กิเลส

๘ พค. ๖๑

สำหรับผู้ไม่รู้ เมื่อได้มาพูดคุยกับเรานั้น
มักจะพูดเหมือนๆกันว่า เนี่ย สอนคนอื่นได้แล้วนะ น่าจะสอนคนอื่นบ้าง

เมื่อก่อน ตอนที่ได้ยิน ภายในนั้น รู้สึกโกรธมาก ไม่พอใจคนพวกนี้มาก ที่ขยันสร้างแต่เหตุปัจจัยของภพชาติการเกิด พอคิดได้ว่า เพราะไม่รู้ เขาจึงคิดแบบนี้กัน อารมณ์ก็สงบลงไปได้

.

ที่ไม่คิดสอนใคร ไม่มีอะไรมาก แค่คำว่า อาจารย์ ที่คนอื่นใช้เรียกเรานั้น สมัยก่อน ฟังแล้วขนพองสยองเกล้า ตัวมานะผงาดหรา ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงไม่ชอบให้ใครเรียกว่าอาจารย์

แต่มียกเว้นกับบางคน ที่ยังไงก็ยอม จะเรียกอาจารย์อย่างเดียว เขาบอกว่า ก็คุณเป็นอาจารย์ของผม คำแนะนำต่างๆที่ให้ผมมาตลอด ทำให้ผมรู้ชัดอะไรขึ้นมาเยอะ ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักคำเรียกพวกนั้นก็ตาม จะไม่ให้ผมเรียกว่าอาจารย์ ผมไม่ยอม เมื่อเจอแบบนี้ ต้องยอมเขา

ประมาณว่า ถ้าพูดคุยกันเรื่องทางโลกโดยทั่วๆไป เขาจะเรียกชื่อเราปกติ แต่พอคุยเรื่องสภาวะ เขาจะเปลี่ยนคำเรียกทันที เขาบอกว่า ตรงนี้ต้องเรียกอาจารย์ละ เพราะกำลังให้คำแนะนำผมเรื่องการปฏิบัติ

สำหรับในตอนนี้ รู้สึกเฉยๆ อยากเรียกอะไรก็เรียกไป ตามใจของผู้เรียก ขึ้นอยู่กับเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา เมื่อเป็นแบบนี้ ตัวมานะ จึงสงบลงไป

.

กิเลสนี่ละเอียดนะ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หากไม่ได้ปฏิบัติมา คงไม่เกิดความรู้ชัดหรือรู้เท่าทันกิเลสที่มีเกิดขึ้น หากไม่รู้ทัน ย่อมหลงกระทำกรรมได้อย่างง่ายตาย ตามแรงผลักดันของตัณหาที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ

.

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ มีบทบาทสำคัญมากทั้งการดำเนินชีวิตและขณะทำกาละ ถึงแม้จะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม คือ ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม เวลาตายก็แตกต่างจากคนทั่วๆไป ที่มีเรื่องของบุญ บาป แม้กระทั่งการทำกรรมฐานมาเกี่ยวข้อง คือเป็นตัวแปรของภพชาติการเกิด

แต่สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ จะมีความผิดแผกแตกต่างจากบุคคลเหล่านั้น คือ ไม่มีเรื่องบุญ บาป หรือกรรมฐานต่างๆมาเกี่ยวข้อง มีแต่สติที่คมชัด มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างต่อเนื่อง เหมือนสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิยังไงก็อย่างงั้น

ฉะนั้น ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ คือ รู้ชัดในรายละเอียดของลักาษณะที่มีเกิดขึ้นที่เรียกว่า ความดับ ที่มีเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ในฌานสมาบัติ(รูปฌาน อรูปฌาน) นิโรธสมาบัติ

เมื่อมีความดับเกิดขึ้นขณะทำกาละ ย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ว่า ความดับที่กำลังจะมีเกิดขึ้นนี้ เป็นความดับที่เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย และเป็นลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของความดับชนิดไหน บุคคลที่รู้ชัดแบบนี้ ย่อมเป็นผู้ที่ไม่มีอุปทาน ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัวต่อสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น แม้มีเกิดขึ้นขณะทำกาละก็ตาม

 

 

เมื่อคืน เจ้านายเปิดยูทูปฟัง มีตอนหนึ่งถึงตอนที่ ผู้ที่รู้จริงจะไม่พูดว่ารู้อะไร

เราบอกเจ้านายว่า งั้นหากรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็เป็นหมันสิ เพราะบอกใครไม่ได้

ตามความจริงแล้ว ผู้ที่รู้จริง จะไม่พูดเรื่องราวทางโลก แต่จะพูดเรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง

.

เหมือนปฏิจจสมุปบาท เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเฉพาะตน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น ได้แก่ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม ไม่ใช่เรื่องของสังคม

สังคมจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของสังคม จะดีหรือเลวก็เป็นเรื่องของสังคม สิ่งที่สามารถทำได้ มีแต่การแผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่เป็นสุข ส่วนจะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

หากมีผู้ใดกล่าวทำนองว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องของ กรรม ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรม จะไม่เสียเวลาคุยด้วยกับผู้นั้น เมื่อปักใจเชื่อแบบนั้น จะไปคุยด้วยทำไม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: