การเจริญมรรค

19-3-18

การเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก

สุกสูตร
มรรคภาวนาที่ตั้งไว้ผิดและตั้งไว้ถูก

[๔๒] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลี หรือเดือยข้าวยวะที่บุคคลตั้งไว้ผิด
มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด
ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเดือยบุคคลตั้งไว้ผิด ฉันใดก็ดี
ภิกษุนั้นแล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง
ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ผิด ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ผิด
ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะความเห็นตั้งไว้ผิด.

 

[๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลี
หรือเดือยข้าวยวะที่บุคคลตั้งไว้ถูก มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว
จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้ห้อเลือด
ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเดือยบุคคลตั้งไว้ถูก ฉันใดก็ดี
ภิกษุนั้นแล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง
ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก
ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะความเห็นตั้งไว้ถูก.

 

[๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด
จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก
ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูกอย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ

ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด
จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก
ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก อย่างนี้แล.

.

[๓๔๕] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่
ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่ ย่อมไม่งามเลย

ดูกรอานนท์ ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่
ยินดีในหมู่บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ

จักเป็นผู้ได้สุขเกิดแต่เนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด
สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้
ตามความปรารถนาโดยไม่ยากไม่ลำบาก
นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้

ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่อยู่
พึงหวังเป็นผู้ได้สุขเกิดแต่เนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด
สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้
ตามความปรารถนา โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

 

ดูกรอานนท์ ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีกัน ยินดีในการคลุกคลีกัน
ประกอบเนืองๆ ซึ่งความชอบคลุกคลีกัน ชอบเป็นหมู่
ยินดีในหมู่ บันเทิงร่วมหมู่นั้นหนอ

จักบรรลุเจโตวิมุติอันปรารถนาเพียงชั่วสมัย ห
รือเจโตวิมุติอันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัยอยู่
นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้

ส่วนข้อที่ภิกษุเป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่อยู่
พึงหวังบรรลุเจโตวิมุติอันน่าปรารถนาเพียงชั่วสมัย
หรือเจโตวิมุติอันไม่กำเริบมิใช่เป็นไปชั่วสมัยอยู่
นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

 

ดูกรอานนท์ เราย่อมไม่พิจารณาเห็นแม้รูปอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่ไม่เกิด โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
เพราะความแปรปรวนและความเป็นอย่างอื่นของรูป
ตามที่เขากำหนัดกันอย่างยิ่งซึ่งบุคคลกำหนัดแล้ว ฯ

เธอย่อมใส่ใจว่า เราจักไม่พูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

เราจักพูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้
ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง
เป็นที่สบายแก่การพิจารณาทางใจ
เป็นไปเพื่อ ความเบื่อหน่ายส่วนเดียว
เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส
เพื่อเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

คือ เรื่องมักน้อย เรื่องยินดีของของตน
เรื่องความสงัด เรื่องไม่คลุกคลี เรื่องปรารภความเพียร
เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ

 

ปารสูตร
ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงฝั่ง (นิพพาน)
[๙๗] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้
ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏะ)
ธรรม ๘ ประการ เป็นไฉน

คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ ธรรม ๘ ประการนี้แล
ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง จากที่มิใช่ฝั่ง.

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๙๘]ในพวกมนุษย์ ชนที่ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย
แต่หมู่สัตว์นอกนี้ ย่อมวิ่งไปตามฝั่งนั่นเอง

ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว
ชนเหล่านั้นข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยากที่จะข้ามไปถึงฝั่งได้
บัณฑิตพึงละธรรมฝ่ายดำเสียเจริญธรรมฝ่ายขาว
ออกจากความอาลัย อาศัยธรรมอันไม่มีความอาลัยแล้ว
พึงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล
ปรารถนาความยินดีในวิเวก ที่สัตว์ยินดีได้ยาก

บัณฑิตพึงยังตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองจิต
ชนเหล่าใดอบรมจิตดีแล้วโดยชอบในองค์เป็นเหตุให้ตรัสรู้ ไม่ถือมั่น
ยินดีแล้วในความสละคืนความถือมั่น ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ มีความรุ่งเรือง ปรินิพพานแล้วในโลกนี้.

 

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

เมษายน 2018
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: