ความดับ

๑๐ พค.๖๑

คำพูดทำนองนี้ น่าจะเลิกเผยแพร่กันได้แล้วนะ
เพราะทำให้เกิดการเข้าใจผิด และทำให้หลงสภาวะได้

การทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและหลงสภาวะโดยไม่ได้เจตนา
ไม่ว่าจะกระทำกรรมด้วยเหตุปัจจัยใด กรรมนั้นๆย่อมส่งผล ไม่มียกเว้น

.

“สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเท่านั้น ที่จะบรรลุถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณดับ เวทนา สัญญา สังขารย่อมดับ

และสมาบัตินี้ พระอนาคามีขึ้นไปเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และการเข้าออกต้องกำหนดเวลาในการออก”

.

คำกล่าวทำนองนี้เกิดจาก ผู้ที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ประกอบกับขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิโมกข์ ๘ และบุคคลบัญญัติ ที่เป็นกายสักขี อย่าได้ประมาทกันเชียว เดี๋ยวจะมานั่งน้ำตาตกในวันที่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ที่เคยคิดว่าได้ มีเหตุปัจจัยให้เสื่อมหายไปหมดสิ้น

.

นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีกำลังมาก และสติก็ต้องมีมากเช่นกัน

หากสมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าสติ ก็กลายเป็นการดับในฌานสมาบัติไป

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่ล้ำหน้าสติ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดขณะที่กำลังเข้าสู่ความดับในแต่ละขณะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร แม้ขณะที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ก็มีลักษณะเด่นเฉพาะ มีเกิดขึ้นคนละอย่างกับการออกจากฌานสมาบัติ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำให้รู้ว่า แม้นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น ยังมีธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า ย่อมไม่มีความติดใจหรือความยึดมั่นถือมั่นในนิโรธสมาบัติ

นี่แหละถึงเคยบอกไว้ว่า ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌาน ตรงนี้กล่าวในแง่ของความรู้ชัดในเรื่องสมาธิ

การรู้ชัดแจ่มแจ้งในความมีเกิดขึ้น และขณะที่ก่อนที่ความดับจะดับลงไป ระหว่างฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการเกิด ดับ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อมาเจอความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ซึ่งแรกๆยังไม่รู้หรอกว่าคืออะไร ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างจากความดับในฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ย่อมแยกแยะได้ว่า ความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะใด แต่ก็ต้องอาศัยการศึกษาในปริยัติ หรือตำราที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ มาเป็นคู่มือในการใช้ในการเรียกสภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นๆด้วย เพื่อจะได้สื่อสารไปในทางเดียวกัน คือ เมื่อรู้แล้ว จะรู้เหมือนๆกัน ไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มปฏิบัติมาแบบไหนก็ตาม

.

หลักฐานตรงนี้ ที่รู้ชัดด้วยตนเอง สามารถบอกได้เต็มปากว่า

สำหรับบุคคลที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน จนกระทั่งเกิดสภาวะความดับในสมาธิที่เรียกว่า นิโรธสมาบัติมีเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคามี โสดาบันประเภทกายสักขี นิโรธสมาบัติก็สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน

.

ตรงนี้พูดตามสภาวะ อย่ายึดมั่นถือมั่นในความมีความเป็น เกี่ยวกับโสดาบันประเภทกายสักขี แค่หยิบมาใช้ในการอธิบายรายละเอียดเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: