สัญญาและญาณ

เป็นสิ่งที่ควรรรู้ เกี่ยวกับสภาวะ ที่เป็นผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมถะ/สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ความรู้ตรงนี้ ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใดก็ตาม

 

ความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

.

ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัดตรงนี้
สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นก่อน ญาณเกิดที่หลัง
กล่าวคือ แจ้งในพระนิพพาน โดยสัญญา แจ้งออกมาจากจิตเอง
โดยไม่เคยอ่าน หรือเคยฟัง หรือเคยได้ศึกษามาก่อน

จะสมัยใด จะกี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อให้โลกแตกสลายลงไป
สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีใครไปรู้เห็นเท่านั้นเอง

ธรรมฐิติญาณ
เป็นเรื่องของการทำลายสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่(ละอุปาทานขันธ์ 5)

ญาณในพระนิพพาน
เป็นเรื่องของ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบันและภพชาติในสารวัฏ
.

ฉะนั้น ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ “ความดับ”
จึงมีลักษณะโดยเฉพาะของตัวสภาวะเอง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำไมต้องทำให้เต็มที่ ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลก และทำไมต้องกำหนดรู้ เป็นการฝึกเตรียมตัวพร้อมรับมือกับเวทนาต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง ส่วนผลที่ได้รับเป็นแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วน คนละสภาวะกัน

สภาวะความดับที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มี ๓ ชนิดด้วยกัน

๑. ดับแบบยังมีเชื้อ คือ ยังต้องเกิด ได้แก่ กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา(ความดับที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน) นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

๒. กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กล่าวคือ ความดับที่มีเกิดขึ้นในอรูปฌาน ดับทีละส่วน กายสังขารดับ วจีสังขารดับ เหลือแต่จิตที่รู้อยู่ แล้วดับ

๓. ดับแบบหมดเชื้อ คือ หมดเหตุปัจจัยของการเกิด
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ

.

.

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนา
ย่อมไม่สามารถรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น มีแต่เป็นไปตามกรรมที่กระทำมา ขณะทำกาละ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที(๓๑ ภพภูมิ)

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาใกล้ตาย ญาติจึงมักนิมนต์พระมาเทศน์
หรือหาสิ่งที่เป็นมงคลมาเปิดให้ฟัง เพราะเชื่อว่า เมื่อได้ฟัง หากจิตจดจ่ออยู่กับเสียง ย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

.

แรงใดหรือจะสู้แรงกรรม
หากกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ มีกำลังมากกว่า
แม้จะได้ฟังสิ่งที่เป็นมงคล แต่จิตกลับเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ สังขารจะปรุงแต่งจากสิ่งที่เป็นมงคล ให้กลายเป็นอัปมงคล

โฆษณา

กว่าจะรู้

๒๖ สค. ๖๑

กว่าจะรู้ชัดได้ ต้องสงบ ระงับ
แรกๆ ก็ออกจะยาก ความที่ว่าตัณหากล้ายิ่งนัก

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ ไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาที่เคยมีกำลังกล้า ย่อมอ่อนกำลังลง
ทำให้เกิดความรู้ทันตัณหาที่มีเกิดขึ้นมากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมสงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
ปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

คือ ใช้เวลา ใช้การทำใจให้ยอมรับเป็นหลัก
เมื่อถึงเวลา จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง

.

เหมือนการทำกรรมฐาน ก็ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ
เดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ ทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน
สภาวะที่มีเกิดขึ้น อาจดูเหมือนเดิมๆซ้ำๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ บางคนเลิกไปก็มี เพราะคาดหวังในผล เมื่อไม่เป็นไปตามที่ใจคิด ก็ทำให้เลิกปฏิบัติได้เช่นกัน

บางคนก็เป็นไปตามกรรมคือ การกระทำของตัวเอง ประกอบกับไม่ทำต่อเนื่อง เมื่อไม่ทำต่อเนื่อง ความขี้เกียจย่อมมาเยือน และครอบงำ จนในที่สุด ทำให้เลิกปฏิบัติไปก็มี

กล่าวคือ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เลิกปฏิบัติ

แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สูญหายไปไหน
ล้วนถูกสะสมให้กลายเป็นสัญญาติดตัวทุกภพทุกชาติ

ที่ปฏิบัติอยู่นี่ ไม่ได้มีเกิดขึ้นเฉพาะในชาตินี้
แต่ทำมาแล้วหลายชาติต่อหลายชาติ

.

ผิดกับผู้ที่ปฏิบัติแล้วเห็นทุกข์ รู้ชัดในทุกข์
เพราะเห็นผลของการปฏิบัติในระดับหนึ่ง
คือ ทำให้ทุกข์น้อยลง
มีกรรมฐานเป็นที่พึ่ง
ถ้าไม่ทำจะยิ่งทุกข์

คนประเภทนี้ บอกให้เลิก ยังไงก็ไม่เลิก
เพราะรู้แล้วว่า มีแต่กรรมฐานเท่านั้น ที่ทำให้ทุกข์น้อยลง
และทำให้อยู่กับทุกข์ได้

 

.

๒๘ สค. ๖๑

ลักษณะของอวิชชาที่ปรากฏ จะแสดงออกทางพฤติกรรมของจิต
เมื่อไม่รู้ทันตัณหา จะปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
โดยการกระทำเดิมๆซ้ำๆ “สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า”

เมื่อกระทำกรรมจนเป็นอาจิณ
จึงกลายเป็นการชอบประมาณในบุคคลอื่นแบบซ้ำซาก
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: