นแล้วจะเชิญภิกษุรูปที่สวดปาติโมกข์ได้ ให้สวด ถ้าขณะที่สวดปาติโมกข์อยู่ ปรากฏภิกษุมีอาบัติและโทษที่ล่วงละเมิด อาตมภาพทั้งหลายจะให้เธอทำตามธรรม ตามคำที่ทรงสั่งสอนไว้ เพราะฉะนั้น เป็นอันว่าภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย มิได้ให้พวกอาตมภาพกระทำ ธรรมต่างหากให้พวกอาตมภาพกระทำ ฯ


——-

ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลาย สักการะ
เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

—–

[๑๑๒] ว. ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ กระผมถามพระคุณเจ้าดังนี้ว่า
มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ อันพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น ทรงแต่งตั้งไว้ว่า
เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้ จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมเล่า อันสงฆ์ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์
ที่ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจักพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้

กระผมถามต่อไปว่า มีภิกษุสักรูปหนึ่งบ้างไหมหนอ ซึ่งพระคุณเจ้าทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้

พระคุณเจ้าตอบว่า ดูกรพราหมณ์ มีอยู่รูปหนึ่งแล ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ คำที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้วนี้ กระผมจะพึงเห็นเนื้อความได้อย่างไร ฯ

[๑๑๓] อา. ดูกรพราหมณ์ มีอยู่แล ที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสบอกธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสไว้ ๑๐ ประการ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านั้น อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้
ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน

ดูกรพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ ย่อมเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย

(๒) เป็นพหูสูต ทรงการศึกษา สั่งสมการศึกษา ธรรมที่งามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น ย่อมเป็นอันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก เพ่งตามได้ด้วยใจ แทงตลอดดีด้วยความเห็น

(๓) เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

(๔) เป็นผู้ได้ฌาน ๔ อันเกิดมีในมหัคคตจิตเครื่องอยู่สบายในปัจจุบันตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ไม่ลำบาก

(๕) ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้
หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากปานฉะนี้ ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

(๖) ย่อมฟังเสียงทั้งสอง คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกล
และที่ใกล้ได้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

(๗) ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่า
จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น

(๘) ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ คือ ระลึก
ได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายสังวัฏกัปบ้าง หลายวิวัฏกัปบ้าง หลายสังวัฏ วิวัฏกัปบ้าง ว่าในชาติโน้น เรามีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้ เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดในชาติโน้น แม้ในชาตินั้น เราก็มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้ เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว จึงเข้าถึงในชาตินี้ ย่อมระลึกขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ เช่นนี้

(๙) ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิว
พรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เช่นนี้

(๑๐) ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ ฯ

ดูกรพราหมณ์ เหล่านี้แล ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการ
อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธตรัสบอกไว้ บรรดาพวกอาตมภาพ รูปใดมีธรรมเหล่านี้

อาตมภาพทั้งหลายย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชารูปนั้น ครั้นสักการะ เคารพแล้ว ย่อมเข้าไปอาศัยอยู่ในบัดนี้ ฯ

.

หมายเหตุ;

ถ้ามีคนถามแบบนี้ เราเองก็จะตอบแบบนี้เหมือนกัน
รวมทั้งผู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง จะตอบแบบนี้เหมือนๆกัน

ส่วนคำตอบข้อสุดท้าย เรื่องธรรม ๑๐ ประการ เป็นคำตอบตามพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ส่วนใครเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในแต่ละคน

เมื่อไม่อาจรู้ได้ว่า ผู้ใดมีะรรม ๑๐ ประการตามความเป็นจริง จงมีตนเป็นที่เกาะ เป็นที่พึ่ง กล่าวคือ มีธรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะ ไม่มีอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง

.

“จงยังศรัทธาในพระพุทธเจ้าให้มีเกิดขึ้นในใจตน”

อุปทาน ๔

9 เมย. 18

ก่อนที่จะอธิบายเรื่อง ตัวกู ของกู ว่ามีเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร มาศึกษาพระธรรมคำสอนที่เนื่องด้วย อุปทาน ๔

.

อุปาทาน ๔

[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้. ๔ อย่างเป็นไฉน?
คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขาย่อมไม่บัญญัติ ความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นพวกเขา จึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
ไม่รู้ทั่วถึงฐานะอย่างหนึ่งนี้ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง
แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ
คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน
บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน
ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น
เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว
ประกาศชั่วแล้ว
มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้.

.

 

 

 

.

 

Previous Older Entries

เมษายน 2018
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: