เลิศ

๑๑ พค. ๖๑

๒. จุนทิสูตร

[๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ราชกุมารีชื่อว่าจุนที แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน และกุมารี ๕๐๐ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราชกุมารพระนามว่าจุนทะ 
พระภาดาของหม่อมฉัน กล่าวอย่างนี้ว่า

หญิงหรือชายเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ผู้นั้นตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ดังนี้ หม่อมฉันจึงขอทูลถามว่า

ผู้ที่เลื่อมใสในศาสดาเช่นไร เมื่อตายไปแล้ว
จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ

ผู้ที่เลื่อมใสในธรรมเช่นไร เมื่อตายไปแล้ว
จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ

ผู้ที่เลื่อมใสในสงฆ์เช่นไร เมื่อตายไปแล้ว
จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ

ผู้ที่ทำให้บริบูรณ์ในศีลเช่นไร เมื่อตายไปแล้ว
จึงเข้าถึงสุคติอย่างเดียว ไม่เข้าถึงทุคติ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจุนที

สัตว์ที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น

ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ
ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้ที่เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ

.

ธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งก็ดี ที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งก็ดี
มีประมาณเท่าใด

วิราคะ คือ ธรรมอันย่ำยีความเมา กำจัดความกระหาย ถอนเสียซึ่งอาลัย เข้าไปตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ นิพพาน

บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น

ชนเหล่าใดเลื่อมใสในวิราคธรรม ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ
ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ฯ

.

หมู่ก็ดี คณะก็ดี มีประมาณเท่าใด

สงฆ์สาวกของพระตถาคต คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น

ชนเหล่าใดเลื่อมใสในสงฆ์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ
ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้ที่เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ

.
ศีลมีประมาณเท่าใด

ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว คือ ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าศีลเหล่านั้น

ชนเหล่าใดย่อมทำให้บริบูรณ์ในอริยกันตศีล ชนเหล่านั้นชื่อว่าทำให้บริบูรณ์ในสิ่งที่เลิศ ก็วิบากอันเลิศย่อมมีแก่บุคคลผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิ่งที่เลิศ ฯ

.

บุญอันเลิศ คือ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุขและกำลัง
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมที่เลิศ

เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ คือ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ
ผู้เป็นทักขิเณยบุคคลชั้นเยี่ยม

เลื่อมใสในพระธรรมที่เลิศ อันปราศจากราคะ
เป็นที่เข้าไปสงบ เป็นสุข

เลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เลิศ เป็นนาบุญชั้นเยี่ยม

ให้ทานในสิ่งที่เลิศ
ปราชญ์ผู้ถือมั่นธรรมที่เลิศ ให้สิ่งที่เลิศ
เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมถึงสถานที่เลิศ บันเทิงใจอยู่ ฯ

โฆษณา

ปัญญินทรีย์

๑๑ พค. ๖๑

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีที่มา

.

ถ้าจะพูดถึง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

.

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.
สังขารในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์นั้น หมายถึง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร

ภวราคะ คุ้นๆมั๊ย หมายถึง อรูปสมาบัติ คือ หากยังไม่แจ้งในความเกิด ความดับ และความเสื่อม ในอรูปฌาน ตลอดทั้งยังมีธรรมที่ยิ่งกว่าอรูปฌาน ได้แก่ นิโรธสมาบัติ เป็นปัจจัยให้ยังมีความยินดีพอใจในอรูปฌานอยู่

เมื่อยังไม่แจ่มแจ้งในความดับในนิโรธสมาบัติ จึงไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของความดับที่มีเกิดขึ้นโดยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ กับความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ

เมื่อเป็นดังนี้ มีโอกาสติดกับดักหลุมพรางกิเลสคิดว่ามี คิดว่าเป็นอริยบุคคลต่างๆ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เมื่อไม่รู้ จึงนำไปบอกเล่าหรือไปสอนคนอื่นๆ เมื่อเจอกับผู้ไม่รู้เหมือนๆกัน เคยสร้างเหตุปัจจัยมาให้เชื่อกัน จึงเป็นที่มาของอามิสบูชาต่างๆ คือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘ มิใช่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดแต่อย่างใด

.
วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ ภพชาติของการเกิดนั้น หมายถึง วิญญาณ ๖

.

หากให้อธิบายถึงรายละเอียด ตลอดทั้งข้อปลีกย่อย
ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในสภาวะทั้งหมด
ต้องนำสภาวะเหล่านี้ทั้งหมด มาอธิบายรายละเอียดก่อน

๑. สมถะ วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

๒. วิปัสสนา หมายถึง ไตรลักษณ์
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต
และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา
หมายถึง การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ มีเกิดขึ้นได้ขณะดำเนินชีวิต และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

และวิโมกข์ ๓ ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เท่านั้น
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

๓. อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

๔. มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

๕. อริยสัจ ๔

.

ถ้าถามว่า ไม่ต้องอธิบายทั้งหมดได้มั๊ย คือ อยากได้แบบย่อ

คำตอบ มีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่า ถ้าบอกแล้ว จะเข้าใจกันได้มั๊ย

แบบย่อ จะหมายเอาเฉพาะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

.

ยกตัวอย่าง เช่น โสดาปัตติผล ซึ่งมีอยู่ในบุคคล ๗ จำพวก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้

ก่อนที่จะอธิบายโสดาปัตติผล ซึ่งมีเรื่องของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณมาเกี่ยวข้อง ที่มีเหตุปัจจัยจาก อินทรีย์ ๕ ที่มีเกิดขึ้น

จะนำสภาวะของโสดาปัตติมรรคมาอธิบายก่อน

.

[๒๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คือ อรูปสมาบัติ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต
อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า
กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า
ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
คำว่า วิโมกข์ในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียดคือ อรูปสมาบัติ หมายถึง ไม่ได้อรูปสมาบัติ
ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ หมายถึง ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ)

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
“ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต”

หมายถึง มีความศรัทธานำหน้า จึงเชื่อในพระธรรมคำสอนที่ทรงตรัสไว้แบบไม่สงสัย
โดยอาศัยอารอ่าน การศึกษาพระธรรมคำสอน การฟังพระธรรมคำสอน และการได้รับคำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

กล่าวคือ ยังไม่แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง
แต่อาศัยความศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จนกระทั่งแจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา

.

.

ทีนี้มาดู โสดาปัตติมรรคอีกประเภท ธัมมานุสารี ที่ไม่ได้วิโมกข์ ๘ แต่ได้รูปฌาน(รูปสมาบัติ) เช่นกัน แต่รายละเอียดของสภาวะมีความแตกต่างกับสัทธานุสารี

[๒๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด
คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น

อีกประการหนึ่งธรรมเหล่านี้
คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น

บุคคลนี้เรากล่าวว่า ธัมมานุสารีบุคคล.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร
เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า

ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรคบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์
อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลาย
ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ดังนี้
เราจึงกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.

.
ตรงนี้ ยังไม่ใช่สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

อาสวะบางเหล่าสิ้นไป หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕

เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา

ดูจากตรงนี้

“อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว
ย่อมควรซึ่งความพินิจ โดยประมาณด้วยปัญญาของผู้นั้น”

ได้แก่ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตต

กล่าวคือ แจ่มแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยตนเอง ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติ และไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอน แต่อาศัยการอ่าน การฟัง คำแนะนำจากกัลยาณมิตร ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปฏิบัติตาม โดยไม่ได้เริ่มต้นจากความศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก่อน

และต้องมีองค์ประกอบตรงนี้อยู่ด้วย คือ อินทรีย์ ๕

“อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมมีแก่ผู้นั้น”

ฉะนั้น คำว่า อาสวะบางเหล่าสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
จึงหมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไม่ใช่เห็นอริยสัจ ๔

.

นี่เป็นเพียงโสดาปัตติมรรค ยังไม่ใช่โสดาปัตติผล
และถึงแม้จะเป็นโสดาปัตติผล คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญานั้น หมายถึง วิโมกข์ ๓

ส่วนการเห็นหรือการแจ้งในอริยสัจ ๔ จะใช้กับความหมายของปัญญินทรีย์เท่านั้น

ความดับ

๑๐ พค.๖๑

คำพูดทำนองนี้ น่าจะเลิกเผยแพร่กันได้แล้วนะ
เพราะทำให้เกิดการเข้าใจผิด และทำให้หลงสภาวะได้

การทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและหลงสภาวะโดยไม่ได้เจตนา
ไม่ว่าจะกระทำกรรมด้วยเหตุปัจจัยใด กรรมนั้นๆย่อมส่งผล ไม่มียกเว้น

.

“สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเท่านั้น ที่จะบรรลุถึงความดับสนิทแห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณดับ เวทนา สัญญา สังขารย่อมดับ

และสมาบัตินี้ พระอนาคามีขึ้นไปเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และการเข้าออกต้องกำหนดเวลาในการออก”

.

คำกล่าวทำนองนี้เกิดจาก ผู้ที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ
ประกอบกับขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิโมกข์ ๘ และบุคคลบัญญัติ ที่เป็นกายสักขี อย่าได้ประมาทกันเชียว เดี๋ยวจะมานั่งน้ำตาตกในวันที่ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ที่เคยคิดว่าได้ มีเหตุปัจจัยให้เสื่อมหายไปหมดสิ้น

.

นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ มีกำลังมาก และสติก็ต้องมีมากเช่นกัน

หากสมาธิที่เกิดขึ้น มีกำลังมากกว่าสติ ก็กลายเป็นการดับในฌานสมาบัติไป

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่ล้ำหน้าสติ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดขณะที่กำลังเข้าสู่ความดับในแต่ละขณะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร แม้ขณะที่ออกจากนิโรธสมาบัติ ก็มีลักษณะเด่นเฉพาะ มีเกิดขึ้นคนละอย่างกับการออกจากฌานสมาบัติ

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำให้รู้ว่า แม้นิโรธสมาบัติ ก็มีเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น ยังมีธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า ย่อมไม่มีความติดใจหรือความยึดมั่นถือมั่นในนิโรธสมาบัติ

นี่แหละถึงเคยบอกไว้ว่า ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌาน ตรงนี้กล่าวในแง่ของความรู้ชัดในเรื่องสมาธิ

การรู้ชัดแจ่มแจ้งในความมีเกิดขึ้น และขณะที่ก่อนที่ความดับจะดับลงไป ระหว่างฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการเกิด ดับ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย

เมื่อมาเจอความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นในอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ซึ่งแรกๆยังไม่รู้หรอกว่าคืออะไร ซึ่งมีความผิดแผกแตกต่างจากความดับในฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง ย่อมแยกแยะได้ว่า ความเกิดและความดับที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะใด แต่ก็ต้องอาศัยการศึกษาในปริยัติ หรือตำราที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ มาเป็นคู่มือในการใช้ในการเรียกสภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นๆด้วย เพื่อจะได้สื่อสารไปในทางเดียวกัน คือ เมื่อรู้แล้ว จะรู้เหมือนๆกัน ไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเริ่มปฏิบัติมาแบบไหนก็ตาม

.

หลักฐานตรงนี้ ที่รู้ชัดด้วยตนเอง สามารถบอกได้เต็มปากว่า

สำหรับบุคคลที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน จนกระทั่งเกิดสภาวะความดับในสมาธิที่เรียกว่า นิโรธสมาบัติมีเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคามี โสดาบันประเภทกายสักขี นิโรธสมาบัติก็สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน

.

ตรงนี้พูดตามสภาวะ อย่ายึดมั่นถือมั่นในความมีความเป็น เกี่ยวกับโสดาบันประเภทกายสักขี แค่หยิบมาใช้ในการอธิบายรายละเอียดเท่านั้นเอง

สภาวะ

๑๐ พค. ๖๑

เดี๋ยวนี้ เวลามองอะไรแบบนิ่งๆเพียงจุดเดียว จะเห็นภาพตรงหน้าเป็นภาพสามมิติ เวลามองอากาศ จะเห็นเม็ดละเอียดจิ๋วๆ เหมือนมีเพชรเม็ดละเอียดกระจายทั่วท้องฟ้า คือไม่ว่าจะมองไปทางไหน ตรงหน้า หรือมองที่ท้องฟ้า เห็นเหมือนกันหมด

บางครั้ง นั่งอยู่ในห้อง มองออกไปนอกห้องตรงระเบียง ยังบอกเจ้านายว่า ดูสิ เหมือนมีเพชรที่ละเอียด ส่งแสงระยิบระยับ

เขาบอกว่า เขามองไม่เห็น

.

ถ้าถามว่า การที่เห็นแบบนี้คืออะไร คำตอบนี้ดูจากพฤติกรรมที่ชอบทำประจำ เช่น ประตูห้องน้ำด้านใน จะติดภาพดอกทานตะวันที่มีหลายๆดอก หลายขนาดเรียงกันในแผ่นภาพเดียวกัน

ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ชอบมองไปที่ภาพ แปบเดียวจะเห็นภาพดอกทานตะวันเป็นภาพสามมิติ

ที่พื้นก็เช่นกัน เมื่อมองนิ่งๆ แปบเดียวจะเห็นเป็นภาพสามมิติ

เวลารอรถสองแถว จะมองโน่นนี่ แล้วมองอากาศตรงหน้า อันนี้จะไม่เป็นภาพสามมิติ เพราะไม่มีวัตถุ เป็นเพียงพื้นที่ว่างๆ ก็จะเห็นความระยิบระยับเต็มไปหมดในอากาศ ไม่มีพื้นที่ว่างในอากาศ

จึงคิดว่า น่าจะเกิดจากพฤติกรรมที่ทำประจำ เนื่องจากสายตาสั้น จะมองอะไรก็ต้องเพ่ง เพ่งไปเพ่งมา กลายเป็นทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ คิดว่าน่าจะเกิดจากตรงนี้นะ

ทีนี้เมื่อมีเกิดขึ้นประจำ เหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิต จากที่เคยมีเกิดขึ้นจากการเพ่ง จึงกลายเป็น แค่มองนิ่งๆ ไม่ต้องเพ่ง สภาวะเหล่านี้ก็มีเกิดขึ้นเอง

.

ถ้าถามว่า รู้สึกนึกคิดอย่างไรกับสภาวะที่มีเกิดขึ้นแบบนี้

คำตอบ ก็ดีนะ เหมือนเป็นการสะสมกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้หวนคิดถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นในสมัยก่อน แต่ยังมีไม่มากเหมือนในสมัยนั้นก็ตาม เรียกว่า ดีกว่าอยู่เปล่าๆ หรือปล่อยให้จิตไม่อยู่กับปัจจุบัน

ไทรอยด์เป็นพิษและหัวใจเต้นผิดจังหวะ(AF)

๑๐ พค. ๖๑

ทุกขเวทนากล้า

.

เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนๆเดิม ตอนที่ใกล้ครบเวลาที่กำหนดไว้(๑ ชม.)

จู่ๆ เป็นตะคริวตั้งแต่เอวขึ้นมาถึงศรีษะ โดยเฉพาะแผ่นหลัง อาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนสมัยสภาวะกายแตก กายระเบิด

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่เคยเจอสภาวะกายแตก กายระเบิด และเป็นตะคริวหนักแบบนี้ คงตกใจกลัว กลัวเป็นอัมพาต

แต่ครั้งนี้ไม่ตกใจ รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะตะคริว รู้สึกเจ็บมาก ยิ่งกว่าเป็นตะคริวที่ขา

หากตอนไหนปวดมาก กำหนดรู้หนอๆๆๆ ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สักพัก อาการที่เกิดขึ้นค่อยๆจางคลายหายไป

.

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้สึกเจ็บกลางหน้าอก เจ็บมากๆ จึงล้มตัวนอนยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ทำแล้ว ยิ่งเจ็บกว่าเดิม เจ็บมากๆ
จนรู้สึกว่า เจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าครั้งที่เจ็บหัวใจ(ตอนที่หัวใจวาย)

เปลี่ยนจากนอน มานั่งที่เก้าอี้ จับชีพจร หัวใจเต้นเร็วมาก จับได้ ๑๒๕ ครั้งต่อนาที ตอนที่รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ หายใจเข้า ช้าๆ ยาวๆ หายใจออก ช้าๆยาวๆ มีภาพผุดขึ้นมา เป็นคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยอาหายใจ(ออนเบิด) อาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นอาการเดียวกันเป๊ะๆ

ยังคงหายใจยาวๆลึกๆ สักพักรู้ชัดที่ตำแหน่งของหัวใจ เหมือนหัวใจถูกแปะไว้ที่หน้าอกด้านนอก เหมือนงอกออกมาจากข้างใน มาอยู่ข้างนอกแทน ยังคงกำหนดรู้ แล้วอาการต่างๆคลายตัวลง

.

ตอนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น ตอนนั้นรู้แค่ว่า เจ็บมากๆ แต่ไม่มีความรู้สึกตกใจหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด จะมีสภาวะเกิดขึ้นสองสภาวะ

๑. ความรู้สึกที่เจ็บมาก เกิดขึ้นทางกาย

๒. ใจที่รู้อยู่นั้น สงบมาก

.

ลมหายใจที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์มากนะ

 

 

๒๑ พค.

อาการเจ็บหัวใจ มีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เจ้านายเลิกพูดละว่าให้ไปหาหมอ เพราะรู้ว่าพูดยังไงเราก็ไม่ไป คือ เราไม่สนใจทั้งการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ แค่อยู่ตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง อย่างที่เคยบอกไว้ ถ้าไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย ถ้าถึงเวลาตาย อะไรก็ฉุดไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ อาจมีคนสงสัยว่า ครั้งล่าสุดที่เจ็บหัวใจมาก ทำไมต่องกำหนดด้วย

คำตอบ การกำหนด “รู้หนอ” พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ทำให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปตามทุกขเวทนาทางกายที่มีเกิดขึ้น

ส่วนครั้งที่แล้ว ก่อนที่จะหัวใจวาย ก็ใช้วิธีกำหนดแบบเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากนั้น ที่มีเกิดขึ้นแตกต่างกัน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

นี่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง การกำหนดให้จิตรู้อยู่กับปัจจุบัน ทำให้ไม่ไหลตามกิเลสที่มีเกิดขึ้น ไม่ให้ค่าให้ความหมายกับสภาวะที่มีเกิดขึ้น เนื่องจากรู้ว่า สภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากไม่กำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่มีเกิดขึ้นแน่นอน คือ อุปทานขันธ์ ๕ เพราะอวิชชาที่มีอยู่ ตัณหาจึงมีกำลังกล้า ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่มีเกิดขึ้น การให้ค่าให้ความหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ทุกๆสภาวะที่มีเกิดขึ้น ไม่แตกต่างกับสมัยที่เรียนหนังสือ การเรียนต้องอาศัยท่องจำ จึงจะทำข้อสอบผ่าน แต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นจากการทำความเพียร ไม่ต้องอาศัยการท่องจำ แต่ใช้ความชำนาญแห่งจิต ในการจดจำสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือ เรียนแล้วจบภพจบชาติ ผิดกับทางโลก เรียนเท่าไหร่ มีแต่การสะสม มากกว่าเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

ตรงนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วย แค่พูดไปตามเนื้อผ้า แต่หาใช่ตามความเป็นจริงที่มีเกิดขึ้นในแต่ละคน ที่ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัย

ไม่เรียนหรือจะรู้ ไม่ดูหรือจะเห็น
ไม่ทำหรือจะเป็น จะรำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย

ทุกสภาวะที่มีเกิดขึ้น ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง
ไม่ได้เกิดจากการให้ค่าให้ความหมาย
หรือจากการทำนายทายทักของใครๆ

จะหลุดจากความหลงได้
มีแต่การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เท่านั้น

 

 

 

๑๖ มิย.๖๑

อีกครั้งกับทุกขเวทนากล้า

เมื่อคืน จู่ๆเกิดอาการเจ็บตั้งแต่บริเวณหน้าอก
จนถึงช่วงท้องน้อย ร้าวไปถึงช่วงหลัง

ครั้งแรกรู้สึกเจ็บเป็นบริเวณกว้าง เจ็บแบบบอกไม่ถูก
เดินไปที่โซฟา จะเอนตัวลงนอนก็ไม่ได้ รู้สึกตึงไปหมด
เดินไปจะนั่งที่เก้าอี้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ
นั่งแล้วอาการดีขึ้น แต่ครั้งนี้นั่งไม่ได้

ตอนที่เจ้านายถามว่า เป็นอะไร ไปรพ.มั๊ย
บอกเขาว่า ไม่ไป แม้แต่จะพูดก็ลำบาก รู้สึกเหมือนคอตีบ
ตอนนั้นรู้สึกเจ็บมาก เจ็บที่หัวใจ ร้าวไปถึงหลัง
พยามกำหนดปวดหนอ นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรกำหนดแบบนั้น
จึงกำหนดรู้หนอ พยายามหายใจยาวๆลึกๆ แบบที่เคยทำ
หายใจก็ลำบาก แน่นไปหมด เหมือนหายใจไม่ค่อยจะออก

ตอนนั้นภายนอกดับหมด รู้ที่กายเพียงอย่างเดียว
รู้ชัดในทุกขเวทนาที่เกิดต่อเนื่อง

นั่งลงกับพื้น ก้มหน้าฟุบกับขอบโซฟา รู้สึกเจ็บหัวใจมาก
ขณะที่ฟุบหน้าอยู่ ที่กำหนดรู้หนอนั้นหายไป

แปบนึง รู้ชัดถึงความว่างที่มีเกิดขึ้น คือ กายหายไปหมด
มีเพียงสองสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่
อาการเจ็บที่กำลังเป็นอยู่ เงียบสงบลงไป
แล้วกลับมารู้ที่กายที่ยังฟุบหน้าอยู่กับขอบโซฟา
ล้มตัวลงนอนยาวกับพื้น ณ ขณะนั้นๆ เงียบสงบมากๆ
นอนไปสักพัก ก็ลุกขึ้น

เจ้านายนั่งทำงานอยู่ เขาเล่าให้ฟังทีหลังว่า
ตอนที่เรากำลังเกิดอาการปวด เขาบอกว่า ตอนแรกตกใจ
เมื่อกี้เห็นยังดีๆอยู่ พอเขาออกมาจากห้องน้ำ เจอเราเป็นแบบนี้ เขาแปลกใจมันเจ็บขนาดนี้เลยหรือ จากที่เขามองเห็น
เขาจึงถามว่า ไปรพ.มั๊ย?

เราบอกว่า สตินี่สำคัญมาก ถึงบอกว่าไม่ไปรพ.
คิดดูละกัน ถ้าไปรพ. ต้องนอนรพ. และต้องเสียค่าใช้จ่าย
คนที่ทำกรรมฐานจนสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว

คนเหล่านั้นจะไม่กลัวตาย ไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด
จะกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน คือ ทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น
ถ้าถึงคราวจะต้องตาย ยังไงก็ต้องตาย
ถ้ายังไม่ถึงคราวที่จะต้องตาย จะกลับมารู้ที่กายเอง

ตอนที่เขาถามว่าไปรพ.มั๊ย ถึงตอบเขาว่า ไม่ไป
เพราะเชื่อในผลของการทำกรรมฐาน การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อในเรื่องของเหตุและผล จะไปห่วงอะไรกับการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่

.

จากทุกขเวทนาครั้งก่อน ก็รู้สึกว่าความรู้สึกที่เคยมีอยู่นั้น(กิเลส) เปลี่ยนไป คือรู้สึกว่าเบาบางลง

ดูจากการกลับไปบ้านครั้งนี้ แม่จะเป็นตัวสอบอารมณ์สำหรับเรา ในเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ไปครั้งก่อนๆ ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร ถ้าเราไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบใจ ความรู้สึกภายในจะมีเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อนๆ มันจะสงบ
แล้วพูดกับแม่ด้วยเสียงปกติ
ตอนที่กลับมา ก็คิดว่า ที่มีอาการแบบนี้
เพราะเริ่มจะชินกับสิ่งที่แม่กระทำเดิมๆซ้ำๆหรือเปล่า
อะไรในทำนองนี้

.

วันนี้ ตอนที่รู้ตัว รู้ที่กายเป็นสิ่งแรก ภายในสงบ
มีปีติ สุข เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

จากทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นหลักฐานยืนยันในสิ่งที่เขียนไว้เมื่อวาน
สมถะและวิปัสสนา มีบทบาทำสำคัญทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และขณะทำกาละ

ถ้าไม่ได้สมถะ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง จิตที่ตั้งมั่นดีแล้วในสัมมาสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ช่วยกดข่มทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หากไม่มีสมาธิ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจะมีมากขนาดไหน คงแทบจะขาดใจตายได้กระมัง คือนึกถึงสมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นจะคมชัดมาก เหมือนโดนเข็มทิ่มแทง

ถ้าไม่ได้วิปัสสนา ผลของการกำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง อาจจะยังยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ว่าเป็นตัวตน ยังคงนึกถึงแม่ พี่น้องหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จิตมีแต่วิ่งแล่นออกนอกกาย ปรุงแต่งไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้ และสิ่งที่ยังเกาะเกี่ยวเอาไว้

 

 

ทุกขเวทนากล้า

๑๐ พค. ๖๑

ทุกขเวทนากล้า

.

เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนๆเดิม ตอนที่ใกล้ครบเวลาที่กำหนดไว้(๑ ชม.)

จู่ๆ เป็นตะคริวตั้งแต่เอวขึ้นมาถึงศรีษะ โดยเฉพาะแผ่นหลัง อาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนสมัยสภาวะกายแตก กายระเบิด

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่เคยเจอสภาวะกายแตก กายระเบิด และเป็นตะคริวหนักแบบนี้ คงตกใจกลัว กลัวเป็นอัมพาต

แต่ครั้งนี้ไม่ตกใจ รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะตะคริว รู้สึกเจ็บมาก ยิ่งกว่าเป็นตะคริวที่ขา

หากตอนไหนปวดมาก กำหนดรู้หนอๆๆๆ ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สักพัก อาการที่เกิดขึ้นค่อยๆจางคลายหายไป

.

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้สึกเจ็บกลางหน้าอก เจ็บมากๆ จึงล้มตัวนอนยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ทำแล้ว ยิ่งเจ็บกว่าเดิม เจ็บมากๆ
จนรู้สึกว่า เจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าครั้งที่เจ็บหัวใจ(ตอนที่หัวใจวาย)

เปลี่ยนจากนอน มานั่งที่เก้าอี้ จับชีพจร หัวใจเต้นเร็วมาก จับได้ ๑๒๕ ครั้งต่อนาที ตอนที่รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ หายใจเข้า ช้าๆ ยาวๆ หายใจออก ช้าๆยาวๆ มีภาพผุดขึ้นมา เป็นคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยอาหายใจ(ออนเบิด) อาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นอาการเดียวกันเป๊ะๆ

ยังคงหายใจยาวๆลึกๆ สักพักรู้ชัดที่ตำแหน่งของหัวใจ เหมือนหัวใจถูกแปะไว้ที่หน้าอกด้านนอก เหมือนงอกออกมาจากข้างใน มาอยู่ข้างนอกแทน ยังคงกำหนดรู้ แล้วอาการต่างๆคลายตัวลง

.

ตอนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น ตอนนั้นรู้แค่ว่า เจ็บมากๆ แต่ไม่มีความรู้สึกตกใจหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด จะมีสภาวะเกิดขึ้นสองสภาวะ

๑. ความรู้สึกที่เจ็บมาก เกิดขึ้นทางกาย

๒. ใจที่รู้อยู่นั้น สงบมาก

.

ลมหายใจที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์มากนะ

เป็นไปเพื่อการตรัสรู้

๘ พค. ๖๑

ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้
เนื่องจาก อินทรีย์ ๕ และ วิญญาณ/ธาตุรู้

.

เสขสูตร
ว่าด้วยพระเสขะและพระอเสขะ
[๑๐๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ

ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ
พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ มีอยู่หรือ?

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน.

.
[๑๐๓๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่
ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ
พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ

ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ
พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะมีอยู่.
[๑๐๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระเสขะ.

.

[๑๐๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค มีอยู่หรือ?

พระเสขะนั้นย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค ไม่มี

ดูกรภิกษุทั้งหลายปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ.

.

[๑๐๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัด ซึ่งอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑

อินทรีย์ ๕ นั้น มีสิ่งใดเป็นคติ
มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล
มีสิ่งใดเป็นที่สุด

ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล
ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ
ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ.

.

[๑๐๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในอเสขภูมิย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นอเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธินทรีย์ … ปัญญินทรีย์

อินทรีย์ ๕ มีสิ่งใดเป็นคติ
มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล
มีสิ่งใดเป็นที่สุด

อริยสาวกผู้เป็นอเสขะถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล
ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัย และตั้งอยู่ในอเสขภูมิ
ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ.

.

[๑๐๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
ภิกษุผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๖
คือ จักขุนทรีย์ ๑
โสตินทรีย์ ๑
ฆานินทรีย์ ๑
ชิวหินทรีย์ ๑
กายินทรีย์ ๑
มนินทรีย์ ๑

อริยสาวกผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดว่า อินทรีย์ ๖ เหล่านี้
จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่มีเหลือ
และอินทรีย์ ๖ เหล่าอื่น จักไม่เกิดขึ้นในภพไหนๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล
ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ
ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระอเสขะ.

จบ สูตรที่ ๓

.

.

ปทสูตร
บทธรรมที่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
[๑๐๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ผู้เที่ยวไปบนพื้นแผ่นดินชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง โลกกล่าวว่า เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยใหญ่

แม้ฉันใด บทแห่งธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้

บท คือ ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดแห่งบทธรรมเหล่านั้น
เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๑๐๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทแห่งธรรมทั้งหลายเป็นไฉน
ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้?

ได้แก่บทแห่งธรรม คือ
สัทธินทรีย์ …
วิริยินทรีย์ …
สตินทรีย์ …
สมาธินทรีย์ …
ปัญญินทรีย์
ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.
จบ สูตรที่ ๔

.

สารสูตร
ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งบทธรรม

[๑๐๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ผู้เที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้า รอยเท้าช้าง โลกกล่าวว่า เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยใหญ่

แม้ฉันใด บทแห่งธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้

บท คือ ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่า เป็นยอดของบทแห่งธรรมเหล่านั้น
เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.

.

[๑๐๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง
จันทน์แดง โลกกล่าวว่า เป็นยอดของไม้เหล่านั้น

แม้ฉันใด โพธิปักขิยธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่า เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น
เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๐๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โพธิปักขิยธรรมเป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ …
วิริยินทรีย์ …
สตินทรีย์ …
สมาธินทรีย์ …
ปัญญินทรีย์

เป็นโพธิปักขิยธรรม
ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.

 

๙ พค.๖๑

อริยสัจ ๔

.

สูกรขาตวรรคที่ ๖
โกสลสูตร
ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรม

[๑๐๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกสลพราหมณคาม ในแคว้นโกศล ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า.

[๑๐๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ดิรัจฉานทุกจำพวก สีหมฤคราช โลกกล่าวว่า เป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น เพราะมีกำลัง มีฝีเท้า มีความกล้า ฉันใด

บรรดาโพธิปักขิยธรรมทุกอย่าง ปัญญินทรีย์
เรากล่าวว่า เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น
เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๐๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โพธิปักขิยธรรมเป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ เป็นโพธิปักขิยธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้
วิริยินทรีย์ … สตินทรีย์ … สมาธินทรีย์ … ปัญญินทรีย์
เป็นโพธิปักขิยธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.
[๑๐๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์ดิรัจฉานทุกจำพวก สีหมฤคราช โลกกล่าวว่า เป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น เพราะมีกำลัง มีฝีเท้า มีความกล้า ฉันใด

บรรดาโพธิปักขิยธรรมทุกอย่าง ปัญญินทรีย์
เรากล่าวว่า เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น
เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.

จบ สูตรที่ ๑

.

มัลลกสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๔
[๑๐๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ ในแคว้นมัลละ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า

[๑๐๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อริยญาณยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น
เมื่อใดอริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔ ก็ตั้งลงมั่น.
[๑๐๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนยอด เมื่อเขายังไม่ได้ยกยอดขึ้นเพียงใด กลอนเรือนก็ยังไม่ชื่อว่า ตั้งอยู่มั่นคง เพียงนั้น เมื่อใด เขายกยอดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นกลอนเรือนจึงเรียกว่า ตั้งอยู่มั่นคง ฉันใด

อริยญาณ ยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ ก็ยังไม่ตั้งลงมั่นเพียงนั้น
เมื่อใด อริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวก เมื่อนั้น อินทรีย์ ๔
ก็ตั้งลงมั่น ฉันนั้นเหมือนกัน

อินทรีย์ ๔ เป็นไฉน?
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑.
[๑๐๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
อันไปตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญา ย่อมตั้งมั่น.

จบ สูตรที่ ๒

กิเลส

๘ พค. ๖๑

สำหรับผู้ไม่รู้ เมื่อได้มาพูดคุยกับเรานั้น
มักจะพูดเหมือนๆกันว่า เนี่ย สอนคนอื่นได้แล้วนะ น่าจะสอนคนอื่นบ้าง

เมื่อก่อน ตอนที่ได้ยิน ภายในนั้น รู้สึกโกรธมาก ไม่พอใจคนพวกนี้มาก ที่ขยันสร้างแต่เหตุปัจจัยของภพชาติการเกิด พอคิดได้ว่า เพราะไม่รู้ เขาจึงคิดแบบนี้กัน อารมณ์ก็สงบลงไปได้

.

ที่ไม่คิดสอนใคร ไม่มีอะไรมาก แค่คำว่า อาจารย์ ที่คนอื่นใช้เรียกเรานั้น สมัยก่อน ฟังแล้วขนพองสยองเกล้า ตัวมานะผงาดหรา ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงไม่ชอบให้ใครเรียกว่าอาจารย์

แต่มียกเว้นกับบางคน ที่ยังไงก็ยอม จะเรียกอาจารย์อย่างเดียว เขาบอกว่า ก็คุณเป็นอาจารย์ของผม คำแนะนำต่างๆที่ให้ผมมาตลอด ทำให้ผมรู้ชัดอะไรขึ้นมาเยอะ ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักคำเรียกพวกนั้นก็ตาม จะไม่ให้ผมเรียกว่าอาจารย์ ผมไม่ยอม เมื่อเจอแบบนี้ ต้องยอมเขา

ประมาณว่า ถ้าพูดคุยกันเรื่องทางโลกโดยทั่วๆไป เขาจะเรียกชื่อเราปกติ แต่พอคุยเรื่องสภาวะ เขาจะเปลี่ยนคำเรียกทันที เขาบอกว่า ตรงนี้ต้องเรียกอาจารย์ละ เพราะกำลังให้คำแนะนำผมเรื่องการปฏิบัติ

สำหรับในตอนนี้ รู้สึกเฉยๆ อยากเรียกอะไรก็เรียกไป ตามใจของผู้เรียก ขึ้นอยู่กับเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา เมื่อเป็นแบบนี้ ตัวมานะ จึงสงบลงไป

.

กิเลสนี่ละเอียดนะ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หากไม่ได้ปฏิบัติมา คงไม่เกิดความรู้ชัดหรือรู้เท่าทันกิเลสที่มีเกิดขึ้น หากไม่รู้ทัน ย่อมหลงกระทำกรรมได้อย่างง่ายตาย ตามแรงผลักดันของตัณหาที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ

.

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ มีบทบาทสำคัญมากทั้งการดำเนินชีวิตและขณะทำกาละ ถึงแม้จะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม คือ ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม เวลาตายก็แตกต่างจากคนทั่วๆไป ที่มีเรื่องของบุญ บาป แม้กระทั่งการทำกรรมฐานมาเกี่ยวข้อง คือเป็นตัวแปรของภพชาติการเกิด

แต่สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ จะมีความผิดแผกแตกต่างจากบุคคลเหล่านั้น คือ ไม่มีเรื่องบุญ บาป หรือกรรมฐานต่างๆมาเกี่ยวข้อง มีแต่สติที่คมชัด มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างต่อเนื่อง เหมือนสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิยังไงก็อย่างงั้น

ฉะนั้น ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ คือ รู้ชัดในรายละเอียดของลักาษณะที่มีเกิดขึ้นที่เรียกว่า ความดับ ที่มีเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ในฌานสมาบัติ(รูปฌาน อรูปฌาน) นิโรธสมาบัติ

เมื่อมีความดับเกิดขึ้นขณะทำกาละ ย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ว่า ความดับที่กำลังจะมีเกิดขึ้นนี้ เป็นความดับที่เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย และเป็นลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของความดับชนิดไหน บุคคลที่รู้ชัดแบบนี้ ย่อมเป็นผู้ที่ไม่มีอุปทาน ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัวต่อสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น แม้มีเกิดขึ้นขณะทำกาละก็ตาม

 

 

เมื่อคืน เจ้านายเปิดยูทูปฟัง มีตอนหนึ่งถึงตอนที่ ผู้ที่รู้จริงจะไม่พูดว่ารู้อะไร

เราบอกเจ้านายว่า งั้นหากรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็เป็นหมันสิ เพราะบอกใครไม่ได้

ตามความจริงแล้ว ผู้ที่รู้จริง จะไม่พูดเรื่องราวทางโลก แต่จะพูดเรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง

.

เหมือนปฏิจจสมุปบาท เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเฉพาะตน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น ได้แก่ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม ไม่ใช่เรื่องของสังคม

สังคมจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของสังคม จะดีหรือเลวก็เป็นเรื่องของสังคม สิ่งที่สามารถทำได้ มีแต่การแผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่เป็นสุข ส่วนจะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

หากมีผู้ใดกล่าวทำนองว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องของ กรรม ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรม จะไม่เสียเวลาคุยด้วยกับผู้นั้น เมื่อปักใจเชื่อแบบนั้น จะไปคุยด้วยทำไม

โยนิโสมนสิการ

๘ พค. ๖๑

สภาวะสัญญา เกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกต่างๆ มีตั้งแต่หยาบจนละเอียด

การจดบันทึก จะทำให้เห็นความผิดแผกแตกต่างของสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น ครั้งนี้รู้แบบนี้ ครั้งต่อๆไปรู้นั้นๆเปลี่ยนไป จนกระทั่งแจ่มแจ้งในที่สุด ธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรกำหนดรู้ อย่าหมายมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้

ทั้งหมดนี้เขียนจากประสพการณ์โดยตรง

ปฏิจจสมุปบาท คำเรียกต่างๆในปฏิจจจะ ล้วนมีสภาวะกำกับอยู่ทุกคำเรียก จะรู้ชัดได้ ต้องเกิดจากจิตภาวนา ไม่ใช่จากการศึกษาเพียงอย่างเดียว

แม้กระทั่งเกิดจากจิตภาวนา ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ไม่ใช่ศึกษาจากการตีความเพียงอย่างเดียวจากอาจารย์ต่างๆที่ยังมีอุปธิ(กิเลส)

สมัยก่อน สิ่งที่เคยจดบันบันทึกมาตลอด มีความผิดพลาดมากมาย คือ เพี้ยนไปจากสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ทำให้ความหมายของคำเรียกนั้นๆ เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสาร ผิดเพี้ยนไปด้วย ทีนี้จะว่ากันก็ไม่ได้ ใครเชื่อใครแล้วแต่เหตุปัจจัย

เช่น เกี่ยวกับ สังขาร วิญญาณ ในปฏิจจะ ก็เคยรู้แบบหยาบๆ คือ คิดว่าเป็นสังขาร วิญญาณในขันธ์ ๕ ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ นี่ก็ผ่านไปอีก

ต่อมาเข้าใจว่า เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านพบเจอมา นี่ก็อีกหนึ่ง เข้าข่ายของวิญญาณ เป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด

สิ่งที่รู้ในตอนนั้นก็รู้เฉพาะตน ที่เกิดจากความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย ขณะทำกาละ แต่ยังขาดการศึกษาพระธรรมคำสอน ซึ่งยังไม่มีเหตุปัจจัยให้เจอสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แบบจำเพาะเจาะจง

การอธิบายความหมาย ตลอดทั้งลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ต้องอธิบายเป็นสเตป ตามลักษะอาการที่มีเกิดขึ้น ไม่ใช่อธิบายแบบสรุปหรือก้าวกระโดด

เมื่อมาเจอพระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับวิญญาณ เหตุปัจจัยของการเกิดวิญญาณ เป็นเหตุให้เกิดการทบทวนสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้น จะเป็นแบบนี้ตลอด กำหนดรู้มาตลอด แต่ก็เขียนออกมาเรื่อยๆ

คำว่า วิญญาณ ที่มีลักษณะอาการเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

วิญญาณในปฏิจจะ ที่มีผู้นำมาใช้กับปฏิสนธิวิญญาณ จึงทำให้ความหมายของวิญญาณผิดแผกไปกว่าเดิมคือ วิญญาณเป็นตัวเวียนว่ายตายเกิด เช่น

๑) มารดาและบิดาในโลกมนุษย์นี้ร่วมกัน
๒) มารดามีไข่สุก
๓) มีสัตว์เข้าไปเกิด
(มหาตัณหาสังขยสูตร)

ข้อสอง หากปราศจากวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา
นามธรรมและรูปธรรมแห่งความเป็นมนุษย์
ย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้
(มหานิทานสูตร)

คำว่า วิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา หากตีความตามตัวหนังสือ อาจเข้าใจว่า น่าจะใช่ปฏิสนธิวิญญาณ ตามที่เคยอ่านมา

แต่เมื่อมาศึกษาพระธรรมคำสอน กลับกลายเป็นคนละเรื่องกัน

ความมีเกิดขึ้นของชีวิต เกิดจาก ธาตุ ๖ ซึ่งมีวิญญาณธาตุประกอบอยู่ด้วย

[๑๒๐] วิญญาณธาตุ เป็นไฉน

จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ
ฆานวิญญาณธาตุ
ชิวหาวิญญาณธาตุ
กายวิญญาณธาตุ
มโนวิญญาณธาตุ

นี้เรียกว่าวิญญาณธาตุ

อะไรที่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง อย่าไปฟันธงว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่
จะกลายเป็น สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า แทนที่ฟังแล้ว อ่านแล้ว จะเกิดการคิดพิจรณา
กลับกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นไปทันที

ถ้าคิดคนเดียวก็แล้วไป แต่เมื่อนำไปสนทนากับผู้อื่นที่มีความเห็นต่าง
เมื่อไม่รู้ทันตัณหาที่กำลังมีเกิดขึ้น แทนที่จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
กลับกลายเป็นวิวาทะไปทันที ยิ่งต่างฝ่ายต่างถูกอวิชชาปิดกั้นไป ถ้าเป็นในเนต อย่างมากแค่ถกเถียงกัน หรือถึงขั้นด่าทอกันก็มี แต่ในโลกของความจริง อาจมีเกิดขึ้นมากกว่านั้น

อวิชชา สังาร วิญญาณ

๖ พค. ๖๑

ยังคงมีความรู้สึกประหลาดใจอยู่
หลายครั้งต่อหลายครั้ง เวลาที่สัญญาจะเกิด ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ไม่มีการเริ่มต้นจากคำเรียกนั้น มักจะเป็นคำเรียกอื่นๆก่อนเสมอ

แล้วจิตจะวิตกวิจารณ์ มือก็คลิกๆหาอ่านโน่นนี่ แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอกับคำเรียกนั้นๆอีกครั้ง(ซึ่งลืมไปแล้ว) พอได้อ่านอีกครั้ง จะมีภาพผุดขึ้นมา เรียงลำดับเหตุปัจจัยของความมีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

อ่านเจอคำกล่าวทำนองว่า การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับ บัญชาได้

อ่านแล้วก็ค้านในใจว่า การบรรลุ มรรค ผล นิพพานนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ส่วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.
จากนั้นหานั่นนี่อ่าน เกี่ยวกับหัวใจพระพุทธศาสนาที่มีคนนำมาสนทนากัน ยังคงอ่านไปเรื่อยๆ จนเจอเรื่องโลกธรรม ๘ อีกครั้ง ทำให้เกิดการทบทวนความมีเกิดขึ้นของโลกธรรม ๘ อีกครั้ง

คราวนี้มีภาพผุดขึ้นมา
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

.
หากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี
สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นแบบนี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส แล้ววกกลับไปเริ่มต้นที่ผัสสะใหม่

หากเป็นอรหันต์ จะมีแค่ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา(อุเบกขา)
ส่วนผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ยังคงให้ผลอยู่ ได้แก่ ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) เพียงแต่ผลของกรรมนี้สิ้นไป เพราะไม่สามารถทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้ สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

ทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ นี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน
จนวันนี้มีเหตุปัจจัยให้ไประลึกถึงอีก

“วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ คือ การตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าในอนุปัสสนาทั้ง ๔ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ตามที่สมเด็จพระทศพลเจ้าทรงพระกรุณาประทานไว้ในพระสูตรต่างๆ โดยเฉพาะพระมหาสติปัฏฐานสูตร

เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นอาทิ พระวิปัสสนาญาณอันประเสริฐ จักเกิดขึ้นในสันดานของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีวาสนาบารมี ตั้งแต่พระวิปัสสนาญาณขั้นต้น จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณในที่สุด”

สมัยที่อ่านในตอนนั้น มีความรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าด้วย แล้วทำไมต้องเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ เข้าใจละว่าทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้า

.

จิตกระหวัดไปถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ(หัวใจวาย) ขณะนั้น ถึงแม้ทุกขเวทนาจะแรงกล้า แต่สติคมชัดยิ่งนัก มีความรู้สึกตัวตลอด ใช้การกำหนดรู้หนอ จะได้มีสติรู้ทันเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่รู้จะทำแบบไหน

สภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ ทำให้รู้ว่า เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นมีกำลังมาก ความรักตัวกลัวตาย ย่อมมีเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยังไม่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร(กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร)
หมายถึง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
บางคนเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นทางตา
ได้ยินเสียงทางหู
ได้กลิ่นทางจมูก
ได้รู้รสทางลิ้น
ได้สัมผัสทางกาย
และทางมโนทวาร

บางคนอ่านแล้วเอ๊ะ ทำไมเหมือนผัสสะ ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ
ตรงนี้คนละอย่างคนละสภาวะกัน
ผัสสะ เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของผัสสะ/สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.
ส่วนตรงนี้เป็นเรื่องของในอดีต คือ กรรมในอดีตที่เคยกระทำไว้ ขณะจะทำกาละ มีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น แม้กระทั่งการทำกรรมฐานจนเกิดความรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน

บางที่ใช้คำว่า หวนระลึกถึง บุญ บาป ที่เคยกระทำไว้

.

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
วิญญาณตรงนี้หมายถึง วิญญาณ ๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา
ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ
ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป
ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ

.

นี่เป็นความผิดแผกแตกต่างของผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องของวิบากกรรม หรือผลของกรรม ได้แก่ โลกธรรม ๘

กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะทำกาละ ซึ่งจะเรียกทางอ้อมว่า ผัสสะ ก็ได้
แต่ถ้าเรียกแบบนั้น จะทำให้ความหมายใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ เปลี่ยนไป

เพราะอวิชชา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของผลของกรรมที่เป็นโลกธรรม ๘

แต่เป็นเรื่องของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เคยกระทำไว้

คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

Previous Older Entries Next Newer Entries

สิงหาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: