การเจริญสมถะ

สมถะ

จุดประสงค์ของการสมถะ ไม่ใช่แค่เรื่องจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเพียงอย่างเดียว
ยังมีเรื่องของการฝึกกายไปพร้อมๆกันในอิริยาบท 4 ทำไมจึงต้องฝึก

การที่ต้องฝึกในอิริยาบท 4 เพื่อปรับความสมดุลย์ของอินทรีย์(กาย) และอินทรีย์ 5
การทำกรรมฐาน ทุกขเวทนาต่างๆที่มีเกิดขึ้นทางกาย จะมากหรือน้อย ล้วนเป็นการฝึกตน เพื่อรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย
เช่น ทุกขเวทนาที่เกิดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุแบบไม่คาดคิด แล้วไม่ว่า กายจะเป็นอย่างไร จะปกติหรือไม่ปกติ แต่ใจเป็นปกติ อยู่ได้ทุกสถานการณ์
ทำไมต้องอิริยาบท 4
เพื่อไม่ให้ตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป
ธรรมชาติของจิต อะไรที่เดิมๆซ้ำๆ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย จึงต้องใช้อุบายหลอกล่อจิต เพื่อให้จิตมีที่เกาะ

กรรมฐานก็เช่นเดียวกัน นั่งนานๆ ทุกขเวทนาย่อมมีเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา
บางคนอดทนไม่มากพอ ก็เลิกกลางคัน ปฏิบัติแล้วลำบาก จะทำไปทำไม

นั่งอย่างเดียว พาลจะฟุ้งซ่าน นั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน บางคนได้โรคประสาทเป็นของแถม
มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทำกรรมฐานแล้วหาหมอโรคประสาท ทำกรรมฐานแล้วเป็นบ้า
อะไรที่ตึงเกินไป ก็จะเป็นแบบนั้น
แล้วอะไรที่หย่อนเกินไป ก็ทำให้ขี้เกียจ
จึงต้องมีอุบายในการรักษาจิต เพื่อให้จิตไม่ไหลไปตามผัสสะต่างๆที่มีเกิดขึ้น
การทำกรรมฐานในอิริยาบท 4 ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แล้วอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้องได้อย่างไร

อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ ปัญญา (เรียกง่ายๆ)
หากศรัทธามาก แต่ขาดปัญญา ไม่รู้วิธีการ เช่นตย.เรื่องนั่งจนก้นแข็งเป็นกระดาน ไม่รู้จักปรับเปลี่ยนอิริยาบท
ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเวทนา แต่เป็นการฝึกจิตให้คุ้นเคยกับอิริยาบท 4 ซึ่งสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เช่นกัน

ยกตย. สำหรับผู้ที่ฝึกจิตในระดับหนึ่ง จิตสามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆในอิริยาบท 4
คนประเภทนี้ เวลาเจ็บป่วย สามารถเจริญสมาธิได้ตลอดเวลา ความฟุ้งซ่านหรือทุกขเวทนาทางใจจะไม่ค่อยมี

ผิดกับคนที่ไม่ได้ฝึก หรือฝึกแล้ว แต่จิตยังไม่สามารถตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ เวลาเจ็บป่วย มักจะวิตกกังวลไปล่วงหน้า จนทำให้เป็นทุกข์
จากทุกข์น้อยกลายเป็นทุกข์มาก บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตายเพราะรับมือไม่ไหวก็มี
ทีนี้ย้อนกลับไปเรื่องอินทรีย์ 5 ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางสายกลางหรือที่เรียกว่า มรรค ที่เป็นทางเดินสำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
บางคนปฏิบัติเพราะเบื่อทุกข์ ไม่อยากทุกข์ และอีกสารพัดเหตุผล ที่ทำให้มาปฏิบัติ

ไม่ว่าจะมาปฏิบัติด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นตามมา หนึ่งในนั้น มีเรื่องของอินทรีย์ 5 มาเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ตาม จะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ตาม ก็หนีไม่พ้น ยกเว้น เลิกทำ
แต่เมื่อวันหนึ่งเจอทุกข์ แล้วหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาเริ่มต้นทำใหม่ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือแนะนำ
เพราะสิ่งที่เคยทำไว้ ถูกสะสมเป็นสัญญา เมื่อเจอความทุกข์ บีบคั้นมากๆ มันจะมีตัวบอกขึ้นมาเองว่า เคยทำแบบนี้ แล้วเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ลองทำดูอีก

ส่วนทำแล้วจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน หากชีวิตดับสิ้นลงไปก่อน สิ่งเหล่านี้ถูกสะสมเป็นสัญญา จะเกิดกี่ชาติๆๆๆๆ ก็ติดตัวไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำไม่เลิก จนกระทั่งหมดเหตุปัจจัยของการเกิด

.
ทุกข์กาย ใช้สมถะในการรับมือ เช่น อดทนต่อทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น จนกระทั่งบึ้ม กายแตกกายระเบิด ทีนี้เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
เวลาเจ็บป่วย ไม่ต้องมานั่งทนทุกข์ทางกาย ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่ และเวลาใกล้ตาย
รู้มั๊ยว่า เวลาที่จิตจะพรากจากกาย ทุกขเวทนามากแค่ไหน หลายๆคนอาจตอบว่า ไม่รู้ เพราะไม่เคยตาย

ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู ให้นั่งในที่สงัด ที่เงียบๆเพื่อไม่ให้ใครรบกวน หลับตาลง นั่งนิ่งๆ นั่งไปเรื่อยๆไม่กำหนดเวลา
จนกระทั่งเริ่มปวดขา เจ็บก้น ปวดแขน ปวดหลัง ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย ปวดจนทนไม่ไหว ความเจ็บปวดต่างๆที่มีเกิดขึ้น
คนใกล้ตายก็เจอแบบนี้น่ะแหละ ทำไมเราไม่มาฝึกเพื่อรับมือความเจ็บปวดต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง

บางคนเจอความเจ็บปวดทางกายหนักๆ เลิกนั่งเลยนะ กลัวเป็นอัมพาต กลัวแบบนั้นเลย
น่าจะอดทนอีกสักนิด ทนกันหน่อยไม่ได้เลยหรือไง (ช่วงท้ายนี่ เสียงในฟิล์ม หลวงพ่อจรัญ)

บางคนเหมือนขาดอากาศหายใจ โรคที่เป็นอยู่เหมือนจะกำเริบ เลิกเลยนะ กลัวตาย ทั้งๆที่น่าจะอดทนอีกสักนิด
พอผ่านไปได้ มันจะโล่งเลยนะ แต่จะทำยังไงได้ ความเกลียดตัว กลัวตาย มันมีแรงกว่า

ทำไมถึงบอกว่า เกลียดตัวล่ะ เพราะคนที่รักตัวเอง จะอดทนได้ แล้วจะไม่บอกว่าเกลียดตัวได้ไงล่ะ
เพราะเกลียดตัวเองไง เลยไม่อดทน แบบเดี่ยวเจอของดี ไม่เอา ไม่ให้เจอของดี เจอของดีแล้วมันจะทิ้งชั้นไป(ใจ) อะไรทำนองนี้
ทุกข์ใจ ใช้วิปัสสนารับมือ เพื่อละความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่ ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย
เมื่ออุเบกขาเกิด ใจก็สบาย เมื่อใจสบาย จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ ก็ยิ่งสบายไปอีก

กายและใจ ต้องควบคู่กันไป

เอาแต่กายเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธใจ มีแต่คนตายเท่านั้น

เอาแต่ใจเพียงอย่างเดียว ปฏิเสธกาย ก็อัมพาตไง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤศจิกายน 2018
พฤ อา
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: