สัพพโลเกอนภิรตสัญญา และความหมาย

สัพพโลเกอนภิรตสัญญา
และความหมายของสัพพโลเกอนภิรตสัญญา
เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์

ดูกรอานนท์ สัพพโลเกอนภิรตสัญญาเป็นไฉน

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละอุบาย และอุปาทานในโลก
อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็นอนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น

ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้ว เพราะอาศัยอะไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจ อันอบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับความวิจิตรแห่งโลก
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่
เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ
ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันไม่อบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมไหลไปในความวิจิตรแห่งโลก หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อันเราไม่เจริญแล้ว
คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่
เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากว่าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับความวิจิตรแห่งโลก
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอันเราเจริญแล้ว
คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น
ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด
เรากล่าวแล้ว เพราะอาศัยข้อนี้ ฯ

 

 

ความหมายของสัพพโลเกอนภิรตสัญญา
เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์

สังคัยหสูตรที่ ๑

[๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้ ที่บุคคลไม่ฝึกฝน
ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมนำทุกข์หนักมาให้

ผัสสายตนะ ๖ ประการเป็นไฉน
คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่บุคคลไม่ฝึกฝน
ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมนำทุกข์หนักมาให้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้แล ที่บุคคลไม่ฝึกฝน
ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมนำทุกข์หนักมาให้ ฯ

[๑๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้ ที่บุคคลฝึกฝนดี
คุ้มครองดี รักษาดี สำรวมระวังดีแล้ว ย่อมนำสุขมากมาให้

ผัสสายตนะ ๖ เป็นไฉน
คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่บุคคลฝึกฝนดี
คุ้มครองดี รักษาดี สำรวมระวังดีแล้ว ย่อมนำสุขมากมาให้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ ประการนี้แล ที่บุคคลฝึกฝนดี
คุ้มครองดี รักษาดี สำรวมระวังดีแล้ว ย่อมนำสุขมากมาให้

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ฯ

[๑๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลไม่สำรวมผัสสายตนะ ๖ นั่นแหละ
เว้นการสำรวมในอายตนะใด ย่อมเข้าถึงทุกข์
บุคคลเหล่าใด ได้สำรวมระวังอายตนะเหล่านั้น
บุคคลเหล่านั้น มีศรัทธาเป็นเพื่อนสอง ย่อมเป็นผู้อันราคะไม่ชุ่มอยู่

บุคคลเห็นรูปที่ชอบใจและเห็นรูปที่ไม่ชอบใจแล้ว
พึงบรรเทาราคะในรูปที่ชอบใจ และไม่พึงเสียใจว่า รูปไม่น่ารักของเรา

ได้ยินเสียงที่น่ารักและเสียงที่ไม่น่ารัก พึงสงบใจในเสียงที่น่ารัก
และพึงบรรเทาโทสะในเสียงที่ไม่น่ารัก และไม่พึงเสียใจว่า เสียงไม่น่ารักของเรา

ได้ดมกลิ่นที่ชอบใจอันน่ายินดี และได้ดมกลิ่นที่ไม่สะอาด ไม่น่ารักใคร่
พึงบรรเทาความหงุดหงิดในกลิ่นที่ไม่น่าใคร่ และไม่พึงพอใจในกลิ่นที่น่าใคร่

ได้ลิ้มรสที่อร่อยเล็กน้อย และลิ้มรสที่ไม่อร่อยในบางคราว
ไม่พึงลิ้มรสที่อร่อยด้วยความติดใจ และไม่ควรยินร้ายในเมื่อลิ้มรสที่ไม่อร่อย

ถูกสัมผัสที่เป็นสุขกระทบเข้าแล้ว และถูกผัสสะที่เป็นทุกข์กระทบเข้าแล้ว
ไม่พึงหวั่นไหวในระหว่างๆ ควรวางเฉยผัสสะทั้งที่เป็นสุข ทั้งที่เป็นทุกข์ทั้งสอง ไม่ควรยินดี ไม่ควรยินร้าย

เพราะผัสสะอะไรๆ นรชนทั้งหลายที่ทรามปัญญา  มีความสำคัญในกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า
ยินดีอยู่ด้วยกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้า เป็นสัตว์ที่มีสัญญา ย่อมวกเวียนอยู่

ก็บุคคลบรรเทาใจ ที่ประกอบด้วยปัญจกามคุณทั้งปวงแล้ว
ย่อมรักษาใจให้ประกอบด้วยเนกขัมมะ

ใจที่บุคคลเจริญดีแล้วในอารมณ์ ๖ อย่างนี้ ในกาลใด ในกาลนั้น
จิตของบุคคลนั้น อันสุขสัมผัสกระทบเข้าแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวในที่ไหนๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายปราบราคะและโทสะเสียแล้ว
ย่อมเป็นผู้ถึงนิพพานซึ่งเป็นฝั่งข้างโน้นแห่งชาติและมรณะ ฯ

.
หมายเหตุ;

“บุคคลเหล่านั้น มีศรัทธาเป็นเพื่อนสอง”

 กล่าวคือ มีความศรัทธาในพระธรรมคำสอนและปฏิบัติตาม
โยนิโสมนสิการ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย

 

ย่อมได้ความวางเฉยว่า
ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา
ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา
เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

.

[๒๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงละสิ่งนั้นเสีย
สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย
จักษุนั้น อันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
หู …จมูก … ลิ้น … กาย … ใจ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย
ใจนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนพึงนำหญ้า กิ่งไม้และใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวันนี้ไป
หรือพึงเผา หรือพึงทำตามสมควรแก่เหตุ

เธอทั้งหลายพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ชนนำพวกเราไป
หรือเผา หรือทำพวกเราตามสมควรแก่เหตุ ดังนี้บ้างหรือหนอ

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หาเป็นดังนั้นไม่ พระเจ้าข้า ฯ
พ. ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร

ภิ. เพราะเหตุว่า หญ้าเป็นต้นนั้นมิได้เป็นตน
หรือเป็นของเนื่องด้วยตนของข้าพระองค์ทั้งหลายเลย พระเจ้าข้า
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย
จักษุนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
หู … จมูก … ลิ้น … กาย … ใจ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย
ใจนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

[๒๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย
สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

เสียง… กลิ่น… รส… โผฏฐัพพะ…
ธรรมารมณ์ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละธรรมารมณ์นั้นเสีย
ธรรมารมณ์นั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนพึงนำหญ้า กิ่งไม้และใบไม้ที่มีอยู่ในเชตวันนี้ไป
หรือพึงเผา หรือพึงทำตามสมควรแก่เหตุ
เธอทั้งหลายพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ชนนำพวกเราไป
หรือเผา หรือทำตามสมควรแก่เหตุ ดังนี้ บ้างหรือหนอ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า หาเป็นดั่งนั้นไม่ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

ภิ. เพราะเหตุว่า หญ้าเป็นต้นนั้นมิได้เป็นตน
หรือเป็นของเนื่องด้วยตนของข้าพระองค์ทั้งหลายเลย พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล
รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย
รูปนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข

เสียง… กลิ่น… รส… โผฏฐัพพะ…
ธรรมารมณ์ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละธรรมารมณ์นั้นเสีย
ธรรมารมณ์นั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ

โฆษณา

อาหาเรปฏิกูล และความหมาย

อาหาเรปฏิกูล และความหมายของอาหาเรปฏิกูล
เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์

.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากันไม่คลี่ออก ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในตัณหาในรส หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันเราไม่ได้เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น

ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายอาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้ ฯ

.

.

ความหมายของอาหาเรปฏิกูล
เมื่อนำมากล่าวในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์

๑. อาหารสูตร

[๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ เหล่านี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว
หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ ผู้แสวงหาที่เกิด
อาหาร ๔ เป็นไฉน คือ

[๑] กวฬิงการาหารหยาบ หรือละเอียด
[๒] ผัสสาหาร
[๓] มโนสัญเจตนาหาร
[๔]วิญญาณาหาร

อาหาร ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไป
เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว
หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
[๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ
มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด

อาหาร ๔ เหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น
มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด

ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น
มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด

ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น
มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด

ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นที่ตั้งขึ้น
มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด

ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น
มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด

ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น
มีวิญญาณเป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด

ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มีสังขารเป็นที่ตั้งขึ้น
มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด

ก็สังขารเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด
สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ … ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
[๓๐] ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ …
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

.

หมายเหตุ;

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการคิดพิจรณาแบบนี้
กำลังนึกถึงเกี่ยวกับโสดาบัน
สำหรับผู้ไม่รู้ เปรียบเสมือนอาหารอันโอชะ
เป็นปัจจัยให้อุปกิเลสมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ข้อดีคือ ทำให้พยายามรักษาข้อวัตรต่างๆ
ข้อเสียคือ ทำให้จมแช่อยู่แค่นั้น เพราะอโยนิโสมนสิการ

.
สำหรับผู้ที่รู้แล้ว สักแต่ว่าเท่านั้นเอง
ตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยของภพชาติการเกิด
ความมีเกิดขึ้นแห่งภพ ไม่ต่างกับมูตกับคูถ
เฉกเช่นเดียวกันกับอาหาเรปฏิกูล

หัวใจเต้นระริก(AF)

15 ตค.

วันนี้จนท.จากแผนกหัวใจโทรฯมาแจ้งว่า วันที่ 25 ตค.นี้ เดิมนัดทำแอคโค เพียงอย่างเดียว แล้วนัดอีกครั้งวันที่ 30 ตค. เพื่อส่องกล้อง หากไม่เจอลิ่มเลือดให้หัวใจ จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่เป็นอยู่(โรค AF)

หมอเปลี่ยนแปลงการนัด ทำทุกอย่างในวันที่ 25 ตค.
การเตรียมตัว งดน้ำ งดอาหาร หลังเที่ยงคืน นอนรพ.ห้องไอซีญู 1 คืน แล้วหากต้องมีการรักษาอย่างไรต่อ หมอจะบอกอีกที

.
ตกลงสิทธิบัตรทองของรพ.แพทย์ปัญญาใช้ไม่ได้ เพราะคลีนิคที่เคยรักษาอยู่ รพ.แพทย์ปัญญาได้ถอนคอนแทคออก ตอนนี้คลีนิคที่ใช้รักษาอยู่ มีคอนแทคกับรพ.พระมงกุฏ

เรารู้ดีว่ารพ.รัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร
หากไม่มีคนที่รู้จักในรพ.นั้น อะไรๆค่อนข้างทุลักทุเล
กล่าวคือ ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ ไม่คิดจะไปรักษา

.
นับว่าเป็นเหตุดีอีกอย่าง ที่ในปัจจุบันมีรพ.จุฬาภรณ์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ถึงแม้จะต้องเสียเงินเองก็ตาม อย่างน้อย ค่ายาและค่ารักษา ยังพอเหมาะพอควร พอที่จ่ายได้ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเหมือนรพ.เอกชน

ในความรู้สึกส่วนตัว รพ.เอกชน เหมาะสำหรับการใช้งานแบบฉุกเฉิน แต่ถ้ามีการรักษาระยะยาว ต้องเปลี่ยนรพ. เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เหมือนที่เราทำในตอนนี้

.

สำหรับฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของท่าน ตรงนั้นไม่สนใจ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ทุกคนจะอยู่สูงหรืออยู่ต่ำ มีค่าเท่ากัน ไมแ่แตกต่างกัน แตกต่างแค่ฐานะหรือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่

แต่ท่านใช้วิกฤติเป็นโอกาส โดยการคิดค้นหาวิธีการรักษาการเจ็บป่วยที่ท่านเป็นอยู่ ประชาชนแบบเราๆก็เลยได้รับอานิสงส์ตรงนั้นไปด้วย

.

เรื่องการพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อนฝูง อย่างที่เคยบอกไว้ พึ่งพาใครไม่ได้ ซึ่งมีเหตุเดียวคือ เพราะไม่เคยคิดจะพึ่งพาใคร จะสู้ด้วยตัวเอง ยืนบนลำแข้งตัวเองมาตลอด จะคิดพึ่งพานอกตัวก็ต่อเมื่อจนหนทางแล้วจริงๆ

ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ว่าจะแม่ ญาติพี่น้อง ลูก หรือเพื่อน ที่เราสามารถพึ่งพาได้นั้น มีอยู่นะ ไม่ใช่ไม่มี บางที่คำพูดที่เราพูด อาจดูเหมือนว่าไม่มีใคร ตามความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น

เพียงจะบอกว่า การทำความเพียร เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เวลาทำอะไร จะคิดพิจรณาตลอด หากคิดยืมจมูกคนอื่นหายใจ เวลาเจอปัญหา ก็คิดแต่ถึงคนอื่น มากกว่าเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วเมื่อไหร่ ใจจะเป็นอิสระจากบ่วงต่างๆได้

เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม

 

16 ตค.

เห็นอัตภาพร่างกายนี้ โดยความเป็นทุกข์

.
เช้านี้ จู่ๆ เจ็บหัวใจ ตามมาด้วยแน่นกลางอก ทนสักพัก จนกระทั่งทุเลา จึงไปรพ.ราม หาหมอคนเดิม ตามที่นัดไว้ อีกอย่าง อยากจะถามเรื่องยาด้วย หน้าอกก็มาเจ็บวันนี้พอดี มีเหตุจริงๆ

ก่อนพบหมอ ได้ทำ EKG ตอนพบหมอ หมอบอกว่า การเต้นหัวใจยังเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นเลย

เล่าอาการเมื่อเช้าให้หมอฟัง หมอสั่งเจาะเลือดว่ามีหัวใจตีบหรือเปล่า พอได้ผลเลือดมา หมอบอกว่า ค่าบอกว่า ไม่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ น่าจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นำยาที่หมอหัวใจและหมอไทรอยด์ ให้กิน บอกหมอว่า หมอไทรอยด์ ให้งดยาเก่าทั้งหมด ให้กินยาตัวใหม่ methimazone 5 mg 3 เม็ด หลังอาหารเช้า

หมอถามว่า ค่าไทรอยด์ขึ้นเหรอ
เราบอกว่า เห็นหมอไทรอยด์บอกว่า ปกติ แล้วเปลี่ยนยาตัวใหม่ ยาตัวเก่าptu ให้งด รวมทั้งยาลดการเต้นของหัวใจinderal หมอบอกว่า ใจไม่สั่น ไม่ต้องกิน

หมอฟังแล้ว พูดว่า ทำไมมางดยาของหมออื่น อีกอย่าง ยาตัวใหม่ไทรอยด์น่ะ ยาตัวนี้เป้นยาstep 2 เตรียมสำหรับคนกลืนแร่ ยาที่หมอให้เรากิน เป็นยาstep1 ถ้าไทรอยด์ดีขึ้นหรือปกติ ก็ลดจำนวนกินลง ไม่ใช่ไปเพิ่มขนาดของยาให้แรงขึ้น

สรุป หมอให้กินยาไทรอยด์ตัวเดิม แต่ลดเหลือ 3 เม็ด กินมื้อเดียวในตอนเช้า ยาลดการเต้นของหัวใจให้กินต่อ ห้ามงด และยาตัวใหม่ที่หมอหัวใจที่จุฬาภรณ์สั่งเพิ่มมา ให้กินต่อ สังเกตุด้วยว่า ถ้าความดันต่ำกว่า 90 ให้หยุดยาชั่วคราว หรือชีพจรเต้นต่ำกว่า 50 ก็ให้หยุดยาชั่วคราว เพราะยาัวนี้ทั้งลดความดันและลดการเต้นของหัวใจ อาจมีผลข้างเคียงได้

เราบอกว่า ขอรักษาไทรอยด์กับหมอเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการตรวจหัวใจที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เราสู้ไม่ไหว ขอรักษาที่จุฬาภรณ์

หมอบอกว่า ได้นะ ขอผลการตรวจมาให้หมอดูด้วยนะ

คือได้เล่าให้หมอฟังว่า หมอที่จุฬาภรณ์ นัดวันที่ 25 นี้ ทำแอคโค่ แล้ววันที่ 30 นัดส่องกล้อง ถ้าไม่มีลิ่มเลือด จะช๊อตไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ นอนรพ. 1 คืน

.

วันนี้ค่าตรวจ ค่าแล็ป ค่าบริการ ไม่มียากิน เพราะยายังมีอยู่เยอะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1938 บาท ก็ยังดีกว่ามียานะ ราคายาต่างกันมาก คือ ก็เข้าใจนะว่า นี่เป็นเอกชน อย่างน้อย ราคาค่ารักษายังถูกกว่าที่เวชาธานี

.
รู้สึกเหนื่อยใจ พรุ่งนี้ต้องไปติดต่อรพ.แพทย์ปัญญา เพื่อขอใบส่งตัวไปรับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์ ดีนะที่ยังมีบัตรทอง ถ้าไม่มีล่ะก็ ต้องเสียเงินอีกเยอะ

รู้สึกขอบคุณ รัฐบาลคุณทักษิณ ที่มีหมออยู่ในกลุ่มด้วย  คุณหมอสงวน  จึงได้มีโครงการณ์นี้เกิดขึ้น

 

 

18 ตค.

สิ่งที่ได้จากการรักษาตัวคือ การทำกรรมฐาน รักษาทุกโรค
โรคต่างๆ ล้วนเกิดจากใจเป็นหลัก กายเป็นรอง
หากรักษาใจได้ การเจ็บป่วยทางกายไม่ใช่ปัญหา
ค่อยๆใช้สติ ปัญญาในการแก้ไข คิดพิจรณาเนืองๆ
เพื่อหาทางที่จะอยู่กับสภาวะนั้นๆได้

.

การรักษามี 2 ประเภท

1. รักษา เพราะความกลัว กลัวเป็นนั่นนี่

2. รักษา เพื่อบรรเทา ไม่มีความกลัวแต่อย่างใด

การที่เรารับการรักษานั้น เพื่อบรรเทา ไม่ได้กลัว
รักษาเท่าที่รักษาได้ แบบไม่ต้องมาทรมาณสังขาร

.
เริ่มต้นจากความไม่รู้ ต้องเสียค่าครูก่อน
คือเสียทรัพย์สิจะมีอะไร แบบเอาสะดวกไว้ก่อน
ทีนี้เริ่มจะรับมือไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หาทางออกให้กับตัวเอง เริ่มหาข้อมูลในทางเลือกอื่นๆ

เจอทางเลือกใหม่ ก็ติดขัดอีก
เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ถึงจะไม่มากเหมือนที่เก่าก็ตาม
กลับมาเริ่มใหม่ทีละขั้น ติดต่อสิทธิบัตรทองก่อน
ปรากฏว่า รพ. แพทย์ปัญญา ได้ถอนคอนแทคกับคลีนิคนี้ไปแล้ว
ตอนนี้ต้องขึ้นตรงกับรพ.พระมงกุฏอย่างเดียว

สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่า รพ.พระมงกุฏ เป็นของรัฐบาล
คนไข้เยอะมาก ที่เคยเจอมาเรื่องการจองบัตรคิวเข้าตรวจ
จะยุคสมัยไหน เหมือนกันหมด ถ้าไม่เรียงตามคิว คงวุ่นวาย
แต่ก็มีพวกใช้สิทธิพิเศษลัดคิวไปก็มี

วันนี้โทรฯติดต่อกับสายด่วนศูนย์หัวใจสิริธร
ตรงนี้ติดต่อได้ไว เพราะเป็นมือถือ

สอบถามข้อมูลทั้งหมดกับจนท.
ปรากฏว่า จะเข้ารพ.อื่นได้ ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
เพราะทางรพ.พระมงกุฏ สามารถรักษาโรคนี้ได้
นึกถึงคิวอันยาวเหยียด นึกถึงต้องเปลี่ยนหมอใหม่
นึกถึงยา ที่อาจถูกเปลี่ยนใหม่อีก แล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย
เหมือนเริ่มต้นรักษาใหม่อีกครั้ง ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม กับสิ่งที่เพิ่งเจอผ่านมา

.
ตัดสินใจว่า เอาละ ต้องคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่
โทรฯถามเรื่องค่าใช้จ่ายว่า พอที่จะรับมือได้มั๊ย
ถ้าไม่ไหว ขอเลือกกินยาเพื่อประทังอาการไว้ก่อน

ช่วงนี้ ออกจะดูวุ่นๆกับการเจ็บป่วย
กรรมฐานน่ะยังเหมือนเดิม
แต่เริ่มยืนกับเดินระหว่างวันมากขึ้น

อาหาร หลักๆ เค็มน้อย
หลีกเลี่ยงแบบสำเร็จรูป ทำอาหารกินเอง
ของที่กินทุกอย่าง ดูส่วนประกอบของเกลือเป็นหลัก

มาม่า ราเม็ง ก๋วยเตี๋ยวตามร้าน มีเกลือสูง ให้หลีกเลี่ยง
แต่ถ้าอยากกินจริงๆ ไม่กินบ่อย

ชาไทย ชาเขียว หากอยากกินจริงๆ
อาทิตย์หนึ่งค่อยกินสักครั้ง

โปรตีน เน้นไข่เป็นหลัก กินเหมือนที่เคยกิน ไม่เพิ่มปริมาณ ไข่ วันละ 3-4 ฟอง ถือว่า พอแล้ว ดื่มโปรตีนเสริม วันละหนึ่งช้อน

ข้าว ปกติหุงกินเอง
เป็นข้าวกล้องผสมกับข้าวกล้องงอก และควินัว

 

โลก

2 ตุลาคม 61

วันนี้ไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างนั่งรอผลเลือด มองออกไปด้านนอก
เห็นคนนอนรถเข็น สายระโยงระยาง มองแล้วก็ปลง ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกินจากนั้น ก็เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม ที่ได้กระทำลงไป เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
กว่าจะรู้ หลงสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ไหวจะเคลียร์

หลังจากหมอตรวจเสร็จ แล้วบอกถึงสิ่งที่จะให้เราทำต่อ พร้อมกับแจ้งราคาค่าใช้จ่าย
เราฟังแล้วก็คิดพิจรณา ชีวิตคนเรานี่ ๑ ชีวิต ราคาถูกกว่าซื้อควายหนึ่งตัว ชีวิตคนเรามีค่าแค่นี้เองเหรอ

เหตุที่ควายราคาแพง ตอนมีชีวิตอยู่ นำไปใช้งานได้ เวลาตาย เนื้อก็นำมาขายได้
ส่วนคนตาย ตายแล้วก็แล้วกัน ให้ฟรี ก็ไม่มีใครอยากได้ ยกเว้นบริจาคที่รพ. เพื่อเป็นอจ.ใหญ่

ทางเลือกสำหรับตัวเอง
หมอบบอกว่ามีสองทางเลือก
เพราะอาการหัวใจที่เป็นอยู่ น่าจะเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน

ตามหลักแล้ว ไทรอยด์เป็นพิษ
ถ้าผลเลือดกลับมาปกติ หัวใจจะกลับมาเต้นปกติ
แต่หัวใจเรายังคงเต้นผิดปกติ

.
นี่เปลี่ยนยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่
ตัวเก่ากินแล้วมีผลข้างเคียง

ครูมาสอนคือ ไม่ต่างกับหนูทดลองยา
แต่ทำไงได้ อย่างน้อยไม่ต้องทรมาณแบบเมื่อก่อน

เมื่อก่อน เวลาที่เจ็บหัวใจแต่ละครั้ง
อาการเหมือนจะน็อคอยู่เรื่อย
ตั้งแต่กินยามา อาการเจ็บหัวใจยังมีอยู่
แต่ไม่รุนแรงแบบเมื่อก่อน คือเจ็บแบบยังรับมือได้

 

 

3 ตุลาคา 61

เมื่อคืนเล่าให้เจ้านายฟังถึงสิ่งที่หมอบบอกว่า รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ เป็นค่าส่องกล้องหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าเจอสะเก็ดเลือด ค่าช๊อตไฟฟ้าหัวใจ ค่านอนรพ. 1 คืน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ห้าถึงหกหมื่นบาท
ถ้าไม่เจอ ก็ไม่รู้ว่าหมอจะคิดรักษาแบบไหนต่อ

เมื่อวาน หลังจากได้ยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่เพิ่มมาอีกตัว ค่ายาตัวนี้แพงมาก
ยาแค่ 26 เม็ด ราคาประมาณสองพันบาท

ยาตัวนี้กินหลังอาหารเช้า-เย็น หลังจากกินยาตัวนี้ไป มีอาการเจ็บหัวใจ
เมื่อคืนเจ็บหัวใจเกือบทั้งคืน แต่ก็ทนได้ เพราะที่เคยเจ็บมา เคยเจ็บมากกว่านี้

.
สติ สัมปชัญญะ ทำให้เกิดการคิดพิจรณา

เมื่อคืน ขณะที่เจ็บหัวใจ ก็คิดพิจรณาไปด้วย เกี่ยวกับยาที่เคยกิน
กินแล้ว อาการเจ็บหัวใจเบาลง ไม่เกิดบ่อย

พอหมอเพิ่มยาละลายลิ่มเลือดทีไร จะเป็นแบบนี้ทุกที
คือ เจ็บหัวใจมากกว่าเดิม และมีเกิดขึ้นบ่อย

ก็คิดนะว่า เกี่ยวกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น มองเป็นเรื่องของสภาวะ
พยายามหลบหลีกสภาวะหนึ่ง ก็มาเจอสภาวะหนึ่งแทน

กล่าวคือ ได้หลีกเลี่ยงการเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ(เต็มรูปแบบ)
เพราะความที่ไม่อยากรู้เห็นอะไร แต่หันมานั่งสมาธิบนโซฟาแทน
ผลคือ อาการขาแข็งที่มีเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้นั่งขัดสมาธิที่พื้น เส้นก็เลยยึด

เช้านี้บอกเจ้านายว่า ตัดสินใจจะใช้กรรมฐานรักษาตัวแบบที่เคยทำมา
จะกลับมาเดินจงกรมต่อด้วยนั่งสมาธิที่พื้น เหมือนที่เคยทำ
คือ มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด
ต่อให้พยายามรักษาแค่ไหน ก็หนีไม่พ้น

.
กรรมของการฆ่าปู

เล่าให้เขาฟังว่า น่าจะเป็นผลของกรรมในอดีต ที่เคยฆ่าปู สมัยอยู่ที่ปากน้ำ เป็นคนชอบกินปู
ตอนนั้นซื้อปูทะเลที่ตลาด แม่ค้าบอกว่าปูตายแล้ว ตอนที่ซื้อมาเหมือนปูตายแล้วจริงๆ
แต่ตอนที่นำไปต้มนี่สิ ปูยังไม่ตาย ไต่ขึ้นปากหม้อหนีน้ำร้อน

จับปูขึ้นมา แล้วใช้อีโต้สับครึ่งตัว แล้วนำไปต้มต่อ หลายตัวเหมือนกันนะ
หลังจากนั้นมา เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก แรกๆไม่ได้คิดอะไร สงสัยว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
วานให้พี่ที่ทำงานทำ EKG ตรวจคลื่นหัวใจให้ แล้วนำไปขอให้หมอช่วยอ่านค่าให้ หมอบอกว่า ปกติ

.

ในตอนนี้ หลังจากที่หมอบอกว่า อาการที่เป็นอยู่ หมอยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงขอส่องกล้อง
เพื่อดูข้างในของหัวใจว่า มีอุดตันตรงไหนหรือเปล่า แต่ความที่ว่าค่ารักษาที่แจ้งมานั้นราคาสูงมาก
เมื่อคืนจึงเสริชหาศูนย์โรคหัวใจ เจอรพ.จุฬาภรณ์

เช้านี้โทรฯติดต่อแผนกศูนย์หัวใจ

จนท.ถามว่า มีบัตรใช้สิทธิอะไรบ้าง
บอกเขาว่า มีบัตรทอง ของรพ.แพทย์ปัญญา

จนท.ซักประวัติคร่าวๆเรื่องการรักษาตัว แล้วให้คำแนะนำว่า ให้ไปติดต่อที่รพ.แพทย์ปัญญาก่อน
ถ้าหมอทางนั้นไม่สามารถรักษาได้ ให้ทางรพ.แพทย์ปัญญา ทำหนังสือส่งตัวมารับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์
แล้วนำประวัติการรักษาจากรพ.ราม ที่เคยรักษามาทั้งหมดมาด้วย

 

5 ตค. 61

ตกลงสามารถติดต่อรพ.จุฬาภรณ์ได้
แล้วหมอนัดเจอวันที่ 11 ตค.นี้ ในตอนบ่าย

เสริชหาเส้นทาง และวิธีการเดินทาง

ถ้าไปรถเมล์ กลัวเจอจราจรติดขัด
ไปสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลงจตุจักร

แล้วเดินข้ามไปฝั่งจตุจักร ตัดสินใจนั่งแท็กซี่
เพราะเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเส้นทางเป็นแบบไหน

.
ที่ไปหาหมอที่จุฬาภรณ์
อย่างแรกเพราะ ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกกว่ารพ.รามคำแหง
อีกอย่างจนท.บอกว่า หากมีการตรวจรักษาพิเศษ
ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้บัตรทองได้
ทางจนท.จะช่วยประสานงานให้

.
อย่างที่สอง คิดว่า ถ้าส่องกล้องก็ดีเหมือนกัน
จะได้รู้ไปเลยว่า ตกลงเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน
หรือเป็นเพียงเรื่องของสภาวะ

 

เมื่อคิดพิจรณา จะว่าไปแล้ว อาการเจ็บหน้าอกแต่ละครั้ง ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น มากน้อยไม่เท่ากัน
ช่างเหมือนกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน ไม่แตกต่างกันเลย

เพียงแต่ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน เกิดที่กายเป็นหลัก
เมื่อยังมีความยึดมั่นถือมั่นในกายอยู่ จึงส่งผลกระทบต่อใจ เจ็บมาก เจ็บน้อย
ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
เรียกว่า เป็นการรู้เห็นทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นแบบหยาบๆ

ทีนี้อาการเจ็บหัวใจ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ยังหาสาเหตุไม่ได้
เป็นเรื่องของกายมีส่วนประกอบ  แต่ก็ยังน้อยกว่าใจ ซึ่งมองเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอวิชชา หากมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ผลที่ตามมา
คือ ความกลัว ความวิตกกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด
นับว่าเป็นเหตุดี ที่ตัวเองไม่ได้มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด

.
ถ้าถามความรู้สึกแล้ว ตั้งแต่กินยาที่หมอให้มา เฉพาะยาสองตัวที่กินประจำ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
อย่างน้อยๆ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บที่มีเกิดขึ้น แทนที่จะเกิดบ่อย ทำให้เกิดน้อยลง นานๆถึงจะเกิด
แต่ถ้าต้องกินยาระยะยาว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ยาที่กิน จะส่งผลกระทบอย่างไรกับร่างกายบ้าง
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอีก ถ้ามีเหตุ ผลย่อมมี ไม่ใช่บังเอิญเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

.
รู้สึกไม่ดีกับการกินยาละลายลิ่มเลือด ทุกครั้งที่หมอจ่ายตาตัวนี้เพิ่มมา ผลกระทบที่ตามมาคือ เจ็บหัวใจบ่อยขึ้น
ใจเรานั้น อยากได้ยาแค่ช่วยบรรเทาอาการไว้ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรักษา ไม่ต้องไปอยากรู้นั่นรู้นี่
เหมือนกับการทำกรรมฐาน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ เรามีหน้าที่ คือ มีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทำแค่นี้พอ
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

หากจะตาย จะอายุมาก อายุน้อย เรื่องของอายุ นั้นไม่เกี่ยว
เรื่องของโรคภัยก็ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

โรคภัยมาจากไหน
ล้วนเกิดจากการกระทำ
ที่เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่ทั้งสิ้น
สิ่งที่กระทำที่มีเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ทุกๆการกระทำ ล้วนส่งผลกระทบกลับมาให้รับผล
ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งโรค ภัย ไข้ เจ็บ

.
เมื่อยังอร่อยกับเนื้อหนังมังสาของผู้อื่น
ทุกๆการบริโภค ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ

เมื่อการสำรวมทางกาย วาจา ใจ ยังไม่มากพอ
ทุกๆการกระทำ ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ
.
สิ่งที่เกิดขึ้น
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่เคยทำ ผลจะมาจากไหน
เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก
พอๆกับของฟรี ไม่มีในโลก

.

ระหว่างหมอกับเรา มีความเห็นไม่ตรงกัน

หมอ ย่อมพยามใช้วิธีการแบบหมอ
คือ ต้องหาช่องทางรู้ให้ได้ว่า คนไข้เป็นอะไร
จึงต้องมีการทดลองเกิดขึ้นตามมา
มีการทดลองแบบถูกกฏหมาย และ ผิดกฏหมาย

สำหรับเรา เมื่อกินยาแล้ว อาการบรรเทาลง แค่นี้ก็พอใจ
ไม่จำเป็นต้องไปค้นหารากเหง้าของอาการ

ประกอบกับค่าใช้จ่าย เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มจะรับมือไม่ไหว
เราจึงต้องหาทางออกให้กับตัวเอง โดยการหาทางเลือกใหม่
ที่รักษาพื้นฐานเดิม แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ในตอนแรกยังคิดไม่ได้หรอก เอาสะดวก เอาใกล้ไว้ก่อน

เห็นทุกข์ จึงทำให้เกิดปัญญา

“เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”

 

6 ตค.61

จากการเจ็บป่วย ทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น
ไม่แตกต่างกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน

ขณะทำกรรมฐาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกาย เป็นหลัก
เช่น รูปฌาน(รูปภพ) กายมีอยู่(รูปปรากฏ) 
เวทนาที่เกิดขึ้น มีกายเป็นหลัก ใจเป็นรอง
เพราะเมื่อสมาธิมีกำลังมาก เวทนาย่อมหายไป

.
อรูปฌาน(อรูปภพ) กายหาย(รูปไม่ปรากฏ)
เหลือเพียงใจที่รู้อยู่

เมื่อจิตคลายจากสมาธิ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของใจ

.
ความเจ็บป่วย(กามภพ) เช่น การเจ็บหัวใจ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของกายและใจ

.
เวลาที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของกายและใจ
ไม่ใช่แค่กายหรือใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่มีเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง

ทำให้เกิดการคิดพิจรณา เริ่มมองเห็นโลก ในมุมมองใหม่
ค่อยๆเกิดความรู้ชัดทีละนิด “อายตนะ”

.
ทำไมพระพุทธเจ้า เวลาพูดถึงโลก
เหตุปัจจัยใดจึงใช้คำว่า อายตนะ
แทนที่จะทรงตรัสเช่นเดียวกับคำว่าโลก
ความหมายของโลก เหมือนที่คนทั่วๆไปใช้พูดกัน

.
เพราะอาศัยธาตุทั้งหลาย 6 ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี

ภิกษุ ท.! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น
เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว?

เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ
ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ
เตโชธาตุ
วาโยธาตุ
อากาสธาตุ
วิญญาณธาตุ

.
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ 6 แล คือ

จักษุและรูป
โสตและเสียง
ฆานะและกลิ่น
ชิวหาและรส
กายและโผฏฐัพพะ
มโนและธรรมารมณ์
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายในและภายนอกอย่างละ 6

.

โลกสูตรที่ ๑๐

[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมชมเชยในอะไร
โลกยึดถือซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร ฯ

[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ ฯ

 

11 ตค.

วันนี้ไปพบหมอที่รพ.จุฬาภรณ์
 
ความที่ว่า ไม่ได้ไปไหนไกลๆ ต้องเรียนรู้เรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดิน แบบเป็นงงมาก ก็ถามกับคนแถวๆนั้นแหละ ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับนี่ เรียกชื่อสถานีไม่ถูก
 
รถใต้ดินจะใช้เหรียญ ยืนดูคนอื่น เขาใช้แต่บัตรกัน เราก็รอดูว่าเผื่อมีคนใช้เหรียญ หาไม่เจอสักคน ถามคนแถวนั้นว่าใช้ยังไง ไม่เห็นมีรูให้หยอดเหรียญ เขาบอกว่า ใช้แตะลงไป โอเค!!!!
 
ลงหน้าจตุจักร นั่งแท็กซี่ ค่ารถประมาณ 85 บาท เศษที่เหลือยกให้คนขับ เขาขอบคุณใหญ่โต
 
ตอนที่มองเห็นรพ.ครั้งแรก โห!!!! พื้นที่กว้างใหญ่มากๆ มีศูนย์วิจัยด้วย ถามตลอดทางว่าไปทางไหน สำหรับโรคหัวใจ ต้องนั่งรถตู้ไปตึก 17 ไร่ เป็นรถบริการจากทางรพ. แบบดูไฮโซมาก การบริการดีมาก แอร์เย็นกระหน่ำ แบบถูกใจมาก
 
ตอนพบหมอ หมอสอบถามอาการและเหตุที่มีรักษาที่รพ.นี้ ได้เล่าเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับรพ.รามให้ฟัง เราบอกว่า ไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย  แรกๆ พอรับมือไหว แต่นี่ตั้งห้าหมื่น รับมือไม่ไหว ลองหาในกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ จึงคิดว่า ค่าใช้จ่ายพอจะรับมือได้
 
หมอถามเรื่องสิทธิการรักษา
เราบอกว่า จ่ายเงินสด เบิกไม่ได้ แล้วทางจนท.ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากต้องมียอดค่าใช้จ่ายสูง ทางรพ.จะประสานงานไปกับรพ.แพทย์ปัญญาให้(บัตรทอง) จึงตัดสินใจที่จะมารับการรักษาที่นี่
 
หมอบอกว่า ตกลงรักษาที่นี่ต่อนะ หมอจะได้นัดต่อเนื่อง แล้วก็มีทำแอ็คโค่ มีส่องกล้อง ถ้าไม่เจอลิ่มเลือด หมอจะช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ เพื่อระงับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หมอจะให้นอนรพ. 1 คืน แล้วหมอให้พยาบาลไปสอบถามเรื่องราคา
 
ค่าส่องกล้อง ที่รพ.รามคิด 1 หมื่น
ที่รพ.จุฬาภรณ์ 2000 บาท
 
แล้วเรื่องยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ หมอบอกว่า ยาตัวนี้ ราคาเม็ดละ 100+ เหมือนกัน เราเอาใบเสร้จให้หมอดู ค่ายา ปกติ แบบไม่มียาละลายลิ่มเลือด ราคาประมาณ 1000+ ไม่เกิน 2000 บาท  พอมียาละลายลิ่มเลือดเพิ่มมาอีก 28 เม็ด ราคาทั้งหมด 6000+
 
หมอสั่งยาให้ พร้อมกับถามว่า ถ้าค่ายาประมาณ 2000 บาท ไหวมั๊ย
 
เราบอกว่า ไหวค่ะ
 
หมอนัดอีกสองอาทิตย์ ได้ยาละลายลิ่มเลือดมา 40 เม็ด ยากดการการเต้นของหัวใจ 20 เม็ด
 
ตอนรับยา เภสัชดีมาก เขาถามว่า เคยกินยาตัวนี้หรือยัง(ยากดการเต้นของหัวใจ) 
 
เราบอกว่า ยังไม่เคย พร้อมกับถามว่า มีอะไรหรือเปล่าคะ?
 
เภสัชบอกว่า เห็นมียาช่วยลดการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว ยาตัวนี้ออกฤทธิ์คล้ายๆกัน แต่จะแรงกว่า เดี่ยวขอโทรฯถามหมอก่อน
 
สรุป หมอบอกให้กินยาตามที่สั่ง
 
เภสัชบอกว่า ถ้ากินแล้ว มีอาการหน้ามืด ให้มารพ.
เรากล่าวคำขอบคุณเขา
 
ที่นี่จะแยกการตรวจโรค หมอหัวใจรักษาหัวใจอย่างเดียว ไทรอยด์ หมอให้หมอเฉพาะทางแยกรักษาต่างหาก พรุ่งนี้นัดเจาะเลือด และพบหมอรักษาไทรอยด์
 
ขากลับ แท็กซี่บอกว่า ไปลงที่สถานีพหลโยธินมั๊ย อยู่ใกล้เซ็นทรัล 
 
เราบอกว่า ถ้ามั่นใจว่ารถไม่ติด ไปส่งที่นั่นก็ได้
เขาถามว่า แค่สถานีเดียว ไม่นั่งรถเมล์เหรอ
 
เราบอกว่า จากเซ็นทรัล ไปแยกรัชดา คือ เปรียบเทียบกับนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน  ถ้าขึ้นรถเมล์ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ารถไม่ติด แต่รถไฟฟ้าใต้ดิน รับประกันได้
 
สรุป โชเฟอร์ไปส่งที่สถานี้รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร
 
.
 
บอกเจ้านายว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ ออกจากบ้านตี 5  เพราะหมอนัด 9 โมงเช้า วันนี้ออกจากบ้าน 10 โมงเช้า กว่าจะถึงรพ. ปาเข้าไปบ่ายโมง
 
เขาบอกว่า นั่งเรือสิ ไปลงที่ท่าอโศก เดินอีกประมาณ ไม่เกิน 100 เมตร แล้วขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แปบเดียวก็ถึงละจตุจักร ออกจากบ้าน 6 โมงเช้าก็ได้ ไม่ต้องรีบ
 
เราก็คิด เออ .. จริงสิ ไปเรือเร็วกว่าติดอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้ากะเวลาได้ รถเมล์ กะเวลาที่แน่นอนไม่ได้
12 ตค.

สองหมอ ต่างความคิดเห็นในเรื่องการรักษา คนที่อยู่ตรงกลางก็คือ ฉันเอง อย่างที่เคยเกริ่นไว้ เหมือนหนูทดลองยา แต่ก็ต้องทำใจ ถ้าถามว่า แล้วเราทำยังไง?

หมอหัวใจ ไม่คิดค่า DF
หมอไทรอยด์ ไม่คิด DF

ค่ายาราคาถูกกว่าเอกชนยิ่งกว่าครึ่งต่อครึ่ง
.

หมอถามว่า ยังมีอาการใจสั่นอยู่อีกมั๊ย
เราก็ปากไว ไม่คิดก่อนตอบ น่าจะถามหมอก่อนว่า อาการใจสั่น ที่หมอถามมาเป็นแบบไหน ดันตอบไปทันทีว่า ไม่มี มีแต่เจ็บหัวใจ

ตอนที่ขึ้นลงบันไดเลื่อนนั่นแหละ มันรู้สึกเสียวๆขึ้นในใจ เหมือนเวลาเดินข้ามสะพานลอย ก่อนกินยา สะพานลอยเดินข้ามคนเดียวไม่ได้เลยนะ ต้องหาคนเกาะ ไม่งั้นเดินไม่ได้

เพียงแต่ตอนนี้ เดินข้ามสะพานลอย เริ่มเดินคนเดียวได้ ดันมาเป็นตอนขึ้นบันไดเลื่อน แบบมันสูง มันรู้สึกเสียววาบๆ ขึ้นมาในใจ

.

เรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอหัวใจสั่งยาไทรอยด์ตัวเก่าให้กินต่อ ส่วนยาลดการเต้นของหัวใจ เพิ่มมื้อกลางวันอีกหนึ่งมื้อ ให้กินสามเวลาหลังอาหาร เนื่องจากยังมีอาการเจ็บหัวใจอยู่ แล้วเพิ่มยาลดความดันในหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งยาละลายลิ่มเลือดที่ให้กินต่อ

มาวันนี้ หมอไทรอยด์กลับบอกว่า ยาไทรอยด์กับยาลดการเต้นของหัวใจตัวเก่า ไม่ต้องกิน จะเปลี่ยนยาไทรอยด์ตัวใหม่

เราบอกว่า ยังเจ็บหัวใจอยู่เป็นระยะๆ
หมอบอกว่า มันไม่เกี่ยวกัน เพราะค่าไทรอยด์กลับมาปกติแล้ว

เราก็คิดในใจว่า อ้าว … หมอหัวใจบอกว่า ต้องกินลดการเต้นของหัวใจต่อนะ เพราะยาตัวนี้ ช่วยให้ไม่เจ็บหัวใจ ที่ยังเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ เพราะหมอคนเก่าที่เคยรักษามา ไปลดจำนวนการกินลง ถึงแม้ค่าไทรอยด์ จะกลับมาปกติก็ตาม ถ้ายังเจ็บหัวใจอยู่ ให้กินต่อ และเพิ่มเวลากินอีกหนึ่งมื้อ เป็นสามเวลาหลังอาหาร

เมื่อหมอสองคน มีความเห็นไม่ลงรอยกัน คนที่อยู่ตรงกลางอย่างเราล่ะ หากกินยาตามหมอหัวใจสั่ง ถ้าอาการไทรอยด์แย่ลง หมอไทรอยด์อาจบอกว่า ก็บอกแล้วไงให้เลิกกิน

ถ้าไม่กินยาต่อ ตามที่หมอไทรอยด์สั่งมา แล้วอาการหัวใจแย่ลงล่ะ เมื่อคิดพิจรณาแล้ว ก็ปลงตก บอกกับตัวเองว่า อะไรจะเกิด ยังไงมันก็ต้องเกิด ทุกคนเกิดมาที่มาเกี่ยวข้องกัน ล้วนมีกรรมต่อกัน เมื่อคิดแล้ว นึกถึงยาอีกตัว ที่หมอหัวใจสั่งเพิ่มมา แล้วเภสัชบอกว่า การออกฤทธิ์ จะคล้ายๆยาตัวเก่าที่กินอยู่ เภสัชถึงได้โทรฯไปถามหมอหัวใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หมอหัวใจยืนยันว่า ให้กินทั้งสองตัว

มาคิดๆดูแล้ว ก็ลองงดยาหัวใจตัวเก่า ทำตามที่หมอไทรอยด์สั่ง เพราะยังมียาสำรองอีกตัว ที่กินได้ หมอไทรอยด์ไม่ได้สั่งงด

.
เล่าเรื่องการเดินทาง วันนี้ออกจากที่พักประมาณ 06.40 น. ถึงท่าเรื่อ 06.55 น. เจ้านายบอกตั้งแต่แรกแล้วถ้า ถ้าเกิน 7 โมงเช้า เรือจะไม่ค่อยมี คือ ขาดระยะ

ไม่ได้นั่งเรือนานละ จำไม่ได้แล้วว่า ท่าอโศกอยู่ตรงไหน เลยบอกคนขับว่า ถึงแล้วบอกด้วย เมื่อใกล้จะถึง คนขับบอกว่า ท่าต่อไปเป็นท่าอโศก จากท่าอโศกจะเป็นประตูน้ำ ตอนนี้จำได้ละ พอขึ้นจากท่า เดินอีกนิดหน่อย ถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องดูป้าย จำไมไ่ด้ว่า ขึ้นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ไปฝั่งจตุจักร ต่อแท็กซี่ถึงรพ. 8 โมงกว่านิดๆ ไปสอบถามเรื่องที่หมอนัดไว้

ทีนี้เจอปัญหาตอนจ่ายเงินและรับยา เขาให้การ์ดสีชมพูมา เราไปนั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่า เดี่ยวคงเรียกเหมือนที่อื่นๆ นั่งรอตั้งนาน ไม่เรียกสักที พอดีจนท.เขามอเห็นบัตรที่ถืออยู่ในมือ เขาจึงบอกว่า ถ้าไม่นำบัตรสีชมพูมายื่น ก็จะไมไ่ด้ยา

เราก็นำบัตรไปเสียบไว้ตามที่เขาบอก แล้วนั่งรอเรียกชำระเงิน สักพักเรียกชำระเงิน หลังจ่ายเงิน จนท.บอกว่า ให้ไปรับยาได้

เราก็ทำเหมือนเดิม คือ นั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่าเดี่ยวคงจะเรียก รอเกือบชม. คนมาที่หลัง รับยาไปหมดแล้ว เรามองที่เคาท์เตอร์ กะจะไปถามว่า เรียกชื่อเราไปแล้วหรือยัง พอดีมีคนนำใบเสร็จไปยื่นรับยา เราก็ทำแบบเขามั่ง

จนท.ถามว่า ไปอยู่ไหนมา ไม่มารับยา
เราบอกว่า นั่งรออยู่ตรงนี้เป็นชม.แล้ว เพราะคิดว่าต้องรอเรียก จึงจะรับยาได้

จนท.จึงบอกว่า ขอโทษค่ะ
เราบอกว่า เพิ่งเคยมาใช้บริการเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าทางรพ. คงให้บริการเหมือนที่อื่นๆ คือ ตึกด้านหลัง ที่ไปมาเมื่อวาน ต้องรอเรียกชื่อ จึงจะรับยาได้ แต่ตึกข้างหน้า ให้บริการคนละแบบ

สรุปแล้ว ถ้าไม่รวมกับการที่เสียเวลารอรับยา ถือว่า เมื่อเดินทางถูกช่องทาง ระยะเวลาที่ใช้ในการการเดินทางดีกว่านั่งรถเมล์ จากนั่งเรือและนั่งแท็กซี่ถึงรพ. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.

 

 

การเกิดและการตาย

2 กันยายน 61

โรคภัยไข้เจ็บ ไม่ได้เป็นสิ่งที่คร่าชีวิต

.
หากดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท
โรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่ต่างกับสิ่งต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

มองการเกิดและความตาย
ไม่แตกต่างกับการกินแล้วต้องขับถ่าย

กินแล้วต้องถ่าย
เกิดแล้วตาย ไม่ต่างกัน

.

สิ่งที่คร่าชีวิต พรือพรากชีวิต
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เมื่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ความสะดุ้ง ความหวาดกลัว ย่อมมีเกิดขึ้น

.

สาเหตุของการตาย

๑. หมดอายุขัย

๒. กรรมตัดรอน

๓. ความกลัวตาย
(ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วไม่ต้องเกิด เกิดแล้วไม่ต้องตาย

๑. วิชชา

๒. ทำลายที่ตั้งแห่งวิญญาณ(ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕)
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

๑. อวิชชา

๒. ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

๓. เหตุปัจจัยที่เป็นรากเหง้า ต้นตอของการเกิด
ของผู้ที่หนาแน่นด้วยอวิชชา

๑. ตัณหา

๒. อุปทาน ๔

 

 

3 กันยายน

เมื่อคืน รู้สึกเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ
พอจิตเป็นสมาธิ อาการเจ็บก็หายไป
สมาธิรักษาใจ

.

สภาวะ ณ ตอนนี้ อุปมาอุปมัย
เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่แกว่งไปมา

โดยมีสติ สัมปชัญญะ และสมาธิ
เป็นเหมือนกับมีไม้ค้ำถ่ออยู่ในมือ

เมื่ออดทนจนถึงที่สุด ก็จะผ่านไปได้
สภาวะก็เป็นเช่นนั้นเอง เพียงใจไม่แกว่ง
ตัณหาและกิเลสที่ยังมีอยู่ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

.

รู้ชัดในสภาวะ ใจย่อมโปร่งโล่ง เบาสบาย
แม้สิ่งที่เรียกกันว่า ความตายนั้น อยู่ตรงหน้า
ความสะทกสะท้านใจ หาได้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

 

4 กันยายน

วันนี้ไปพบหมอนัดไว้
หมอสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบหรือเปล่า จึงให้ทำอัลตร้าซาวด์
ตรวจภายช่องท้องทั้งบนและล่าง เพื่อหาความผิดปกติ

หลังตรวจเสร็จ กลับไปทำ EKG ก่อนพบหมอประจำตัว
หมอบบอกว่า มีไขมันพอกตับเล็กน้อย ไม่เป็นอันตราย
ไตปกติ ถุงน้ำดีปกติ ไม่มีนิ่ว ผลตรวจโดยรวมคือ ปกติ

มีเนื้องอกที่มดลูกขนาด 2.4 cm.
หมอถามว่า เคยตรวจมดลูกหรือเปล่า

เราตอบ เคยค่ะ ที่เวชธานี

หมอถามว่า แล้วมีนัดตรวจอีกมั๊ย

เราตอบว่า หมอบอกว่าปกติ ไม่ต้องตรวจอะไรอีกค่ะ

หมอบอกว่า ครั้งต่อไป ถ้าไป เอาผลอัลตร้าซาวด์ไปให้หมอดูด้วย

เราบอกหมอว่า เรื่องเนื้องอก เคยตรวจเจอนานแล้ว ประมาณเกือบ 30 ปี แล้วไม่เคยตรวจอีก

หมอบบอกว่า งั้นไม่ต้อง มันอาจจะฝ่อลงเองได้

.

คุยกันเรื่องอาการเจ็บหัวใจ และเจ็บกลางอกครั้งล่าสุด

หมอถามว่า ตอนนั้นทำอะไรอยู่
เราบอกว่า นั่งอ่านหนังสืออยู่ แล้วจู่ๆก็เจ็บกลางอก

หมอถามว่า ใช่กรดไหลย้อนมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีอาการของกรดไหลย้อนค่ะ

หมอถามว่า เราทำยังไงในตอนนั้น
เราบอกว่า เดินไปนั่งที่โซฟา อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนั่งกึ่งนอน นอนยาวไม่ได้ หายใจไม่ออก
นั่งท่านี้จะนั่งได้ แล้วพยายามสูดหายใจยาวๆ มีอะไรเกิดขึ้นปล่อยให้เกิด
พอดีขึ้น ก็นอนตะแคง อาการนี้เป็นอยู่ประมาณเกือบชม. แล้วก็หายเอง

หมอบอกว่า สงสัยร่างกายเราปรับตัวเข้ากับอาการที่เป็นอยู่

ส่วนตัวเราเองก็คิดว่า น่าจะใช่ มันไม่แตกต่างจากเวลาเกิดเวทนาขณะทำกรรมฐาน
แค่ปวดขา ปวดแขน นี่เจ็บหัวใจ เวลาเวทนากล้า ถึงจะเกิดที่แขน ขา ก็ไม่แตกต่างจากที่มีเกิดขึ้นขณะเจ็บหัวใจ
เช่น เวทนาหนักๆจนกระทั่งกายแตก กายระเบิด มันก็มีความดับเกิดขึ้นตามมา หัวใจก็เช่นกัน
เวลาเจ็บหนักๆ บางคนอาจเรียกว่าหัวใจวาย มีความดับเกิดขึ้นเหมือนกัน

แต่เราไม่ได้มองเป็นโรคนะ มองเหมือนเวทนาที่มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน แต่ไม่ได้พูดออกไป แค่คิดในใจ

.

หมอให้ทดสอบเดินบนสายพาน เพื่อหาเส้นเลือดตีบ

ตอนที่หมอปรับระดับในตอนแรก แบบเร็วเกินไป
เราบอกหมอว่า อาการเหมือนเวลาเดินบนสะพานลอย มันจะเสียว

หมอบบอกว่า เป็นอาการกลัว

เราบอกว่า ไม่ได้กลัว แค่หวาดเสียวค่ะ

หมอลดระดับลงมา ตอนนี้มีคนมาช่วยจับด้านหลังไว้ เพื่อให้เราเดินได้ทันตามระดับความเร็วที่หมอปรับ

หมอบอกว่า ถ้าไม่ไหวบอกได้นะ จะได้หยุด
เราเดินได้แค่แปบเดียว หอบเลย เหมือนเดินขึ้นเขา
บอกหมอว่า ไม่ไหวแล้วค่ะ ใจเริ่มสั่น

หมอลดระดับความเร็วลง พร้อมกับบอกว่า ค่าของเราต่ำมาก
เราบอกว่า ไม่เคยออกกำลังกายค่ะ แบบวิ่งหรือเดินเร็ว เคยแต่เดินปกติ

ช่วงที่หมอลดความเร็วลง สิ่งที่รู้สึกได้ชัด มันจะรู้ชัดทุกย่างก้าวที่เดิน รู้ขึ้นมาในใจ จิตเป็นสมาธิ
เราบอกว่า ถ้าความเร็วระดับนี้ ให้เดินเป็นชม. ก็ไม่เหนื่อย เพราะเดินจนชิน

หมอบอกว่า งั้นพอละ พร้อมกับบอกว่า ผลออกมา ไม่มีอาการเส้นเลือดตีบ
แต่หมอแปลกใจว่า ทำไมค่าไทรอยด์กลับมาปกติ แต่ค่าการเต้นของหัวใจกลับไม่ปกติ ยังผิดปกติ ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้

.

ย้อนกลับไปเรื่องเนื้องงอกที่มดลูกสักนิด สมัยก่อนตั้งแต่แรกมีปจด. มาอย่างต่ำ 7 วัน สูงสุด ครึ่งเดือน
มาแต่ละครั้ง ช่วงสามวันแรกต้องหยุดเรียน ถ้าไม่หยุด ก็ต้องนอนห้องพยาบาล ปวดท้องมากทุกครั้งที่มีปจด.
มาแต่ละครั้งเหมือนคนตกเลือด เลือดจะเป็นลิ่มๆ และออกเยอะมาก

เท่าที่อ่านเรื่องเล่าจากคนที่เป็นเนื้องงอกที่มดลูก ส่วนมากมีอาการเหมือนๆกัน มีอาการปวดท้องมากๆร่วมด้วย
ปจด.มาทีละเยอะ มาหลายวัน เปลืองผ้าอนามัยมากกกก

จำได้ว่า แม่เคยเอากล่องผ้าอนามัยเขวี้ยงใส่ พร้อมกับบอกว่า ไม่ได้เป็นเมียเจ้าของโรงงานผลิตผ้าอนามัย
แบบเราใช้เยอะมาก วันละห่อ

พอโดนแม่ว่าแบบนั้น เราก็ประหยัดผ้าอนามัย ผลคือ เดินตูดแดง แล้วไม่อายด้วย เดินทั้งอย่างนั้นแหละ

แม่ถามว่า ทำไมไม่ใส่ผ้าอนามัย
เราบอกว่า ใส่แล้ว แต่แม่บอกว่าเปลือง ก็เลยนานๆเปลี่ยน

ตอนนั้นอยู่ชั้นประถมปลาย ฉะนั้นกางเกงที่ใส่จึงมีแต่สีดำ เวลาเมนส์มา นั่งตรงไหน ตรงนั้นแดง
แม่เลยเลิกบ่นเรื่องผ้าอนามัย

หุหุ .. นึกถึงสมัยนั้น เราเองก็ใช่ย่อย เล่นเอาแม่เอือมระอา

 

7

ตถาตา

ตั้งแต่รู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

ความดับต่างๆ

สภาวะสัญญาเกิดแบบไม่เลือกเวลา
โดยส่วนมากเกิดในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงสงัด(ดึกๆ)

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง
หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่มากพอ
ทำให้เกิดอาการปวดฉี่เนืองๆ ต้องเข้าห้องน้ำตลอด

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นพอประมาณ
ถึงแม้ความคิดจะเกิด(การคิดพิจรณา)
จะรู้ชัดในกายและจิตเนืองๆ
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด(ไม่ปวดฉี่)

ถ้าวันไหนไม่มีคิดพิจรณา หรือกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีมาก
จะทำให้ดิ่ง แล้วเข้าสู่ความดับ ถึงแม้จะมีรู้สึกตัวบ้าง
ถึงจะแค่สั้นๆ แต่ไม่มีอาการปวดฉี่แต่อย่างใด

บางคืน รู้สึกตัวเนืองๆ มีจิตคิดพิจรณาเนืองๆ
มีเกิดขึ้นหลายวัน ภาษาชาวบ้านจะบอกว่า ไม่หลับไม่นอน

แรกๆที่เจอสภาวะนี้ เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เพราะอยากนอนหลับเหมือนที่เคยเป็น ก็ได้แค่รู้สึกนึกคิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้

วันต่อๆมาเปลี่ยนไป
อาการและรายละเอียดต่างๆ จะมีมากขึ้น
จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้ชัดว่า “ไม่เที่ยง”

เมื่อรู้ว่า ไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ที่เคยหงุดหงิดจะหายไป ไม่มีอาการหงุดหงิดเกิดขึ้นอีก ถึงแม้บางครั้ง จะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน หลายๆวันติดต่อกันก็ตาม
เมื่อใจยอมรับตามความเป็นจริงได้
เมื่อมีสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จะรู้สึกเฉยๆ

ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย เป็นเรื่องปกติของผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ที่มีสภาวะของคำว่า หลับ หายไปจากชีวิต

เวลาที่ทางโลกกำหนดไว้
โดยใช้ความสว่างและความมืด
เป็นตัวกำหนดเวลากลางวันและกลางคืน
จิตจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่กลางคืนจะต้องนอน
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสมมุติ กล่าวคือ คำที่ใช้บัญญัติไว้

เพราะเวลาสภาวะสัญญา
หรือจิตคิดพิจรณามีเกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา

หลายวันมานี่ จิตคิดพิจรณาอยู่เรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ความดับ หรือสิ่งที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ถามกับตัวเองว่า จะเขียนออกมายังไง
ให้คนที่เข้ามาอ่าน สามารถเข้าใจได้
โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นผู้ทำสมถะ
และถึงจะทำสมถะ แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8
ที่สำคัญ ต้องเคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

จริงอยู่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชื่อว่าอยู่ในมรรค
แต่สภาวะที่เป็นตัวบอกว่า ใช่มรรคหรือไม่ใช่มรรค
สมถะ จะเป็นตัวชี้ชัด หรือเป็นตัววัดผล

.
ทีนี้กรณีที่อวิชชายังมีอยู่
สำหรับผู้ที่ทำความเพียรเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
กล่าวคือ กระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง
ซึ่งคุณสมบัติของพี่เลี้ยงจะต้องประกอบด้วย

๑. มีใจอันอบรมแล้วด้วย(จิตหยั่งลงดีแล้วใน)
อนิจจสัญญาอยู่โดยมาก
อนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก
ทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก

ข้อนี้ วิปัสสนา มีไตรลักษณ์ มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นตัวขับเคลื่อน(มรรค)
๒. มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
เป็นเรื่องของความดับที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ทำกาละ/ตาย

ข้อนี้ สมถะ(สัมมาสมาธิ) มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ การรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น

๑. สภาวะดับ ที่ยังมีเชื้อของการเกิด

๒. สภาวะดับ ที่หมดเชื้อของการเกิด

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดว่า ที่คิดว่า ดำเนินอยู่ในมรรค
มรรคนั้นๆ เป็นมรรคญาณ หรือ มิจฉาญาณ

.
แล้วถ้านำมากล่าวในภาษาชาวบ้าน แบบที่เคยได้ยินมา หรือเคยศึกษามา สภาวะที่บอกไปนั้น เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี ที่ได้วิโมกข์ ๘

เมื่อเกิดการคิดพิจรณาแบบนั้น ทีนี้จะไปหาได้ที่ไหนล่ะ
โดยเฉพาะพระสงฆ์ ปิดประตูคำถามตรงนั้นไปได้เลย
เพราะหากพระสงฆ์พูดทำนองว่า ตนเป็นนั่น เป็นนี่
หรือหากไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ใช้คำพูดแบบอ้อมๆ
ออกมาทำนองว่า ตนเป็นนั่นนี่ ก็ล้วนเป็นการอวดอุตริ

ที่สำคัญ ผู้ที่มีความถือมั่น จะด้วยความศรัทธา ด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม ต่อให้ปักใจเชื่อ หากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน ยังไปไม่ถึงสภาวะของผู้ที่อธิบายให้ตนฟัง ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ผู้พูด ได้พูดจากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน หรือจำขี้ปากเขามาพูด หรือเกิดจากการศึกษา วัฏฏสงสาร จึงมีเกิดขึ้นยาวนาน

ส่วนจะเกิดสั้นหรือจะเกิดยาว
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น
การกระทำทั้งหมดที่มีเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ล้วนเป็นตัวแปร

.

เกี่ยวกับ ความดับ ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงมี

วิโมกข์ ๘
โสดาปัตติยังคะ 4 ประการ
และอนุปาทาปรินิพพาน

มาเกี่ยวข้องกับสภาวะด้วย

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

.

.

[๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
ท่านพระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
[๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขา
โดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า
ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้
ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯ

.
[๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น
และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

.
อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า
ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทา
เครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ

[๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งอาเนญชสัญญา
ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา
ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้
ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น

ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทา
มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

อาศัยเหตุนี้ เป็นอันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ
คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว

.
ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย
กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

.

หมายเหตุ;

สุดท้าย ก็ได้คำตอบว่า ก็เขียนไปเรื่อยๆแบบเดิม
ส่วนใครอ่านแล้ว จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน
หรืออ่านแล้ว รู้สึกนึกคิดอย่างไร
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยของผู้นั้น

การที่จะคิดได้ ต้องเขียนออกมาให้หมด
แล้วจะได้คำตอบของสิ่งที่ควรทำ

สุริยสูตร

28 กันยายน 61

สุริยสูตร

[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ณ อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ
โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์
หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์
สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์

มีกาลบางคราว ที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี
หลายพันปี หลายแสนปี

เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา
ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด

สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ
แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด
สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ

เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ
คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด
ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ๆ
ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ แม่น้ำคงคา
ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมด
ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ
น้ำในมหาสมุทร ลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี
๓๐๐ โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี
๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐ โยชน์ก็ดี

ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี
๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี
๒ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี

แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน
๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว
เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค

ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทร
ยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ

เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ๆ ตกลงมา
น้ำเหลืออยู่ในรอยเท้าโคในที่นั้นๆ
ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ
น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้
และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น
เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว
ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง … ควรหลุดพ้น ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว
โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ
เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้
และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง
มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน
ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก

เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย
ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว
ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐
โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย

เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู่
ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า

เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่
ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม
ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด
ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้ ใครจะเชื่อว่า
แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่เหลืออยู่
นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว
ศาสดาชื่อสุเนตตะเป็นเจ้าลัทธิ
ปราศจากความกำหนัดในกาม

ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย
เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก

.
และเมื่อสุเนตตศาสดาแสดงธรรม
เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก
สาวกเหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง
สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก

ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง
สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล
บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคฤหบดีมหาศาล ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล
สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะพึงเป็น
ผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายในสัมปรายภพ ไม่สมควรเลย
ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่ง ขึ้นไปอีก

ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี
แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัล์ป

เมื่อโลกวิบัติ เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ
เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหมที่ว่าง
ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเป็นพรหม
เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า
รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจมาก

เกิดเป็นท้าวสักกะจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา
มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม
สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง

พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดินั้น
ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย ย่ำยีศัตรูได้
พระเจ้าจักรพรรดิ นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล
อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาชญา
ไม่ต้องใช้ศัสตรา ใช้ธรรมปกครอง

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล
มีอายุยืนนาน ดำรงมั่นอยู่อย่างนี้
แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดธรรม ๔ ประการ
๔ ประการเป็นไฉน

คือ
อริยศีล ๑
อริยสมาธิ ๑
อริยปัญญา ๑
อริยวิมุติ ๑

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยศีล
อริยสมาธิ
อริยปัญญา
อริยวิมุติ
เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหา ในภพได้แล้ว
ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ฯ

.
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา
ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุติอย่างยิ่ง
พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่งด้วยประการดังนี้แล้ว
ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย
ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว ปรินิพพาน ฯ

จบสูตรที่ ๒

.

หมายเหตุ;

บทว่า อญฺญตร ทิฏฺฐปเทหิ ความว่า เว้นพระอริยสาวก
ผู้โสดาบัน ผู้มีบท (คือพระนิพพาน) อันตนเห็นแล้ว
อธิบายว่า ใครเล่าจักเชื่อคนอื่นได้
โดย อรรถกถาจารย์

.

.
กำลังจะโยงเข้าสู่ แม่น้ำหลายสาย ล้วนไหลลงที่เดียวกัน
เปรียบเสมือนการปฏิบัติทุกรูปแบบ

หากดำเนินอยู่ในมรรค ล้วนลงรอยเดียวกัน
ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความมีเกิดขึ้นใน
อริยศิล
อริยสมาธิ
อริยปัญญา
อริยวิมุติ

กล่าวคือ
เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ
พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้
นั่นเป็นฐานะที่มีได้

ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

ไม่ได้อัพข้อมูล

ช่วงหลังๆ ไม่ได้ลงบันทึกที่เขียนไว้ โดยส่วนมากเขียนไว้แล้ว แต่ไม่ได้นำมาลง
ประมาณว่า สภาวะที่เขียนๆ ก็เรื่องเดิมๆซ้ำๆ อาจจะมีรายละเอียดข้อปลีกย่อยมากขึ้น
แต่เห็นแล้วว่า ก็แค่การรู้เห็นที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ยังไม่แจ่มแจ้งซะทีเดียว
จึงไม่ได้นำมาลง จนกว่าเห็นว่า นำมาลงได้แล้ว จึงทะยอยนำมาโพส

กรณีของตัวเอง จะมีเกิดขึ้นเป็นแบบนี้นะ

จะรู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

 

ตุลาคม 2018
พฤ อา
« ส.ค.   พ.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: