ปัญญินทรีย์

๑๑ พค. ๖๑

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีที่มา

.

ถ้าจะพูดถึง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

.

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.
สังขารในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์นั้น หมายถึง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร

ภวราคะ คุ้นๆมั๊ย หมายถึง อรูปสมาบัติ คือ หากยังไม่แจ้งในความเกิด ความดับ และความเสื่อม ในอรูปฌาน ตลอดทั้งยังมีธรรมที่ยิ่งกว่าอรูปฌาน ได้แก่ นิโรธสมาบัติ เป็นปัจจัยให้ยังมีความยินดีพอใจในอรูปฌานอยู่

เมื่อยังไม่แจ่มแจ้งในความดับในนิโรธสมาบัติ จึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของความดับที่มีเกิดขึ้นโดยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ กับความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ

เมื่อเป็นดังนี้ มีโอกาสติดกับดักหลุมพรางกิเลสคิดว่ามี คิดว่าเป็นอริยบุคคลต่างๆ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เมื่อไม่รู้ จึงนำไปบอกเล่าหรือไปสอนคนอื่นๆ เมื่อเจอกับผู้ไม่รู้เหมือนๆกัน เคยสร้างเหตุปัจจัยมาให้เชื่อกัน จึงเป็นที่มาของอามิสบูชาต่างๆ คือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘ มิใช่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดแต่อย่างใด

.
วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ภพชาติของการเกิดนั้น หมายถึง วิญญาณ ๖

.

หากให้อธิบายถึงรายละเอียด ตลอดทั้งข้อปลีกย่อย
ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในสภาวะทั้งหมด
ต้องนำสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด มาอธิบายรายละเอียดก่อน

๑. สมถะ วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

๒. วิปัสสนา หมายถึง ไตรลักษณ์
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต
และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา
หมายถึง การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

และวิโมกข์ ๓ ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เท่านั้น
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

๓. อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

๔. มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

๕. อริยสัจ ๔

.

ถ้าถามว่า ไม่ต้องอธิบายทั้งหมดได้มั๊ย คือ อยากได้แบบย่อ

คำตอบ มีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่า ถ้าบอกแล้ว จะเข้าใจกันได้มั๊ย

แบบย่อ จะหมายเอาเฉพาะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

ยกตัวอย่าง เช่น โสดาปัตติผล ซึ่งมีอยู่ในบุคคล ๗ จำพวก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้

ก่อนที่จะอธิบายโสดาปัตติผล ซึ่งมีเรื่องของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณมาเกี่ยวข้อง ที่มีเหตุปัจจัยจาก อินทรีย์ ๕ ที่มีเกิดขึ้น

จะนำสภาวะของโสดาปัตติมรรคมาอธิบายก่อน

.

[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คือ อรูปสมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต
อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า
กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า
ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
คำว่า วิโมกข์ในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคือ อรูปสมาบัติ หมายถึง ไม่ได้อรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ หมายถึง ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ)

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
“ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต”

หมายถึง มีความศรัทธานำหน้า จึงเชื่อในพระธรรมคำสอนที่ทรงตรัสไว้แบบไม่สงสัย
โดยอาศัยอารอ่าน การศึกษาพระธรรมคำสอน การฟังพระธรรมคำสอน และการได้รับคำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

กล่าวคือ ยังไม่แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง
แต่อาศัยความศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จนกระทั่งแจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา

.

.

ทีนี้มาดู โสดาปัตติมรรคอีกประเภท ธัมมานุสารี ที่ไม่ได้วิโมกข์ ๘ แต่ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ) เช่นกัน แต่รายละเอียดของสภาวะมีความแตกต่างกับสัทธานุสารี

[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น

อีกประการหนึ่งธรรมเหล่านี้
คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร
เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรคบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์
อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย
ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้
เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
ตรงนี้ ยังไม่ใช่สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

ดูจากตรงนี้

“อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น”

ได้แก่ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตต

กล่าวคือ แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติ และไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอน แต่อาศัยการอ่าน การฟัง คำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปฏิบัติตาม โดยไม่ได้เริ่มต้นจากความศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก่อน

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔

.

นี่เป็นเพียงโสดาปัตติมรรค ยังไม่ใช่โสดาปัตติผล
และถึงแม้จะเป็นโสดาปัตติผล คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญานั้น หมายถึง วิโมกข์ ๓

ส่วนการเห็นหรือการแจ้งในอริยสัจ ๔ จะใช้กับความหมายของปัญญินทรีย์เท่านั้น

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: