สัจจานุโลมิกญาณ

พระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
มีปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับจิตดวงสุดท้าย

ซึ่งเป็นที่มาของอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ สัจจานุโลมิกญาณ

.

๓. ปฐมพลสูตร ๓

[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็น ไฉน

คือ ศรัทธาพละ
วิริยพละ
หิริพละ
โอตตัปปพละ
สติพละ
สมาธิพละ
ปัญญาพละ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.

ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย

ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา
ความ หลุดพ้นแห่งจิต คือ ความดับของภิกษุนั้น
ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น.

.

.
๔. ทุติยพลสูตร [๔]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ เป็นไฉน
คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ศรัทธาพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา
คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า

แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ
เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
นี้เรียกว่า วิริยพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความ
ละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการจักต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย
นี้เรียกว่า หิริพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว

คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
สะดุ้งกลัวต่อการถูก ต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย
นี้เรียกว่า โอตตัปปพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ
คือ ประกอบด้วยสติเครื่อง รักษาตนอย่างยิ่ง
ย่อมระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้นานได้
นี้เรียกว่า สติพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน
นี้ เรียกว่า สมาธิพละ.

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
คือ ประกอบด้วยปัญญา ที่กำหนดความเกิดและความดับ
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึง ความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ปัญญาพละ

.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.
ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต
ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย
ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา
ความหลุดพ้นแห่งจิต คือ ความดับของภิกษุนั้น
ย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น

 

 

27-3-18

ความมั่นคงทางใจ

.
ตราบใดที่ยังมีอุปทานขันธ์ ๕ กิเลสก็ยังทำงานปกติ ให้กำหนดรู้

เมื่อกำหนดรู้ อย่างน้อย ใจสงบลงไปได้
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา …

ก็เป็นการดับรอบเฉพาะตน คือ ดับตัณหา
ไม่ไหลตามตัณหา จนถึงขั้นสร้างเหตุนอกตัว
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเพียรละเนืองๆ โดยการกำหนดรู้ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น จะเริ่มเป็นอัตโนมัติ คือ กระทบ รู้ ไม่ต้องมาคอยกำหนด หรือใช้ความอดกลั้น กดข่มใจ แบบตอนแรกๆ

สมัยก่อน ตอนที่รู้ชัดและรู้จักว่ากิเลสคืออะไร เราก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ใช้การกำหนดรู้ ใช้เรี่ยวแรงอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้นกดข่มใจ ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามแรงผลักดันของตัณหา

ถึงจะมีความประมาทพลาดพลั้ง หลงกระทำไปบ้าง แต่เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม การยับยั้งชั่งใจก็มีมากขึ้น
สติ สัมปชัญญะก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกำหนด
ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายในการอดทน แบบก่อนๆ

รู้แล้วจะมีแต่ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คือ กรรม(การกระทำ)และผลของกรรม

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด คือ ไม่ปล่อยใจไหลตามตัณหา กิเลสที่มีเกิดขึ้น รู้แค่ว่ามีเกิดขึ้น ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ เหมือนตอนที่แรกรู้ชัดเรื่องกิเลส

ตรงนี้คนละเรื่องคนละอย่างกับทางโลก
ทางโลกจะบอกว่าเข็ด ไม่เอาแล้ว นั่นเกิดจากความกลัว พอผ่านไป ก็ทำอีก

แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ มันต่างกันมากเหมือนหน้ามือกับหลังมือ

ถ้าถามว่า แล้วยังมีหลุดสร้างเหตุนอกตัวมั่งมั๊ย คำตอบคือ ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก และก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจเหมือนก่อนๆ ก็ทำไปแล้วนี่ ยอมรับผลที่ตามมาก็แล้วกัน ไม่นำมาวิตกหรือกังวลแต่อย่างใด

อีกอย่างที่ไม่วิตกกังวล เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า เมื่อถึงเวลาทำกาละ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย จึงไม่รู้สึกกังวลเพราะเหตุนี้ และการไม่โกหกตัวเอง ไม่ปกปิดตนเอง ตัวเราย่อมรู้จักตัวเองมากที่สุด

.

อุปทานขัธ์ ๕ จะละขาดได้หมดสิ้นไม่มีเหลือ ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

ตัวแปรของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

จะเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
หรือจะเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ ในปฏิสัมภิทามรรค ก็ได้

กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิเท่านั้น

.
ฉะนั้น การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
เวทนาในเวทนา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตในจิต ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ธรรมในธรรม ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

มีผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

และมีตัณหา เป็นตัวแปรที่สำคัญอันดับต่อมา
ประกอบกับมีเกิดมาการคิดพิจรณาเนืองๆ
หรือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
(เช่น เห็นว่ากายนี้ไม่งาม เต็มไปด้วยมูตร คูถ ต้องชำระล้าง)

มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
(เช่น กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน กินเพื่ออยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความติดในในรสชาติของอาหาร)

มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
(เช่น ไม่เห็นความอภิรมย์ หรือความน่ายินดีใดๆในโลก)

พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
(เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรปรวน ตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด)

มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑
(เช่น ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว แม้ยามที่มีภัยมา อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต)

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่ และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑)
และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

.

.

ถ้าถามว่า แล้วผู้ที่ยังไม่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น แต่ทำความเพียรโดยการกำหนดรู้มาตลอด จะมีผลอย่างไร ขณะทำกาละ

คำตอบ ตรงนี้ ผู้ถามยังไม่เข้าใจเรื่องสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิมีเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ

๑. เกิดจากการทำกรรมฐาน

๒. เกิดจากการทำความเพียรโดยใช้การกำหนดรู้
ผู้ที่เพียรดับหรือเพียรละเหตุแห่งทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้
ขณะที่จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่ก็เป็นสัมมาสมาธิเช่นกัน

เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นทุกขัง ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า อัปณิหิตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นอนัตตา ละความยึดมั่นถือมั่น
แล้วปล่อยวางจากผัสสะ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เรียกว่า สุญญตสมาธิ

เพียงแต่ตัวแปรจะเปลี่ยนไป คือ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แต่เป็นตัณหาเพียงอย่างเดียว

และต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย คือ อาจจะเกิดจากการคิดพิจรณา หรือเกิดจากเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเองว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กุมภาพันธ์ 2019
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: