โยนิโสมนสิการ

๘ พค. ๖๑

สภาวะสัญญา เกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกต่างๆ มีตั้งแต่หยาบจนละเอียด

การจดบันทึก จะทำให้เห็นความผิดแผกแตกต่างของสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น ครั้งนี้รู้แบบนี้ ครั้งต่อๆไปรู้นั้นๆเปลี่ยนไป จนกระทั่งแจ่มแจ้งในที่สุด ธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรกำหนดรู้ อย่าหมายมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้

ทั้งหมดนี้เขียนจากประสพการณ์โดยตรง

ปฏิจจสมุปบาท คำเรียกต่างๆในปฏิจจจะ ล้วนมีสภาวะกำกับอยู่ทุกคำเรียก จะรู้ชัดได้ ต้องเกิดจากจิตภาวนา ไม่ใช่จากการศึกษาเพียงอย่างเดียว

แม้กระทั่งเกิดจากจิตภาวนา ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ไม่ใช่ศึกษาจากการตีความเพียงอย่างเดียวจากอาจารย์ต่างๆที่ยังมีอุปธิ(กิเลส)

สมัยก่อน สิ่งที่เคยจดบันบันทึกมาตลอด มีความผิดพลาดมากมาย คือ เพี้ยนไปจากสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ทำให้ความหมายของคำเรียกนั้นๆ เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสาร ผิดเพี้ยนไปด้วย ทีนี้จะว่ากันก็ไม่ได้ ใครเชื่อใครแล้วแต่เหตุปัจจัย

เช่น เกี่ยวกับ สังขาร วิญญาณ ในปฏิจจะ ก็เคยรู้แบบหยาบๆ คือ คิดว่าเป็นสังขาร วิญญาณในขันธ์ ๕ ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ นี่ก็ผ่านไปอีก

ต่อมาเข้าใจว่า เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านพบเจอมา นี่ก็อีกหนึ่ง เข้าข่ายของวิญญาณ เป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่รู้ในตอนนั้นก็รู้เฉพาะตน ที่เกิดจากความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ แต่ยังขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ซึ่งยังไม่มีเหตุปัจจัยให้เจอสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แบบจำเพาะเจาะจง

การอธิบายความหมาย ตลอดทั้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ต้องอธิบายเป็นสเตป ตามลักษะอาการที่มีเกิดขึ้น ไม่ใช่อธิบายแบบสรุปหรือก้าวกระโดด

เมื่อมาเจอพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิญญาณ เหตุปัจจัยของการเกิดวิญญาณ เป็นเหตุให้เกิดการทบทวนสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น จะเป็นแบบนี้ตลอด กำหนดรู้มาตลอด แต่ก็เขียนออกมาเรื่อยๆ

คำว่า วิญญาณ ที่มีลักษณะอาการเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

วิญญาณในปฏิจจะ ที่มีผู้นำมาใช้กับปฏิสนธิวิญญาณ จึงทำให้ความหมายของวิญญาณผิดแผกไปกว่าเดิมคือ วิญญาณเป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด เช่น

๑) มารดาและบิดาในโลกมนุษย์นี้ร่วมกัน
๒) มารดามีไข่สุก
๓) มีสัตว์เข้าไปเกิด
(มหาตัณหาสังขยสูตร)

ข้อสอง หากปราศจากวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา
นามธรรมและรูปธรรมแห่งความเป็นมนุษย์
ย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้
(มหานิทานสูตร)

คำว่า วิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา หากตีความตามตัวหนังสือ อาจเข้าใจว่า น่าจะใช่ปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านมา

แต่เมื่อมาศึกษาพระธรรมคำสอน กลับกลายเป็นคนละเรื่องกัน

ความมีเกิดขึ้นของชีวิต เกิดจาก ธาตุ ๖ ซึ่งมีวิญญาณธาตุประกอบอยู่ด้วย

[๑๒๐] วิญญาณธาตุ เป็นไฉน

จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ
ฆานวิญญาณธาตุ
ชิวหาวิญญาณธาตุ
กายวิญญาณธาตุ
มโนวิญญาณธาตุ

นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ

อะไรที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง อย่าไปฟันธงว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่
จะกลายเป็น สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า แทนที่ฟังแล้ว อ่านแล้ว จะเกิดการคิดพิจรณา
กลับกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปทันที

ถ้าคิดคนเดียวก็แล้วไป แต่เมื่อนำไปสนทนากับผู้อื่นที่มีความเห็นต่าง
เมื่อไม่รู้ทันตัณหาที่กำลังมีเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
กลับกลายเป็นวิวาทะไปทันที ยิ่งต่างฝ่ายต่างถูกอวิชชาปิดกั้นไป ถ้าเป็นในเนต อย่างมากแค่ถกเถียงกัน หรือถึงขั้นด่าทอกันก็มี แต่ในโลกของความจริง อาจมีเกิดขึ้นมากกว่านั้น

อวิชชา สังขาร วิญญาณ

๖ พค. ๖๑

ยังคงมีความรู้สึกประหลาดใจอยู่
หลายครั้งต่อหลายครั้ง เวลาที่สัญญาจะเกิด ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ไม่มีการเริ่มต้นจากคำเรียกนั้น มักจะเป็นคำเรียกอื่นๆก่อนเสมอ

แล้วจิตจะวิตกวิจารณ์ มือก็คลิกๆหาอ่านโน่นนี่ แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอกับคำเรียกนั้นๆอีกครั้ง(ซึ่งลืมไปแล้ว) พอได้อ่านอีกครั้ง จะมีภาพผุดขึ้นมา เรียงลำดับเหตุปัจจัยของความมีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

อ่านเจอคำกล่าวทำนองว่า การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับ บัญชาได้

อ่านแล้วก็ค้านในใจว่า การบรรลุ มรรค ผล นิพพานนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ส่วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.
จากนั้นหานั่นนี่อ่าน เกี่ยวกับหัวใจพระพุทธศาสนาที่มีคนนำมาสนทนากัน ยังคงอ่านไปเรื่อยๆ จนเจอเรื่องโลกธรรม ๘ อีกครั้ง ทำให้เกิดการทบทวนความมีเกิดขึ้นของโลกธรรม ๘ อีกครั้ง

คราวนี้มีภาพผุดขึ้นมา
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

.
หากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี
สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นแบบนี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส แล้ววกกลับไปเริ่มต้นที่ผัสสะใหม่

หากเป็นอรหันต์ จะมีแค่ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา(อุเบกขา)
ส่วนผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ยังคงให้ผลอยู่ ได้แก่ ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) เพียงแต่ผลของกรรมนี้สิ้นไป เพราะไม่สามารถทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้ สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

ทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ นี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน
จนวันนี้มีเหตุปัจจัยให้ไประลึกถึงอีก

“วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ คือ การตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าในอนุปัสสนาทั้ง ๔ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ตามที่สมเด็จพระทศพลเจ้าทรงพระกรุณาประทานไว้ในพระสูตรต่างๆ โดยเฉพาะพระมหาสติปัฏฐานสูตร

เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นอาทิ พระวิปัสสนาญาณอันประเสริฐ จักเกิดขึ้นในสันดานของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีวาสนาบารมี ตั้งแต่พระวิปัสสนาญาณขั้นต้น จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณในที่สุด”

สมัยที่อ่านในตอนนั้น มีความรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าด้วย แล้วทำไมต้องเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ เข้าใจละว่าทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้า

.

จิตกระหวัดไปถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ(หัวใจวาย) ขณะนั้น ถึงแม้ทุกขเวทนาจะแรงกล้า แต่สติคมชัดยิ่งนัก มีความรู้สึกตัวตลอด ใช้การกำหนดรู้หนอ จะได้มีสติรู้ทันเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่รู้จะทำแบบไหน

สภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ ทำให้รู้ว่า เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นมีกำลังมาก ความรักตัวกลัวตาย ย่อมมีเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยังไม่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร(กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร)
หมายถึง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
บางคนเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นทางตา
ได้ยินเสียงทางหู
ได้กลิ่นทางจมูก
ได้รู้รสทางลิ้น
ได้สัมผัสทางกาย
และทางมโนทวาร

บางคนอ่านแล้วเอ๊ะ ทำไมเหมือนผัสสะ ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ
ตรงนี้คนละอย่างคนละสภาวะกัน
ผัสสะ เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของผัสสะ/สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.
ส่วนตรงนี้เป็นเรื่องของในอดีต คือ กรรมในอดีตที่เคยกระทำไว้ ขณะจะทำกาละ มีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น แม้กระทั่งการทำกรรมฐานจนเกิดความรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน

บางที่ใช้คำว่า หวนระลึกถึง บุญ บาป ที่เคยกระทำไว้

.

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
วิญญาณตรงนี้หมายถึง วิญญาณ ๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา
ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ
ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป
ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ

.

นี่เป็นความผิดแผกแตกต่างของผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องของวิบากกรรม หรือผลของกรรม ได้แก่ โลกธรรม ๘

กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะทำกาละ ซึ่งจะเรียกทางอ้อมว่า ผัสสะ ก็ได้
แต่ถ้าเรียกแบบนั้น จะทำให้ความหมายใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ เปลี่ยนไป

เพราะอวิชชา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของผลของกรรมที่เป็นโลกธรรม ๘

แต่เป็นเรื่องของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เคยกระทำไว้

คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

กามุปาทาน

๖ พค. ๖๑

กามุปาทาน ได้แก่ กามราคะ ปฏิฆะ

๑. อย่างหยาบ มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
กล่าวคือ กามอารมณ์ทั้ง ๕ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส
มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก 
จนถึงสามารถจะล่วงอกุศลกรรมบถได้

เช่น ความพอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ
สามารถให้กระทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น
ปฏิฆะ ก็ทำนองเดียวกัน เพียงแต่เป็นเรื่องของ ความยินร้าย ความไม่พอใจ

.

โสดาปัตติมรรคประหาณสังโยชน์ได้ ๕ อย่าง คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
อปายคมนียกามราคะ อปายคมนียปฏิฆะ

.

ถ้านำมากล่าวโดย กิเลส ๑๐ อย่าง ทิฏฐิและวิจิกิจฉา
โสดาปัตติมรรคประหาณได้โดยเด็ดขาด

ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕
เข้าไปยึดมั่น ถือมั่น ว่าปัญจขันธ์นี้เป็นของตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล,เรา,เขา

วิจิกิจฉากิเลส ได้แก่ ความลังเลสงสัย
หมายเอาเฉพาะ ความสงสัยในพระรัตนตรัย

พระพุทธเจ้ามีจริงมั๊ย

พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้มีจริงมั๊ย
ปฏิบัติตามแล้วได้ผลจริงมั๊ย

พระสงฆ์สาวก ที่เป็นพระอริยะมีจริงมั๊ย
สามารถดับกิเลสได้จริงมั๊ย
ที่สามารถบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ มีจริงมั๊ย

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งแก่ใจตน
ได้แก่ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

จนกระทั่งแจ้งในนิพพานตามความเป็นจริง
วิจิกิจฉาย่อมถูกทำลายเป็นสมุจเฉทประหาณ
ไม่มีการกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

.

โสดาบันบุคคลนั้น ย่อมเห็น รูป,นาม ขันธ์ ๕ นี้
สักแต่ว่าสภาวธรรมเท่านั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
และโดยความเห็นดังนี้จึงละสักกายทิฏฐิได้

เมื่อละสักกายทิฏฐิได้แล้ว
กรรมใดที่เป็นทุจริตอันจะนำไปสู่อบาย ก็ย่อมไม่กระทำกรรมนั้น

แต่ถึงแม้จะละสักกายทิฏฐิได้ ก็ยังไม่สามารถจะละมานสังโยชน์ได้
ฉะนั้น ถึงแม้จะเห็นรูป,นาม ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตนแล้วก็จริง แต่ยังเห็นเป็นเราเป็นเขาอยู่ ความยินดีพอใจในอารมณ์ที่มากระทบจึงยังมีอยู่

สุดยอดบรมครู

๑ พค. ๖๑

ที่สุดของที่สุด ยิ่งกว่าที่สุด สุดยอดบรมครู

[๑๖๔] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษา ได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรง มีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจวนเจียนจะปรินิพพาน

พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นไม่พรั่นพรึงทรงพระดำริว่า 
“การที่เราไม่บอกผู้อุปัฏฐาก ไม่อำลาภิกษุสงฆ์ปรินิพพานนั้น ไม่เหมาะแก่เรา ทางที่ดี เราควรใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนี้ ดำรงชีวิตสังขารอยู่ต่อไป”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงใช้ความเพียรขับไล่อาการพระประชวรนั้น ทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ อาการพระประชวรจึงสงบ

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระประชวร หายจากพระอาการไข้ไม่นาน ได้เสด็จออกจากพระวิหารไปประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วในร่มเงาพระวิหาร

.

๔ พค. ๖๑

ผลสูงสุดของการทำความเพียร คือ ที่สุดแห่งทุกข์
แม้ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์อีกต่อไป
แม้ขณะทำกาละ เวทนาจักดับเย็น

Next Newer Entries

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: