ความน่าอัศจรรย์แห่งจิต

สมัยที่มีสมาธิมาก ก็คิดว่า จิตนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงนัก
เกี่ยวกับการรู้เห็นต่างๆ

มาปัจจุบัน ถึงแม้กำลังสมาธิที่มีอยู่ ไม่มากเท่าเมื่อก่อน ก็ยังเห็นความน่าอัศจรรย์ของจิตอีก ก็มันน่าอัศจรรย์จริงๆ

การเจริญสมถะและวิปัสสนา ประกอบด้วยการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ การพยายามระงับทุกขเวทนาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นทั้งกายและใจ

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นบททดสอบโดยตัวสภาวะเอง แบบถูกทำข้อสอบชนิดที่เรียกว่า ไม่มีการรู้ล่วงหน้า การเจ็บป่วย ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เรียกได้ว่า มาไว เคลมไว ยิ่งกว่าสิ่งใด

สิ่งที่ช่วยได้ มีแค่ สติ สัมปชัญญะ ที่เป็นตัวช่วยหยุด
ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

สมาธิมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวกับความรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเหตุปัจจัยให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง

คุณประโยชน์ของการเจริญสมถะและวิปัสสนา
นั้นมีมากมายยิ่งนัก ส่วนการรู้เห็นนั้นเป็นเช่นไร
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้ปฏิบัติ

.

เมื่อทำความเพียรมาถึงจุดๆหนึ่ง
ที่มีสภาวะแยกรูปนาม เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

จิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง
เวลามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกาย จะส่งผลกระทบต่อจิตน้อยมาก

เมื่อก่อนก็คิดว่าเข้าใจในสภาวะแยกรูปนามในระดับหนึ่งแล้วนะ อันนั้นรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ พอมาป่วย ทำให้เกิดความรู้ชัดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

.
สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ กายทุกข์(ป่วย)
แต่ใจไม่ทุรนทุรายตามกาย มีแต่ปรับตัวให้เข้ากับอาการที่มีเกิดขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาที่แพทย์สอบถามอาการทางใจ มักจะไม่ตรงกับอาการทางกายที่ปรากฏ

ซึ่งสภาวะตรงนี้ ก็มีผลต่อการรักษาด้วย
ประมาณว่า อาการทางกาย(ป่วย) แสดงออกอีกอย่าง
แต่อาการที่มีเกิดขึ้นทางจิต(อารมณ์) กลับเป็นอีกอย่าง

เช่น อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ อาการที่เกิดขึ้นทางกาย กับ อาการที่เกิดขึ้นทางใจ มันไปกันคนละทาง คือ เวลาหมอซักถามอาการ สิ่งที่เราตอบไป มันคนละเรื่องกับอาการทางกายที่ตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์

ไม่ว่าจะเรื่องหัวใจเต้นพริ้ว หมอตรวจเจอเพราะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจ แต่ใจเรากลับไม่เป็นอะไร อาการเหนื่อยมีแค่เวลาเดินขึ้นบันได นอนได้ปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย ส่วนจะหลับเร็วหรือหลับช้า ก็เรื่องปกติ ถ้าสมาธิมาก มันก็ดิ่งลงไปเอง ถ้าสมาธิน้อย จะรู้สึกตัวเนืองๆ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น จนเกิดความเคยชิน ฉะนั้นหลับหรือไม่หลับ จึงไม่มีปัญหา

.
การทำกรรมฐาน เหมือนอย่างที่หลวงพ่อจรัญท่านเคยเทศนาไว้ คนหายใจยาว ได้ประโยชน์มากกว่าคนหายใจสั้น นี่ก็เพิ่งมาเห็นประโยชน์ในตอนนี้

ตอนที่หมอถามเรื่องการหอบ หรือหายใจไม่เต็มอิ่มมีมั่งมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีค่ะ หายใจปกติ

หมอถามว่า มีเหนื่อยหรือเพลียมั่งมั๊ย
เราบอกว่า เหนื่อยเฉพาะเวลาขึ้นบันได

แบบว่าอาการอ่อนเพลียเราไม่รู้จัก
เรารู้แต่ว่า จิตเป็นสมาธิกับจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็เลยไม่รู้จะตอบกับหมอยังไง

ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปตามที่หมอรพ.รามนัด
วันนั้น ตอนที่วัดชีพจร และ ค่าออกซิเจนในร่างกาย
ปรากฏว่า ค่าออกซิเจนในร่างกายต่ำ
ครั้งแรกที่วัดที่นิ้วข้างขวา ค่าอยู่ที่ 44
จนท.เลยเปลี่ยนเป็นนิ้วข้างซ้าย ค่าอยู่ที่ 51 เกือบ 52
เขาจึงเรียกพยาบาลให้มาสอบถามอาการ

พยาบาลถามว่า มีเวียนศรีษะ หรือหน้ามืด ใจสั่น
มีอ่อนเพลียหรือมีผิดปกติอะไรมั๊ย

เราบอกว่า ปกตินะ

.
ปรากฏว่า จากที่จะต้องตรวจเป็นคนที่ 7 หมอเรียกตรวจเป็นคนแรก หมอสอบถามอาการต่างๆก่อน แล้วให้ไปตรวจคลื่นหัวใจ

ระหว่างรอ อากาศเย็นสบาย จิตเป็นสมาธิ เหมือนตัดขาดจากภายนอก สักพักมีจนท.มาเรียกให้เข้าพบแพทย์

หมอบอกว่า บางครั้งหัวใจเรามีหยุดเต้น
หมอจะติดเครื่องตามดูอาการ 24 ชม.
เพราะหมอไม่แน่ใจว่า เกิดจากยาที่แพทย์จากรพ.จุฬาภรณ์ให้กินหรือเปล่า เป็นยาบล็อกการเต้นหัวใจ ไม่ให้เต้นเร็ว หรืออาจจะเกิดจากไฟฟ้าในหัวใจเสื่อม

หมอบอกค่าใช้จ่าย (เราก็คิดนะ เสียเงินอีกแล้วเหรอเนี่ย)
หมอบอกว่า ให้ทางแพทย์ที่จุฬาภรณ์ดูก่อน
.

วันนี้ไปพบแพทย์ที่รพ.จุฬาภรณ์ตามนัด
เล่าอาการให้หมอฟังทั้งหมด
รวมทั้งเรื่องอาการหน้ามืดกับอาการวูบ

เวลารู้สึกหน้ามืด จะลืมตาไว้ เพราะถ้าหลับตา มันจะหน้ามืด แล้วถึงจะมีอาการหน้ามืด แต่มันจะมีสติคอยรั้งเอาไว้ ถ้าจะวูบ ก็จะกลับมารู้ที่กาย แบบว่าอธิบายได้ยาก

.
คือ เวลาคนที่จะเป็นลม จะมีเหงื่อออกเยอะมาก
อาการทางกายเวลาที่หน้ามืด ของเราเป็นแบบนั้นทุกอย่าง
แต่ไม่มีเวียนหัว แค่รู้สึกว่า หน้ามืด ทั้งๆที่ลืมตาอยู่

แล้วถ้าหากเป็นมาก จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
สักพักอาการนั้นจะหายไป

รอดูผลการตรวจครั้งต่อไป

.

ถ้าถามความรู้สึกในตอนนี้ เรามองว่า มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนะ แบบไม่ต้องทรมาณมาก ตอนนี้อาการเจ็บหัวใจ เหมือนเริ่มกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือ อาการเหมือนตอนที่เริ่มเป็น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรกับมัน คือ อยู่กับมันได้

ลืมเล่าเรื่องยา ยาที่กินก็ส่งผลกระทบต่อใจเหมือนกันนะ ทำให้เรามีอาการที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง อาการเหมือนสมัยที่เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมน่ะ คล้ายๆแบบนั้น คือ ฟุ้งซ่าน ทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ยาก หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ มีเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช๊อตไฟฟ้า ก็สังเกตุมาเรื่อยๆนะ มาแน่ใจตอนที่เริ่มหยุดกินยานี่แหละ ใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ กลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

โฆษณา

หิริ โอตัปปะ

8 พย. 61

หิริ โอตตัปปะ ความละอายและเกรงกลัวต่อ บาปหรืออกุศล
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เช่น การทำผิดศิลทางกาย วาจา ใจ

.

หิริพละ โอตตัปปพละ อันเป็นอริยะ(เสขบุคคล)
ความละอาย และความเกรงกลัวต่อ การประพฤติมิชอบ
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
.
เช่น ไม่ได้รู้เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
ก็บอกว่าหรือแสดงออกเหมือนกับว่า
แทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

.
ไม่ได้แทงตลอดในผัสสะ ด้วยตนเอง
ก็บอกว่าหรือแสดงออกเหมือนว่า
แทงตลอดในผัสสะด้วยตนเอง

.

เมื่อมีบุคคลถามไถ่
มักจะตอบคำถามทำนองว่า เป็นปัจจัจตัง ชิมเอง รู้เอง

คือ ไม่สามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้
และไม่สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

.
เช่น เมื่อถูกถามว่า ทำไมต้องกำหนดรู้ในผัสสะ
ก็ตอบว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กล่าวคือ ไม่สามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้
และไม่สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

.
ทางสายกลาง
ผู้รู้หนังสือ หรือไม่รู้หนังสือ
ย่อมสามารถปฏิบัติตามได้หมด
ไม่ใช่ปฏิบัติไปพร้อมกับคาดเดาไป

.

หิริพละและโอตตัปปพละ อันเป็นอริยะ(เสขบุคคล)
เมื่อนำมากล่าวในแง่ของสภาวะ
หมายถึง เป็นผู้ที่ไม่ปกปิดตนเอง

สิ่งใดที่รู้เห็นด้วยตนเอง เมื่อถูกถาม
ก็บอกตามตรงว่า รู้เห็นด้วยตนเอง รู้แค่ไหน พูดได้แค่นั้น

และสิ่งใดที่ไม่รู้เห็นด้วยตนเอง เมื่อถูกถาม
ก็บอกตามตรงว่า จำเขามา ไม่ได้รู้เห็นด้วยตนเอง

วิบากแห่งสังขาร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

กับดักหลุมพราง

11 พย. 61

เส้นทางนี้ มีกับดักหลุมพรางวางอยู่ทุกระยะ พอคิดว่า ผ่านไปได้ สภาวะหนึ่งจบไป สภาวะใหม่เกิดต่อ ก่อนจะรู้ทัน ก็ตกหลุมพรางกิเลส(หลุมสบาย) ไปซะก่อน กว่าจะตะกายขึ้นจากหลุมได้ เจอสภาวะใหม่อีก ก็ตกหลุมพรางอีก มันจะเป็นแบบนี้แหละ จนกว่าจะแทงตลอดในอริยสัจ 4 ทีนี้กับดักหลุมพรางต่างๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ชีวิตที่เหลืออยู่ ย่อมขับเคลื่อนไปโดยตัวสภาวะเอง (กรรมและการให้ผลของกรรม)

เมื่อแจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้ว ศรัทธาย่อมหยั่งลงดีแล้ว
ย่อมไม่ง่อนแง่นหรือคลอนแคลนหรือแปรเปลี่ยนเป็นอื่น
.

ที่ทำให้เกิดการทอดถอนใจ เพราะไม่สามารถบอกใครได้ว่า จงอย่าหยุดความพอใจเพียงแค่นั้น(โสดาบัน)

คำว่า 7 ชาติ หมายถึงสิ่งใด มันไม่ใช่แค่ชาตินี้เท่านั้น แต่หมายถึง ตายแล้วเกิดอีก 7 ครั้ง ถึงจะกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ทีนี้นึกถึงนางวิสาขา และท่านอนาถบิณฑกะ ที่ยังพอใจในภพชาติของการเกิด พอใจแค่ความเป็นโสดาบัน แม้ท่านทั้งสองจะเกิดในยุคสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ ก็ทำให้ปลงตกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

.

ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นอะไร ฐานะไหน ล้วนเป็นทุกข์

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม/การกระทำของตนเอง
ส่วนผลของกรรม สุดแต่ว่า กรรมไหนมีกำลังมากกว่ากัน
บางคนทำชั่วได้ดี บางคนทำดีได้ชั่ว ด้วยเหตุปัจจัยนี้แหละ
ไม่ได้เกิดจากสิ่งใดดลบันดาลให้มีเกิดขึ้นหรือให้เป็นไปแต่อย่างใด

แม้กระทั่งโรค ภัย ไข้ เจ็บ ไม่ได้เกิดแค่เพียงการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของกรรมและผลของกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ทำไมป่วยเป็นโรคเดียวกัน รักษาเหมือนกันทุกอย่าง ทำไมบางคนรักษาแล้วหาย แต่บางคนรักษาไม่หาย หรือไม่ก็หายเหมือนกัน แต่หายไปจากโลกใบนี้(ตาย)

อุบาสก

3. ยังคงอยู่ในเรื่อง ศิลที่เป็นไทจากตัณหาและทิฏฐิ

.
๗. มหานามสูตร
ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ

[๑๐๓๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นอุบาสก”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
“มหาบพิตร บุคคลถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ถึงพระธรรมเป็นสรณะ และถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ บุคคลจึงชื่อว่าเป็นอุบาสก”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล”

“มหาบพิตร อุบาสกเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
และเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ทานและการแจกทาน อยู่ครองเรือน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ”

.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา”

“มหาบพิตร อุบาสกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อุบาสกจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา”

มหานามสูตรที่ ๗ จบ

.

๘. วัสสสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยฝนตก

[๑๐๓๔] “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกบนยอดภูเขา น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ทำซอกเขา ลำธาร และห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มแล้ว ทำหนองให้เต็ม หนองเต็มแล้ว ทำบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว ทำแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้ว ทำแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้ว ก็ทำมหาสมุทรให้เต็ม

แม้ฉันใด ธรรมเหล่านี้ของอริยสาวก คือ
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์
และศีลที่พระอริยะชอบใจ

ไหลไปถึงฝั่งแล้วย่อมเป็นไป
เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

องค์เครื่องบรรลุโสดา

2. มาต่อกันเรื่อง สีลวิสุทธิ หรือศิลที่เป็นไทจากตัณหาและทิฏฐิ

ทิฏฐิในที่นี้ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ

.

สภาวะศิล อันพระอริยะใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว
อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ

มีเหตุปัจจัยจาก การแทงตลอดในอริยสัจ 4
ได้แก่ อริยสัจ 4 กับ ผัสสะ
ซึ่งเคยนำมาพูดถึงบ่อยๆ

เป็นเรื่องของการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม

ซึ่งตรงนี้สามารถมีเกิดขึ้นได้โดย

1. แทงตลอดอริยสัจ 4ด้วยตนเอง

2. ไม่ได้แทงตลอดในอริยสัจ 4 ด้วยตนเอง
แต่เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

.

๖. ปฐมอนาถปิณฑิกสูตร
ว่าด้วยอนาถบิณฑิกคหบดี สูตรที่ ๑

[๑๐๒๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า “มาเถิด พ่อมหาจำเริญ เจ้าจงเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ กราบเท้าทั้งสองของท่านด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราว่า

‘พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของพระคุณท่านด้วยเศียรเกล้า’ และเจ้าจงกราบเรียนอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านพระสารีบุตรโปรดอนุเคราะห์เข้าไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกคหบดีถึงนิเวศน์ด้วยเถิด”

บุรุษนั้นรับคำแล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่งณ ที่สมควร ได้กราบเรียนท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า

“พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของพระคุณท่านด้วยเศียรเกล้า และฝากมากราบเรียนอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านพระสารีบุตรโปรดอนุเคราะห์เข้าไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกคหบดีถึงนิเวศน์ด้วยเถิด”
ท่านพระสารีบุตรรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ

ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร มีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ เข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกคหบดี นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วถามท่านอนาถบิณฑิกคหบดีดังนี้ว่า “

คหบดี ท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ อาการทุเลาปรากฏ อาการกำเริบไม่ปรากฏหรือ

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีตอบว่า
“กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนามีแต่กำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏขอรับ”

.
“คหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

๑. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระพุทธเจ้า
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระพุทธเจ้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๒. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระธรรม
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระธรรม ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ‘พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมนั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๓. ประกอบด้วยความไม่เลื่อมใสเช่นใดในพระสงฆ์
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความไม่เลื่อมใสเช่นนั้นในพระสงฆ์ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดี ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก’

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์นั้นว่ามีอยู่ในตน เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๔. ประกอบด้วยความเป็นผู้ทุศีลเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ความเป็นผู้ทุศีลเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะท่านมีศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นศีลที่พระอริยะชอบใจนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๕. ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาทิฏฐิเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาทิฏฐิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาทิฏฐินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๖. ประกอบด้วยมิจฉาสังกัปปะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสังกัปปะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสังกัปปะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาสังกัปปะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๗. ประกอบด้วยมิจฉาวาจาเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวาจาเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวาจา

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวาจานั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๘. ประกอบด้วยมิจฉากัมมันตะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉากัมมันตะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมากัมมันตะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมากัมมันตะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๙. ประกอบด้วยมิจฉาอาชีวะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาอาชีวะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาอาชีวะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาอาชีวะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๐. ประกอบด้วยมิจฉาวายามะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวายามะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวายามะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวายามะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๑. ประกอบด้วยมิจฉาสติเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสติเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสติ

ก็ท่านพิจารณาเห็นสัมมาสตินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๒. ประกอบด้วยมิจฉาสมาธิเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาสมาธิเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาสมาธิ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาสมาธินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๓. ประกอบด้วยมิจฉาญาณะเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาญาณะเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาญาณะ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาญาณะนั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน

.
๑๔. ประกอบด้วยมิจฉาวิมุตติเช่นใด
หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

มิจฉาวิมุตติเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน
เพราะท่านมีสัมมาวิมุตติ

ก็เมื่อท่านพิจารณาเห็นสัมมาวิมุตตินั้นว่ามีอยู่ในตน
เวทนาก็จะสงบระงับไปโดยพลัน”

.
ขณะนั้น เวทนาของท่านอนาถบิณฑิกคหบดีได้สงบระงับไปโดยพลัน ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีอังคาสท่านพระสารีบุตรและท่านพระอานนท์ด้วยอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตนแล้ว จึงเลือกนั่ง ณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่า

เมื่อท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จวางมือจากบาตรแล้ว
จึงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

“ผู้ใดมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
มีศีลอันงามที่พระอริยะชอบใจ(และ)สรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง
บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน
ชีวิตของเขาก็ไม่สูญเปล่า

เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา
เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ควรหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม”

ครั้นท่านพระสารีบุตรอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว
ก็ลุกจากอาสนะจากไป

.

ต่อมา ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า

“อานนท์เธอมาจากที่ไหนแต่ยังวัน”

ท่านพระอานนท์ทูลตอบว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกล่าวสอนท่านอนาถบิณฑิกคหบดีด้วยโอวาทนี้”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“อานนท์ สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก
ได้จำแนกองค์เครื่องบรรลุโสดาด้วยอาการ ๑๐ อย่าง”

ธันวาคม 2018
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: