วิบากแห่งสังขาร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ธันวาคม 2018
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: