หัวใจ

29 สค.

จากที่เคยแค่เจ็บหัวใจเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้จะเจ็บแน่นกลางหน้าอก

ไม่ได้ใช้วิธีกำหนดแต่อย่างใด
คือ ไม่ใช้กำหนดรู้หนอ สำทับลงไปในอาการที่มีเกิดขึ้น
จะใช้วิธีปล่อยให้ทุกสิ่งมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อาการเจ็บแน่นกลางหน้าอก นานๆจะเกิด
จะไม่มีเกิดขึ้นบ่อยเหมือนเจ็บหัวใจ
ตั้งแต่กินยา อาการเจ็บหัวใจมีเกิดน้อยลง

.

ตอนที่รู้สึกเจ็บแน่นกลางหน้าอก จะนอนราบก็นอนไม่ได้
นั่งที่โซฟา ลองนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
ยังคงรู้สึกเจ็บมาก หายใจลำบาก
สูดลม หายใจเข้าออกยาวๆลึกๆ หายใจช้าๆ
เอามือทาบไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำแบบนั้น

สักพักนำเสื่อโยคะมาปูนอน ลองนอนราบดูอีกครั้ง
ครั้งนี้นอนได้ นอนตะแคงขวา เอามือรองแก้ม
แขนข้างซ้าย มาวางบนข้อศอกที่รองแก้ม
รู้ชัดไปตามอาการที่มีเกิดขึ้น

สักพักจิตเป็นสมาธิ
ยังคงนอนในท่านั้น ไม่ขยับตัว
รู้ชัดอาการจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วคลายตัวลง
แล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิใหม่ แล้วคลายตัว
มีเกิดขึ้นสลับกันไป

จนกระทั่งอาการเจ็บหายไป
นอนอยู่อย่างนั้นยังไม่ลุกขึ้น
ผ่านไปสักพักแบบอาการที่เป็นอยู่หายไปหมดแล้ว จึงลุกขึ้น
มองดูนาฬิกา ช่วงเวลาที่มีอาการเกิดขึ้นทั้งหมดเกือบ ๑ ชม.

.

ถ้าไม่ได้กรรมฐาน
ไม่รู้ว่าจะทนได้แบบนี้หรือเปล่า

 

 

6 กค.

เหมือนติดเครื่องกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัว

.

อาการเจ็บหัวใจ เป็นเหมือนเครื่องกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตัว
เจ็บแป๊บเหมือนฟ้าแลบ เจ็บสั้นๆ แต่เจ็บบ่อย

ความรู้สึกเจ็บที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการคิดพิจรณา
ทบทวนเรื่องราวของชีวิต สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เกิดมานี่ ใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ มีทั้งสูง ทั้งต่ำตม ขมขื่น หวานชื่น เปรี้ยวปริ๊ด ฯลฯ ได้ลิ้มลองทุกอย่าง ล้มลลงไป ก็ลุกขึ้นมาใหม่ ลุกไม่ไหว ก็คลานเอา

ผลของการเจริญสติที่ทำมาต่อเนื่อง ทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่มีท้อถอย ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต มีแต่คิดพิจรณาถ่ายถอนอุปาทานที่มีอยู่

.
เมื่อคืนประมาณตี ๔ มีเสียงเคาะประตูเป็นระยะห่าง ประมาณ ๔ ครั้ง ตอนแรกที่ได้ยิน คิดว่าหูแว่ว ใครที่ไหนจะมาเคาะประตูเล่นในช่วงนั้น

มีภาพผุดขึ้นมา เคาะโลงเรียก

พอมีเสียงเคาะอีก เรานึกในใจว่า ยังไม่ตายโว๊ย ไม่ต้องมาเคาะ

เสียงเคาะก็เงียบหายไป

 

 

12 กค.

อ่านเจอเรื่องการถอนฟันกับไทรอยด์เป็นพิษ
ทำให้คิดพิจรณาว่า โรคทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่า ใจหรือจิตดวงนี้

.

เราได้ถอนฟันไป ๒ ซี่ๆละปี ถอนตอนกลับบ้าน
ก่อนถอนฟัน ทางรพ.จะให้เซ็นเอกสาร การยอมรับการรักษา
หากมีเหตุอันทำให้ถึงแก่ชีวิต จะไม่เอาความกับรพ.
ตอนที่อ่านแล้วเซ็น ความรู้สึกตอนนั้น เฉยๆนะ
และก็ยังไม่รู้ว่า โรคที่เป็นอยู่ ห้ามถอนฟัน
เนื่องจากยาชาที่ใช้ ส่งผลกระทบกับหัวใจ
ตอนนั้น เรายังไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย จึงไม่ได้หาข้อมูลใดๆทั้งสิ้น

.

ปีก่อน ถอนฟันครั้งแรก
เป็นคนกลัวการถอนฟัน เพราะฝังใจในตอนเด็ก
ตอนนั้นเหงือกบวม แล้วหมอฉีดยาชา
เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร จึงทำให้กลัวการถอนฟัน

ครั้งนี้ ใช้วิธีกำหนดรู้หนอๆ กำหนดไปเรื่อยๆ
รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชาที่เหงือก ด้านนอกและด้านใน
ความรู้สึกเหมือนถูกมดกัด

หลังถอนฟันเสร็จ
ขอหมอดู เเหลือแค่รากฟันที่เป็นเศษเล็กๆ
หลังกลับมาจากรพ. นอนอย่างเดียว ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
นอนจนตะวันตกดิน จึงลุกขึ้น ดึงผ้าก๊อซออก แล้วเอามาดม
กลิ่นเหมือนเนื้อเน่า มีเลือดสีคล้ำๆ ยังไม่กล้ากินอะไร ดื่มแต่น้ำ
อาการปวดฟันไม่มี

วันรุ่งขึ้นกินข้าวปกติ เคี้ยวอาหารด้านที่ไม่ได้ถอนฟัน
จำไม่ได้ว่ากี่วันเนื้อเหงือกจึงขึ้นเต็ม รู้แต่ว่าไม่นาน

.

ปีนี้ ถอนฟันครั้งที่ ๒
เป็นฟันกรามเช่นกัน สาเหตุจากเคี้ยวน้ำแข็ง ฟันแตกครึ่ง
ตอนที่หมอฉีดยาชา ไม่มีกำหนดรู้หนอ แต่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชา ด้านนอกเหงือก ด้านในเหงือก และในโพรงฟัน
ความรู้สึกเหมือนโดนมดกัด

วิธีถอนฟันครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งแรก หมอใช้คีมช่วยดึงฟัน
กว่าจะถอนออกได้ นานเหมือนกัน

พอถอนเสร็จ ขอฟันจากหมอ
กลับมาถึงบ้าน รู้สึกเหงือกระบม นอนอย่างเดียว
ตอนที่ดูฟัน รากฟันอยู่ครบ ฟันถึงได้ถอนยาก

ตกเย็น เอาผ้าก๊อซออก เลือดสีคล้ำๆ มีกลิ่นเหม็นเน่า
ไม่มีการใช้ผ้าก็อซอีก อมน้ำแล้วบ้วนทิ้ง
ต้องกินพารา รู้สึกระบมที่เหงือก
ตอนกินข้าว เคี้ยวข้างที่ไม่ได้ถอนฟัน
ครั้งนี้กินข้าวเร็วกว่าครั้งก่อน เพราะต้องกินยาแก้ปวด

.

แบบว่าอ่านแล้วแปลกใจ ที่มีคนมาแชร์เรื่องการดูแลหลังถอนฟัน ห้ามนอนราบ ควรเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกคครึ่งชม.หรือ 45 นาที
เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวติดผ้าก๊อซ
2-3 วันแรกของการถอนฟัน ไม่ควรดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูด

แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
ทั้งนอนราบ และไม่มีการเปลี่ยนผ้าก๊อซ
อาหารกินปกติ ดื่มน้ำก็ใช้หลอดดูด
หลังกินอาการเสร็จ จะกลั้วปากเบาๆ
หลังถอนฟัน ประมาณ ๒ อาทิตย์ เหงือกขึ้นเต็ม
แบบว่า แอบส่องดูทุกวัน

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ความวิตกกังวล ทำให้ใจป่วย ส่งผลกระทบต่อร่าง

 

 

24 กค.

วันนี้หมอนัด ก่อนพบหมอ ตรวจคลื่นหัวใจ
การเต้นของหัวใจยังไม่ปกติ

หมอบบอกว่า ถ้าค่าไทรอยด์กลับมาปกติ จะมีอาการหนาว
เราบอกว่า งั้นชาตินี้คงไม่หาย

หมอบอกว่า แสดงว่าเป็นมานานมาก
เราบอกว่า เปล่าค่ะ โดยปกติเป็นคนชอบอากาศเย็น เป็นมาตั้งแต่เด็ก คำว่าหนาว คนทั่วไปอาจจะหนาว แต่เราไม่เป็น

(เรื่องนี้เคยคุยกับเจ้านายนะ ตอนไปแพร่ มีแต่คนถามว่า ไม่หนาวเหรอ ตอนนั้นหน้าหนาว แต่ละคนใส่เสื้อหนา บางคนหลายชั้น เราใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เราบอกว่าไม่นะ อากาศกำลังสบาย เราบอกเจ้านายว่า อาจเป็นเพราะกสิณไฟที่เคยฝึกมา ทำให้ร่างกายจะอุ่นเกือบร้อน แต่เหงื่อไม่ค่อยมี)

หมอบอกว่า เพิ่มยาละลายลิ่มเลือด(orafarin สีฟ้า ๑ เม็ด หลังอาหารเช้า) อีกสองอาทิตย์เจาะเลือด

หมอถามว่า บอกเรื่องหัวใจโตแล้วใช่มั๊ย
เราบอกว่า ค่ะ

หมอบอกว่า ระวังเรื่องเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจห้องบน ถ้ามีเศษลิ่มเลือดหลุดออกมาแล้วขึ้นสมอง เสี่ยงอัมพาต จึงต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด

ตอนไปรับยา เภสัชถามว่า ได้เจาะเลือดหรือยัง
เราบอกว่า ยังค่ะ
เขาถามว่า หมอให้กินยาก่อนเจาะเลือดเหรอ
เราบอกว่า หมอให้กินยาก่อน อีกสองอาทิต์เจาะเลือด
เขาให้หนังสือคู่มือ ให้เราจดสีของยา และขนาดของยา
บอกว่า อ่านคู่มือให้ละเอียด ระวังการมีแผลหรือเลือดออก
ถ้าเลือดออกผิดปกติ ให้รีบมารพ.

ตอนเจ้านายกลับมา เราบอกเขาว่า ต้องระวังผักสีเขียว พอดีไม่ชอบกินผัก ก็เลยรอดตัวไป ถ้าเป็นเขาคงลำบากเพราะเขาชอบกินผัก

.

วันนี้หลังจากจ่ายค่ายา ก็คิดพิจรณาว่า เออหนอ.. นึกถึงคนที่ไม่มีเงินหรือมีรายได้น้อย แล้วป่วยแบบเรานี่ ทางรอดมีน้อยมาก ตายอย่างเดียวจริงๆ

 

7 สิงหาคม

วันนี้ไปตรวจตามที่หมอนัด ผลเลือดค่าไทรอยด์ลดลงปกติ แต่หมอยังให้กินยาต่อ

ยาสำหรับลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ให้กินต่อ

ยาละลายลิ่มเลือด หลังจากเล่าอาการให้หมอฟัง หมอบอกว่า เพิ่งเจอเป็นเคสแรกที่มีอาการแบบนี้ คือ หลังกินยา จะมีความรู้สึกเหมือนกลิ่นบุหรี่อยู่ในคอ แล้วได้กลิ่นบุหรี่บ่อยมาก ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ไม่มีใครสูบบุหรี่ และมีอาการเจ็บหัวใจบ่อยกว่าตอนที่ยังไม่กินยาตัวนี้ หมอจึงให้งดยาไว้ก่อน

ตอนแรก หมอถามก่อนว่า ขอหมอลองเปลี่ยนยาตัวใหม่มั๊ย แต่ยาตัวนี้เม็ดละ 10 บาท

เราบอกว่า ไม่ค่ะ

ดีที่หมอยังให้ตามที่เราบอก คือ ไม่ลองเปลี่ยนยาตัวใหม่

เหตุที่เราเราปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของผลกระทบต่อร่างกายที่มีเกิดขึ้นตามมา ซึ่งคิดว่า จะรักษาแบบที่เคยรักษามา อาจจะใช้เวลา แต่ดีกว่ามาลองยาตัวนั้น ตัวนี้

.

รอบนี้ผลเลือดเกี่ยวกับตับ จากที่โปรตีนในเลือดต่ำ ค่ากลับมาปกติ แต่ค่าตับอีกตัวจากที่เคยปกติ กลับมีค่าสูงมาก

sgpt จาก 16 กระโดดไปที่ 95

ส่วนค่าน้ำย่อยในตับที่เคยสูงนั้น ลดลง แต่ก็ยังสูงอยู่

หมอถามว่า เคยป่วยเป็นโรคตัวเหลือง(โรคตับมั๊ย)
เราบอกว่า ไม่เคยค่ะ เคยเจาะเลือด มีภูมิคุ้มกันอยู่

หมอถามว่า เคยดื่มสุราหรือของมึนเมามั๊ย
เราบอกว่า ตอนวัยรุ่นเคยดื่ม

หมอถามว่า ดื่มมากมั๊ย บ่อยมั๊ย
เราบอกว่า ไม่ 6 โมงเช้า ยังไม่กลับบ้าน

หมอถามว่า แล้วเลิกได้ยังไง
เราบอกว่า เพราะทำกรรมฐาน

หมอบอกว่า ดีจริงๆ
เราบอกว่า ขึ้นอยู่กับเพื่อนที่คบ คบเพื่อนเที่ยว ย่อมชอบเที่ยวเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ แล้วถามหมอว่า เราเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่าหลับ ถามหมอว่า หมอเข้าใจคำว่าหลับใช่มั๊ยคะ?

หมอพยักหน้า

เราบอกว่า สิบกว่าปีแล้ว เราไม่เคยหลับ และไม่รู้จักคำว่าหลับ รู้จักแต่สมาธิ เวลานอน ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีน้อย จะรู้สึกตัวทั้งคืน ถ้ากำลังสมาธิมีมาก จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง ต่อมามันจะดิ่ง แล้วทุกอย่างจะดับหายไป เป็นแบบนี้มาตลอด พร้อมกับถามหมอว่า แบบนี้ส่งผลต่อร่างกายมั๊ยคะ?

หมอบอกว่า ไม่ส่งผล

(ตอนที่หมอบอกว่าไม่ส่งผล ในใจเราก็ค้านนะ คือ ไม่เห็นด้วย เรามองว่า ถ้าร่างกายยังคงมีความรู้สึกตัว มันก็เหมือนคนที่ไม่นอน อวัยวะต่างๆของร่างกายย่อมทำงานอยู่ ไม่งั้นหัวใจเราคงไม่เป็นแบบนี้ คือ แค่คิด แต่ไม่พูดออกไป)

.

การตรวจครั้งต่อไป หมอขอตรวจเกี่ยวกับตับ และหัวใจยังคงต้องดูอาการต่อเนื่อง หมอนัด 1 เดือน

 

 

 

Advertisements

ความสำคัญใน “สภาวะดับ”

รู้ตามลำดับ ละตามลำดับ มรรคปฏิปทา
เหตุปัจจัยจากอินทรีย์ ๕ มีกำลังอ่อน แก่ ไม่เท่ากัน

ตัวแปรของสภาวะ ได้แก่ ปัญญินทรีย์
คำตอบของสภาวะทั้งหมด ที่สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้
กล่าวคือ มีความสำคัญในการดับ

ได้แก่ การรู้ชัดในความดับตามความเป็นจริง
ของสภาวะที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ดับโดยกรรม

ดับโดยรูปฌาน

ดับโดยอรูปฌาน

ดับโดยมรรค

.

สามารถรู้ชัดด้วยตนเองได้โดย การเจริญสมถะและวิปัสสนา
สมถะในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น
วิปัสสนาในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

๑. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

หรือจะเรียกว่า เป็นข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
ก็ได้เช่นกัน โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน

.
๒. การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.
๓. การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป
คือ ทำทั้งข้อ ๑ และ ข้อ ๒ ไปพร้อมๆกัน

.

พระธรรมคำสอน ที่ควรรรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ

.
“เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ

จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ
เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เพราะฉะนั้นแหละ ท่านตั้งอยู่ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป.

ท่านจงพิจารณาเห็น
ในสังขารทั้งปวงว่า เป็นของไม่เที่ยง
มีความ สำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่า เป็นทุกข์
มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่า เป็นอนัตตา
มีความสำคัญ ในการละ
มีความสำคัญในความคลายกำหนัด
มีความสำคัญในการดับ

.

.

๒. อลคัททูปมสูตร

[๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้นเปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

.

.

หมายเหตุ;

“มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

ได้แก่

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
(สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี)

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระสกทาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
สกทาคามิมรรค สกทาคามีมิผล

.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอนาคามี

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อนาคามีมิมรรค อนาคามีมิผล
.

ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

สัทธานุสารี ธรรมมานุสารี  สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตติ กายสักขี
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

บุคคลผู้สัทธาวิมุตตนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้เป็นกายสักขี ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ ก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย
เพราะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ
บุคคลผู้ทิฏฐิปัตตะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์
บุคคลผู้สัทธาวิมุตตเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี
และแม้บุคคลผู้กายสักขีก็พึงเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี

ดูกรสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในข้อนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้
บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่าไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย ฯ
ปุคคลวรรคที่ ๓
สวิฏฐสูตร

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3&book=9&bookZ=33

สัญญาและญาณ

เป็นสิ่งที่ควรรรู้ เกี่ยวกับสภาวะ ที่เป็นผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมถะ/สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ความรู้ตรงนี้ ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใดก็ตาม

 

ความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

.

ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัดตรงนี้
สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นก่อน ญาณเกิดที่หลัง
กล่าวคือ แจ้งในพระนิพพาน โดยสัญญา แจ้งออกมาจากจิตเอง
โดยไม่เคยอ่าน หรือเคยฟัง หรือเคยได้ศึกษามาก่อน

จะสมัยใด จะกี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อให้โลกแตกสลายลงไป
สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีใครไปรู้เห็นเท่านั้นเอง

ธรรมฐิติญาณ
เป็นเรื่องของการทำลายสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่

ญาณในพระนิพพาน
เป็นเรื่องของ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
หมายเอาเฉพาะสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

ฉะนั้น ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ “ความดับ”
จึงมีลักษณะโดยเฉพาะของตัวสภาวะเอง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำไมต้องทำให้เต็มที่ ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลก และทำไมต้องกำหนดรู้ เป็นการฝึกเตรียมตัวพร้อมรับมือกับเวทนาต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง ส่วนผลที่ได้รับเป็นแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วน คนละสภาวะกัน

สภาวะความดับที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มี ๓ ชนิดด้วยกัน

๑. ดับแบบยังมีเชื้อ คือ ยังต้องเกิด ได้แก่ กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา(ความดับที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน) นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

๒. กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กล่าวคือ ความดับที่มีเกิดขึ้นในอรูปฌาน ดับทีละส่วน กายสังขารดับ วจีสังขารดับ เหลือแต่จิตที่รู้อยู่ แล้วดับ

๓. ดับแบบหมดเชื้อ คือ หมดเหตุปัจจัยของการเกิด
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ

.

.

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนา
ย่อมไม่สามารถรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น มีแต่เป็นไปตามกรรมที่กระทำมา ขณะทำกาละ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที(๓๑ ภพภูมิ)

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาใกล้ตาย ญาติจึงมักนิมนต์พระมาเทศน์
หรือหาสิ่งที่เป็นมงคลมาเปิดให้ฟัง เพราะเชื่อว่า เมื่อได้ฟัง หากจิตจดจ่ออยู่กับเสียง ย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

.

แรงใดหรือจะสู้แรงกรรม
หากกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ มีกำลังมากกว่า
แม้จะได้ฟังสิ่งที่เป็นมงคล แต่จิตกลับเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ สังขารจะปรุงแต่งจากสิ่งที่เป็นมงคล ให้กลายเป็นอัปมงคล

กว่าจะรู้

๒๖ สค. ๖๑

กว่าจะรู้ชัดได้ ต้องสงบ ระงับ
แรกๆ ก็ออกจะยาก ความที่ว่าตัณหากล้ายิ่งนัก

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ ไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาที่เคยมีกำลังกล้า ย่อมอ่อนกำลังลง
ทำให้เกิดความรู้ทันตัณหาที่มีเกิดขึ้นมากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมสงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
ปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

คือ ใช้เวลา ใช้การทำใจให้ยอมรับเป็นหลัก
เมื่อถึงเวลา จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง

.

เหมือนการทำกรรมฐาน ก็ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ
เดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ ทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน
สภาวะที่มีเกิดขึ้น อาจดูเหมือนเดิมๆซ้ำๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ บางคนเลิกไปก็มี เพราะคาดหวังในผล เมื่อไม่เป็นไปตามที่ใจคิด ก็ทำให้เลิกปฏิบัติได้เช่นกัน

บางคนก็เป็นไปตามกรรมคือ การกระทำของตัวเอง ประกอบกับไม่ทำต่อเนื่อง เมื่อไม่ทำต่อเนื่อง ความขี้เกียจย่อมมาเยือน และครอบงำ จนในที่สุด ทำให้เลิกปฏิบัติไปก็มี

กล่าวคือ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เลิกปฏิบัติ

แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สูญหายไปไหน
ล้วนถูกสะสมให้กลายเป็นสัญญาติดตัวทุกภพทุกชาติ

ที่ปฏิบัติอยู่นี่ ไม่ได้มีเกิดขึ้นเฉพาะในชาตินี้
แต่ทำมาแล้วหลายชาติต่อหลายชาติ

.

ผิดกับผู้ที่ปฏิบัติแล้วเห็นทุกข์ รู้ชัดในทุกข์
เพราะเห็นผลของการปฏิบัติในระดับหนึ่ง
คือ ทำให้ทุกข์น้อยลง
มีกรรมฐานเป็นที่พึ่ง
ถ้าไม่ทำจะยิ่งทุกข์

คนประเภทนี้ บอกให้เลิก ยังไงก็ไม่เลิก
เพราะรู้แล้วว่า มีแต่กรรมฐานเท่านั้น ที่ทำให้ทุกข์น้อยลง
และทำให้อยู่กับทุกข์ได้

 

.

๒๘ สค. ๖๑

ลักษณะของอวิชชาที่ปรากฏ จะแสดงออกทางพฤติกรรมของจิต
เมื่อไม่รู้ทันตัณหา จะปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
โดยการกระทำเดิมๆซ้ำๆ “สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า”

เมื่อกระทำกรรมจนเป็นอาจิณ
จึงกลายเป็นการชอบประมาณในบุคคลอื่นแบบซ้ำซาก
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

ย้อนอดีต

กว่าจะรู้คำเรียกแต่ละคำเรียก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

ทุกครั้งที่มีเหตุปัจจัยให้รู้ จะอุทานว่า ป๊าดดดดด!!!! กว่าจะรู้ ผ่านมาตั้งกี่ปีมาแล้วเนี่ย
ได้แต่เรียกตามสภาวะ แบบใช้ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นหลัก

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มีสภาวะที่เรียกว่า การระเบิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต
หลังจากนั้น จิตจะเข้าสู่โหมดความสงบ สัญญาต่างๆจะดับหายไปชั่วขณะ อาจจะหายไปหลายวัน หรือหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่แน่นอน

พอออกจากความสงบ กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน สัญญาต่างๆจะมีเกิดขึ้นมากมาย
เหมือนมีคนอีกคนในตัวมาพูดให้ฟัง อธิบายให้ฟัง พร้อมๆกับเป็นการทบทวนสภาวะไปด้วย
คืนนั้นจะรู้สึกตัวเกือบทั้งคืน ทุกครั้งที่รู้สึกตัว จิตจะมีการคิดพิจรณาตลอด

เมื่อคืนก็เช่นกัน มีอาการแบเดิมทั้งคืน จิตคิดพิจรณาตลอด อธิบายเป็นฉากๆ
สิ่งที่ใช้เรียกเองตามสภาวะมาตลอด ก็เพิ่งรู้นะว่า มีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมีปรากฏเป็นร่องรอยที่ยังมีให้เห็นอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทั้งๆที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่รู้ พอถึงเวลาที่จะรู้ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

เช่น ที่ใช้คำทับศัพท์ในการอธิบายเกี่ยวกับนิพพานว่า นิพพานคือความดับภพ ภพดับคือนิพพาน
หมายถึงการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ดับตัณหา
และ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในสังสารวัฏ ได้แก่ ดับอวิชชา

ทั้งสองสภาวะที่เคยใช้อธิบายมาตลอด ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีคำเรียกเฉพาะสภาวะด้วยนะ
เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ ปรินิพพานไปนานแล้ว
แต่พระธรรมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่จะมีใครรู้เห็นเท่านั้นเอง

พระธรรมนี้เป็นอกาลิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
คือ ไม่ได้เกิดจากการอ่าน หรือการฟังแล้วจำมา หรือจากการศึกษา แต่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

 

 

 

ธรรมฐิติญาณ

[๒๙๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
โดยแท้จริงแล้ว ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระนิพพานเกิดทีหลัง

สุสิมะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

[๒๙๒] พ. ดูกรสุสิมะ เพราะเหตุนั้นแล
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
รูปทั้งหมดนั่นอันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สัญญาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สังขารทั้งหลายทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
วิญญาณทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

[๒๙๓] พ. ดูกรสุสิมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ

.

ญาณในพระนิพพาน

[๒๙๔] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทานหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. … เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
… เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
… เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
… เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
… เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
… เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
… สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

[๒๙๕] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. … เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
… เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
… เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
… เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
…เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
… เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
…เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
… เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
… เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

.

สมถะ

[๒๙๖] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธี
หลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด
เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปบนอากาศเหมือนนกก็ได้
ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด พรหมโลกก็ได้

[๒๙๗] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล และอยู่ใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

[๒๙๘] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ฯลฯ จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น

[๒๙๙] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ ทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้

[๓๐๐] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม

[๓๐๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกต้องเอารูปวิโมกข์อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลาย ด้วยกาย

.

.

หลายวันมานี่ เป็นโดเรม่อน ย้อนเวลาไปหาอดีต จะกี่ชาติ สภาวะล้วนเดิมๆ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เห็นแล้ว ปลงอนิจจัง ชีวิตมีแค่นี้เองนะ
เกิดมา แรกเริ่มต้องโง่ก่อน กว่าจะรู้ได้ว่ากระทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปทาน ครบถ้วน

ใครใคร่เกิด มีแต่การแสวงหานอกตัว
สำหรับผู้ที่ถึงจุดอิ่มตัวในภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ย่อมแสวงหาแต่ในตัว รู้ในตัว ไม่วิ่งออกนอกตัว จนกระทั่งแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็หยุดได้ในที่สุด หยุดนอก รู้ใน หยุดใน รู้นอก รู้แล้วหยุด

ตัณหาเมื่อกำเริบ ย่อมหยุดการแสวงหา
เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำแค่พอกิน
หากใครมาขอกิน ให้เหมือนกัน ให้ข้าวเปลือก แล้วไปตำกินกันเอง สอนให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอย่างเดียว
คือ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ทำยังไงถึงมีข้าวกิน ทำยังไงถึงทำให้ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสารได้

.

คำว่า สิ้นตัณหา กับ คำว่า สิ้นกิเลส นั้นต่างกัน
ระหว่างตัณหากับกิเลส ที่ละได้ยากกว่าคือ กิเลส
กิเลส นองเนืองอยู่ในขันธสันดานดาน
ทั้งรู้ได้ยากและแยกได้ยาก

ตัณหา เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่าย ได้แก่ ความติดใจ จนกระทั่งกลายเป็นความอยาก

เช่น มันว่ากู กูต้องว่ามัน

เมื่อยากได้สิ่งของ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
แต่อยากได้มาก ก็เลยขโมย

เห็นสามี ภรรยาของคนอื่น แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้เป็นของตัวเอง เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ ก็เป็นชู้แทน
ฯลฯ

.

ตัณหา สามารถกำหนดรู้ได้ หากรู้ทันตัณหาได้
กิเลสที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้
อุปมาเหมือนคนเป็นอัมพาต ได้แต่กรอกตาไปมา

ที่กิเลสสามารถทำให้กระทำเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้
ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของตัณหา มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

กิเลสกับตัณหา จึงเป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน
กิเลสมีเกิดขึ้นก่อน ตัณหาเกิดที่หลัง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ตัณหาที่มีเกิดขึ้น เช่น ความอยากตอบโต้ อยากสารพัดอยาก กระทำไว้ในใจ

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง มิต้องบังคับให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นกิเลส ตัณหาที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ ย่อมสิ้นตามไปด้วย

ธรรมฐิติญาณ

ธรรมฐิติญาณ

[๒๙๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
โดยแท้จริงแล้ว ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระนิพพานเกิดทีหลัง
พ. สุสิมะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

 

พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

 

 

[๒๙๒] พ. ดูกรสุสิมะ เพราะเหตุนั้นแล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
รูปทั้งหมดนั่นอันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

 

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

 

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สัญญาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

 

สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สังขารทั้งหลายทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

 

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี
หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
วิญญาณทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

 

[๒๙๓] พ. ดูกรสุสิมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ

 

หมายเหตุ;

ธรรมฐิติญาณ เป็นเรื่องของ ผัสสะกับอริยสัจ ๔
การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ ดับตัณหา

มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในแต่ละขณะๆๆ
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

 

 

 

สักกายทิฏฐิและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

รายละเอียด สักกายทิฏฐิ
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

.

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

มีเกิดขึ้นตรง ผัสสะ

ตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง
จมูกดมกลิ่น
ลิ้นรู้รส
กายสัมผัส
ธรรมารมณ์

.

ผัสสะ

หูได้ยินเสียง เช่น เสียงเขาด่า

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดใน “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เช่น เสียงที่มากระทบหู จึงเห็นโดยความเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เรา เขา

 

รูปแบบของการเกิดสักกายทิฏฐิ

๑ ขณะจิต(ปัจจุบันขณะ) ที่มีเกิดขึ้น
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
สักกายทิฏฐิ มีเกิดตรง  “ผัสสะ”
[สักกายทิฏฐิ/อุปาทานขันธ์ ๕] ผัสสะ>เวทนา>ตัณหา>อุปาทาน>ภพ

หลุดพ้นจากจากอุปทานขันธ์ ๕
ด้วยปัญญา เน้น วิปัสสนา

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

หลุดพ้น จากสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัด
ด้วยสมถะ(สัมมาสมาธิ) เน้น สติปัฏฐาน ๔

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะ(สัมมาสมาธิ) เกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

 

๑๕ มิย. ๖๑

สมถะและวิปัสสนา

.

พูดถึงสมาธิ โดยเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบทบบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของจิตคิดพิจรณา ได้แก่ สภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการถ่ายถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

และมีบทบาทสำคัญมาก ที่มีเกิดขึ้น
ขณะก่อนทำกาละ และขณะทำกาละ

.

วิปัสสนา การเห็นสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่

อนิจจัง ไม่เที่ยงแปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

ทุกขัง เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น

อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาหรือของใคร
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
แม้จะไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินไปตามเหตุและปัจจัย

.
วิปัสสนา จึงมีบทบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์ คือ รู้แล้วหยุด มากกว่าจะสานต่อให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

 

 

 

โสดาบัน

ภิกษุ ท. ! ภิกษุไม่ละธรรม ๖ อย่างแล้ว
เป็นผู้ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา(ความเป็นโสดาบัน).

ไม่ละธรรม ๖ อย่าง เหล่าไหนเล่า ?
ไม่ละธรรมหกอย่างเหล่านี้ คือ

ไม่ละ สักกายทิฏฐิ ;
ไม่ละ วิจิกิจฉา ;
ไม่ละ สีลัพพตปรามาส ;

ไม่ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ไม่ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ไม่ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

ภิกษุ ท. ! ภิกษุไม่ละธรรม ๖ อย่าง เหล่านี้แล
เป็นผู้ไม่ควรกระทำให้แจ้ง ซึ่งทิฏฐิสัมปทา.

 

หมายเหตุ;

ไม่ละ สักกายทิฏฐิ ;
ได้แก่ อโยนิโสมนสิการ

ไม่ละ วิจิกิจฉา ;
ได้แก่ มีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย และนิพพาน

ไม่ละ สีลัพพตปรามาส ;
ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่ไม่ใช่สภาวะศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

 

 

ภิกษุ ท. ! ภิกษุละธรรม ๖ อย่าง แล้ว
เป็นผู้ควรกระทำให้แจ้ง ซึ่งทิฏฐิสัมปทา
ละธรรม ๖ อย่างเหล่าไหนเล่า ?

ละธรรมหกอย่างเหล่านี้ คือ:

ละ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าขันธ์ ๕ ของตน) ;
ละ วิจิกิจฉา
ละ สีลัพพตปรามาส

ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

ภิกษุ ท. ! ภิกษุละธรรม ๖ อย่างเหล่านี้แล้ว
เป็นผู้ควรกระทำให้แจ้งซึ่ง ทิฏฐิสัมปทา, ดังนี้แล.

 

หมายเหตุ;

ละ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าขันธ์ ๕ ของตน) ;
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

ละ วิจิกิจฉา หมายถึง สิ้นสงสัยในพระรัตนตรัย และนิพพาน

ละ สีลัพพตปรามาส ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ข้อปฏิบัติ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

ละ อปายคมนิยราคะ (ราคะที่ควรแก่การซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโทสะ (โทสะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) ;
ละ อปายคมนิยโมหะ (โมหะที่ควรแก่การถึงซึ่งอบาย) .

 

เพียรละเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ได้แก่ พยายามอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

และทำความเพียรต่อเนื่อง
ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

เมื่อเจริญสมถะและวิปัสสนาเนืองๆ
เป็นเหตุปัจจัยให้ ละธรรมหกอย่าง เหล่านี้ได้

จิตตานุปัสสนา

๑๓ พค. ๖๑

ความคมชัดของกิเลส ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ก็มีความแตกต่างกัน ไม่ต้องเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดในกิเลสที่มีเกิดขึ้น สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดต่างกัน

สมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดของกิเลส เหมือนโดนหนามทิ่มแทง เหมือนเข็มแทงเข้าไปในเนื้อ รู้สึกชัดแบบนั้นเลย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดความทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก เรื่องขันธ์ ๕ อะไรนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย รู้แบบลูบๆคลำๆ

สิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ เกิดจากตัณหา ความอยากให้กำลังสมาธิที่เสื่อมหายไปหมดสิ้น กลับมาเป็นเหมือนเดิม มีเหมือนเดิม ความอยากมากเท่าไหร่ ความเพียรยิ่งทวีคูณ เพียรหนัก เพียรเพราะรู้ว่า มีวิธีเดียว ต้องทำแบบนี้เท่านั้น กำลังสมาธิจะฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิม

.
ปัจจุบัน เวลาที่กิเลสมีเกิดขึ้น รู้ทันมากขึ้น รู้ชัดมากขึ้น รู้เป็นปกติ โดยไม่ต้องจ้องดูหรือสนใจดูแต่อย่างใด รู้ปกติเหมือนลมหายใจเข้าออก

ถ้าไม่เคยประสพพบเจอกับสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมมาก่อน ความคมชัดของกิเลสที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ อาจทำให้คิดว่า นี่สมาธิเสื่อมหายไปอีกแล้วอย่างงั้นเหรอ ทว่าความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เป็นทุกข์แต่อย่างใด รู้ชัดก็จริง แต่ไม่เป็นทุกข์ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเนืองๆเป็นปกติเหมือนเดิม

“จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

“หนอ”

๑๒ พค.๖๑

ประโยชน์ของการใช้ “หนอ” ในการกำหนด

.

การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง

การทำความเพียร เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
การใช้พองหนอ ยุบหนอ เป็นการกำหนดรู้ตามความเป็นจริงของร่างกายที่มีเกิดขึ้น ขณะหายใจเข้า ท้องพองขึ้น หายใจออก ท้องยุบลง

แรกๆ อาจจะกำหนดไม่ค่อยได้ เพราะใจมักชอบแว่บไปโน่นนี่(คิด)
เมื่อทำบ่อยๆ จนทำเกิดเป็นวสี คือ จิตจดจำได้ คำบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ ที่ใช้กำกับ จะหายไปเอง ไม่ต้องใช้พองหนอ ยุบหนอในการกำหนดอีกต่อไป เป็นสภาวะของรูปนาม ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น(ท้องพอง-ยุบ) กับใจที่รู้อยู่

ที่มาของปฏิสัมภิทามรรค วิปัสสนาญาณ ๙ ของพระสารีบุตร
กล่าวคือ สภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์

ส่วนญาณ ๑๖ เป็นการแตกข้อปลีกย่อยออกมา
ผู้ที่ประสพพบเจอด้วยตนเอง เมื่อมาอ่าน จึงจะเข้าใจ
ภาษาชาวบ้าน หมายถึง ต้องผ่านญาณ ๑๖ มาแล้ว จึงจะอ่านได้อย่างเข้าใจในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามคำอธิบาย

หากไม่เคยผ่านญาณ ๑๖ (อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)
อ่านแล้ว มีแต่การคาดเดา หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

การการอธิบายความทั้งหมด ที่ตรงกับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ล้วนลงรอยเดียวกัน กล่าวคือ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ใช่เรื่องความมี ความเป็นแต่อย่างใด
มีแต่เรื่องของ อริยสัจ ๔

เหตุปัจจัยให้ความมี ความเป็นมีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากตัณหา

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ

๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ

๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

.

การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

การใช้หนอในการกำหนดรู้ในผัสสะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เช่น ทางตา รูปที่มากระทบ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเห็นหนอ รูหนอ

เสียงที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเสียงหนอ ยินหนอ รู้หนอ พร้อมกับหายใจยาวๆ ลึกๆ

ฯลฯ

เป็นการสำรวม สังวร ระวัง ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

การเดิน แบ่งออกเป็น ๖ ระยะ ตั้งแต่หยาบ จนละเอียด
เช่น อย่างหยาบ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

กิน ดื่ม ถ่าย นอน ทุกอิริยาบาทใช้หนอกำกับทุกอย่าง
เช่น เสียงหนอ ยินหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ กินหนอ ดื่มหนอ กลืนหนอ นอนหนอ รู้หนอฯลฯ

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ
ทำความรู้สึกตัวในการแลดู การเหลียวดู
ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า การเหยียดออก
ทำความรู้สึกตัวในการครองสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง
การนอน การตื่น การพูด การนิ่ง

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

.

ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย
ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท
ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ
เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

.

เมื่อมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอ่นเป็นที่พึ่ง 
มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคิด คือ

.

๑. ไม่มีคิดถึงอนาคต การปรุงแต่งต่างๆล่วงหน้า จึงไม่มี

ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีเงินจะอย่างไร
เมื่อไม่มีเงิน ย่อมไม่มีกิน ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีกินจะทำอย่างไร

ถ้าไม่มีที่อยู่ที่อาศัย จะทำอย่างไร

ฯลฯ

ความคิดเกี่ยวกับอนาคตทั้งหมด จะไม่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกคำถาม มีคำตอบไว้หมดแล้วว่า ควรทำอย่างไร
คือ ความคิดเหล่านี้ หากมีเกิดขึ้น
ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

.

๒. คิดถึงอดีต หรือเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา มีแต่คิดพิจรณาเรื่องความผิดพลาดที่มีเกิดขึ้นจากอะไรเป็นปัจจัย ความประมาทต่างๆ การคิดพิจรณาที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

๓. อยู่กับปัจจุบัน
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เป็นเรื่องของ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
สงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
เป็นสภาวะศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เจริญสมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันไป
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ มีรูปนามเป็นอารมณ์
การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
มีเกิดขึ้นมากกว่าแว่บออกไปนอกตัว

Previous Older Entries

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: