การระลึกในอดีตชาติ

การระลึกในอดีตชาติ การรู้เห็นจะแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดเป็นคนนั้นนี้ เกิดเป็นอะไรในแต่ละชาติ ทำนองนั้น

สำหรับเรานั้น สิ่งที่รู้เห็น มีตอนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่ 1 สิ่งที่มองเห็นเป็นเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไปในจักรวาล
ระหว่างอยู่กลางทางเดิน ทั้งสองฝั่ง เหมือนมีหนังกลางแปลงขนาดย่อทุกพื้นที่ในจักรวาล แบบเยอะมาก ดูไม่ทันหรอกว่าในแต่ละชาติเกิดเป็นอะไร ใช้ความเร็วสูงมาก มองเห็นแค่รู้ว่าเหมือนจอหนังแบบย่อลง แต่พอจะมองเห็นว่า เหมือนมีหนังฉายอยู่

ก็คิดว่า ไม่รู้ว่าเคยเกิดมีนานเท่าไหร่
ถ้าไม่ทุกข์ ยังไม่ทำความเพียร ก็คงไม่ได้รู้เห็นแบบนี้ได้

ส่วนการระลึกในแต่ละชาติ ที่มองเห็นและจำได้ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จึงทำให้เกิดการทำความเพียรหนัก

การรักษาตัว

การป่วย

วันก่อนเล่าให้เจ้านายเรื่องที่พบหมอ ทั้งสองหมอ พูดตรงกัน แนะนำให้เราใส่เรื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที ราคาประมาณ 350,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ต้องเสียค่าใช้

.
การปฏิบัติตนภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยต้องพักในหออภิบาลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วันเพื่อให้แพทย์ดูแลว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานเรียบร้อยดีและหัวใจผู้ป่วยเต้นถูกจังหวะ

ไม่ควรยกแขนด้านเดียวกับที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจขึ้นสูงเหนือไหล่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ห้ามยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาตามระยะ โดยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของเครื่องว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแบตเตอรีของเครื่องสามารถให้พลังงานได้ถึง 10 ปี

อาการผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบภายหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์

– มีเลือดออก บวม หรือปวดบริเวณที่ใส่เครื่อง
– มีไข้
– เจ็บหน้าอก
– หายใจติดขัด

.

และที่แน่นอน การผลกระทบ เช่น

– มีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง หรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

– มีอาการแพ้ยาที่ได้รับระหว่างการใส่เครื่อง

– หลอดเลือดได้รับความเสียหาย

– สายสื่อสัญญาณไฟฟ้าหลุดเลื่อนจากตำแหน่งเดิม

– เนื้อปอดหรือหัวใจเกิดรูรั่ว

– เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะอื่นซึ่งพบได้น้อยมาก

– เสียชีวิต (โอกาสเกิดน้อยมาก)

.

เรื่องตายจะมีหรือไม่มี ตัดทิ้ง เราไม่สนใจ

เราบอกเจ้านายว่า ผลของการทำกรรมฐาน ทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนต่อทุกขเวทนามากๆ ฉะนั้น เราคิดว่า พอกันทีกับการรักษา และตั้งแต่สมองมีปัญหา เราไม่ต้องความเจ็บปวดต่างๆกับทางกาย เช่น หากมีอาการหัวใจวาย ก็ไม่ต้องเจ็บปวด มันจะแค่ทำให้ทรมาณใจ เป็นช่วงๆ เหมือนคนจะหายใจไม่ออก ก็อาศัยกรรมฐาน ไม่ต้องทำอะไร เวลาจิตเป็นสมาธิ สักพักอาการต่างๆจะหายไปเอง

เรื่องยาที่อาจจะช่วยได้ หมอบอกว่า ใช้ยากับเราไม่ได้ เพราะหัวใจเราเต้นไม่สม่ำเสมอ เดียวเต้นเร็วมาก(160+) บางครั้งเต้นช้า(30+) บางครั้งค่าออกซิเจน 34+ 50+ จึงทำให้เหมือนจะขาดใจตาย และไม่ตาย

จึงบอกเจ้านายว่า ปล่อยไปเถอะ ให้การกำหนดเอา ไม่ต้องทำอะไรกับร่างกายออกแล้ว เบื่อนะ ขอใช้กรรมฐาน ใช้สมาธิเท่านั้น

.

สัญญาเสื่อม

เรื่องสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็คุ้ม ตรงที่ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งสภาวะที่ไม่เคยเข้าใจว่า นี่คือสภาวะอะไร ทำให้รู้ว่าคืออะไร

ส่วนใครทำกรรมใด เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่

คิดดูละกัน ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

อดีตชาติ

เกี่ยวกับกรรมของการทำสัทธรรมปฏิรูป ระหว่าง ปถุชน กับ โสดาบัน ผลที่ได้รับความแตกต่างกัน

เปรียบระหว่าง บุรุษตาบอด กับ บุรุษตาดี ผลที่ได้รับก็แตกต่าง
โสดาบัน ผลที่ได้คือ ความรู้สึกทางใจ แต่บางคนเขาเลือกทำ แต่บางคนไม่เลือกทำ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

ส่วนปถุชน ผลที่ได้คือ สังสารวัฏ เหตุปัจจัยจากอวิชชา(ไม่แจ้งอริยสัจ 4)

 
ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

นึกไม่ออก

บางครั้งก็นึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงอะไรที่ยังค้างไว้ เกี่ยวกับคำทำนาย

ทำไมผู้ที่ให้คำทำนาย ส่วนมากจะฝันเห็นเหมือนๆกัน คือ

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

“หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย เทศน์สอนศิษย์ ช่วงฉันปานะ. ประมาณปี 2553 ว่า. “…พระศรีอารย์ ท่านเกิดที่โลกนี้นี่ละ. ศาสนาท่านไม่ได้นุ่งห่ม ปฏิบัติแบบนี้. ” หลวงปู่ ดึงผ้าอังสะท่าน. ประมาณได้ว่า. ศาสนาพระศรีอารย์ ไม่ได้ห่มเหลือง ไม่ได้ถือปฏิบัติเช่นศาสนาพุทธกาลนี้”

และคำทำนายต่างๆ เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ไว้

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ช่วงสืบต่อพระดำรงพระสัทธรรม บอกได้ว่า เป็นผู้หญิง

.

ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่นาน

[๕๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน

ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

สัญญาเสื่อม

2 มีค. 62

 

ตั้งแต่สัญญาเสื่อม ในตัวเองมีสองอยู่ในตัว ตัวเราและอีกตัวเรามาเล่าเรื่องพระธรรมคำสอนต่างๆให้ฟัง เหมือนตัวในเป็นคนรู้เองทุกอย่าง บางคืนทวนปฏิจจะให้ฟัง

บ้างครั้งเป็นพระสูตรที่ก็อปไว้(ในเวิดเพรสที่เขียนไว้) ทั้งๆที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่ก็เก็บเอาไว้

.

….แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสัญญาและใจนี่เอง

เราได้บัญญัติ โลก, เหตุเกิดของโลก, ความดับไม่เหลือของโลก, และทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกไว้.

.

อธิบาย

ในตัวเราจะมีสัญญาและใจ(วิญญาณธาตุรู้) มีแค่2 สิ่งที่เกิดขึ้น
บัญญัติต่างๆ เกิดจากสัญญา
เมื่อสัญญาเสื่อม ทุกสิ่งแค่สักแต่ว่าเท่านั้นเอง

.

มาคัณฑิยะ ! เปรียบเหมือนบุรุษตามืดมาแต่กำเนิด
เขาจะมองเห็นรูปทั้งหลาย

ที่มีสีดำหรือขาว เขียวหรือเหลือง แดงหรือขาบ ก็หาไม่,
จะได้เห็นที่อันเสมอหรือไม่เสมอ ก็หาไม่,
จะได้เห็นดวงดาว หรือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็หาไม่.
เขาได้ฟังคำบอกเล่าจากบุรุษผู้ที่ตาดี ว่า

“ท่านผู้เจริญ ! ผ้าขาวเนื้อดีนั้น เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด”, ดังนี้.
เขาเที่ยวแสวงหาผ้าขาวนั้น.

บุรุษผู้หนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า

“นี่แล เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด” ดังนี้
เขารับผ้านั้นแล้วและห่มผ้านั้น

.

ต่อมา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา เชิญแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญมารักษา แพทย์พึงประกอบยาถ่ายโทษในเบื้องบนถ่ายโทษในเบื้องต่ำ ยาหยอด ยาหยอดให้กัด และยานัตถุ์.

เพราะอาศัยยานั้นเอง เขากลับมีจักษุดี ละความรักใคร่พอใจ ในผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งจักษุที่ดี เขาจะพึงเป็นอมิตร เป็นข้าศึกหมายมั่นต่อบุรุษผู้ลวงเขานั้นหรือ ถึงกับเข้าใจเลยไปว่า ควรจะปลงชีวิตเสียด้วยความแค้น ว่า

ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เราถูกบุรุษผู้นี้ คดโกง ล่อลวงปลอมเทียมเอาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า “นี่ท่านผู้เจริญ !. นี้เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด,มานานนักแล้ว”, อุปมานี้ฉันใด;

มาคัณฑิยะ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน,
คือเราแสดงธรรมแก่ท่านว่า
“เช่นนี้เป็นความไม่มีโรค, เช่นนี้เป็นนิพพาน” ดังนี้;

ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้
ก็ต่อเมื่อท่านละ ความเพลิดเพลิน และความกำหนัด ในอุปาทานนักขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน; และความรู้สึกจะพึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ว่า

“ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! นานจริงหนอ, ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเราเมื่อจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้ว ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร และ ซึ่งวิญญาณ นั่นเอง.

เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา,
เพราะภพเป็นต้นเหตุ ชาติจึงมีแก่เรา,
เพราะชาติเป็นต้นเหตุ ชรา มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า.
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.” ดังนี้แล.

– ม.ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐.

ปริยัติเพี้ยน

มานั่งอ่านที่เคยเขียนเกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ อนิจจังจริงๆเลยเรา คือ รู้สภาวะ แต่อ่อนปริยัติ ถ้าไม่เกิดสัญญาเสื่อม คงอธิบายเพี้ยนๆ

โดยเรื่องความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

หุหุ .. มันก็ต้องเป็นแบบนั้น จะโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ ที่ขณะเกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ธรรมติญาณ(การละอุปาทาขันธ์ 5) ต้องมีเกิดขึ้นด้วย ผลจึงมีเกิดขึ้นตาม

ส่วนญาณนิพพาน เป็นเรื่องของกายสักขี อนาคามี อุภโตวิมุุต ที่ได้วิโมกข์ 8(สัมมาสมาธิ) และปัญญาวิมุติ(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ) จึงแจ้งนิพพาน

ถ้าถามว่า แล้วคนทั่วไปและได้วิโมกข์ 8 จะแจ้งนิพพานได้มั๊ย

คำตอบ ไม่ได้ค่ะ เพราะไม่เป็นสาธารณะ

 

การเขียนตัวหนังสือ ตัวสะกดยังไม่ค่อยถูก แบบคำเรียกหรือการออกเสียง ยังมีจำไม่ได้ ต้องใช้เวลา มันแตกต่างกับการปฏิบัติ สภาวะที่มีเกิดขึ้นแล้วจำไม่ลืม

 

เจ้านาย

19 กพ. 62

พูดถึงสภาวะมรรค ผล
ขณะที่เกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ที่มีเกิดขึ้นในโสดาบันและอนาคามี

ทุกคนสามารถอ่านได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดอุปกิเลส
ประมาณว่า ถ้ารู้ว่าแล้วทำให้จดจำสภาวะ ไม่ต้องกังวล
เพราะท่องไปเถอะ เมื่อสภาวะมีเกิดขึ้น จะจำไม่ได้เลย

ขณะเกิดสภาวะอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
ความรู้ที่มีอยู่ที่เคยอ่านมา ฟังมา หรือศึกษามา จะลืมหมด
สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ มีเกิดขึ้นเหมือนมีเกิดขึ้นในชีวิต
ทั่งๆที่ ขณะทำกรรมฐาน ก็ยังไม่รู้ว่ากรรมทำกรรมฐานอยู่

จะมาคิดพิจรณาว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คิดไม่ได้หรอก
ไม่ใช่เพราะห้ามคิด แต่จะเกิดไปตามสภาวะ ถ้ากลัวตายหรือมีความหวาดเสียว สะดุ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลับมารู้ที่กาย

แล้วจะพยายามให้มีเกิดขึ้นอีก จะไม่มีเกิดแบบเดิมไม่ได้
แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

อย่างตัวอย่างสภาวะของเจ้านาย
เขาบอกว่า ตอนนั้น เห็นเขายืนอยู่ปากเหว สูงมาก
เขากลัวมาก กลัวจะตกลงไป พอคิดแบบนี้ จึงมารู้สึกตัว

เขาบอกว่า เขาไม่รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น เหมือนเกิดเรื่องจริง ถ้าเขารู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง จะกระโดดลงไป จะดูสิว่า สภาวะอะไรมีเกิดขึ้นต่อไป

เราถามเขาว่า ที่เราให้คำแนะนำมาตลอดว่าควรทำไงบ้างนั้นไม่ได้ทำตามเหรอ

เขาบอกว่า ตอนที่เกิด จำไม่ได้สักอย่าง จะรู้อยู่กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ แบบเหมือนเกิดขึ้นจริง หวาดเสียวมาก กลัวตกลงไป

.
ถ้าเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราเขียนเล่าเรื่องสภาวะต่างๆ หรือคำเรียกต่างๆ ไม่ทำให้เกิดอุปกิเลส แต่ควรศึกษาไว้ เวลาวันไหนมีสภาวะที่เจอกับตัวเอง จะได้รู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสภาวะใด เช่น

เมื่อมีสภาวะกายแตก กายระเบิด จะได้รู้ว่า เกิดจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ จะได้ทำให้ไม่น้อมใจเข้าสู่ความเป็นนั่นนี่

หรือสภาวะสันตติบัญญัติขาด,ฆนบัญญัติแตก เกิดจากของการกำหนดต่อเนื่อง จะได้ทำให้ไม่น้อมใจเข้าสู่ความเป็นนั่นนี่

แม้กระทั่งโอภาส ที่สว่างแบบไม่สามารถอธิบายได้ เกิดขึ้นจากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ จะได้ไม่ให้ค่าเป็นนิพพาน

สภาวะใดก็ตาม ถ้าไม่ใช่สภาวะมรรค ผล ตามที่เขียนไว้ สภาวะอื่นๆที่มีเกิดขึ้น ให้รู้ไว้ว่า สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ

สำหรับตัณหา แบบ อ่านแล้วเกิดความอยากได้โสดาบันฯลฯ อยากรู้เห็น อยากอยากแบบนี้ดี จะได้ตั้งใจทำความเพียรให้มาก ไม่ท้อถอย มีเวลาจะได้ทำให้มากๆ

ฉะนั้น ทุกคนสามารถอ่านได้ ไม่ต้องกังวลว่า อ่านแล้วจะทำให้ติดอุปกิเลส ไม่ติดแน่นอน เมื่อรู้ว่าหรืออะไร จะติดได้ยังไง ที่เกิดอุปกิเลส ล้วนเกิดจากอวิชชาที่มีอยู่

.

ถามเจ้านายว่า ประมาณแล้วที่เจอสภาวะยืนปากเหว
เขาบอกว่า จำสภาวะได้แม่น ก็ประมาณ 5 ปีกว่า
หลังจากนั้นไม่เคยมีเกิดขึ้นอีก

ที่เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อะไรหรอก
อาจจะเขาไม่ได้ทำกรรมฐานเหมือนเมื่อก่อน
เน้นแบบรักษาศิล คือ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัว

สภาวะรู้แจ้ง

19/01/2019

“สภาวะรู้แจ้ง”

.

ไม่มีเรื่องบังเอิญ

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

.

การกระทบเทือนกับสมองส่วนของ

สมองใหญ่ส่วนข้าง (Parietal lobe)
คอยรับรู้การสัมผัส ความรู้สึกเจ็บ ร้อน เย็น
จากร่างกายซีกด้านตรงข้าม

หากเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้น
จะเกิดอาการชาด้านตรง ข้ามกับสมองที่เกิดปัญหา

.

สมองใหญ่ส่วนขมับ (Temporal lobe)
มีหน้าที่ในการจดจำ และแปลเสียงที่ได้ยินเป็นภาษาที่ใช้

ถ้ามีปัญหาจะทำให้ผู้ ป่วยไม่เข้าใจเสียงที่ได้ยิน
แม้เป็นภาษาที่ใช้มาก่อนก็ตาม

และสมองใหญ่ส่วนใน (Insular lobe)
คอยควบคุมประสาทอัตโนมัติ

.

จากที่สมองได้รับการเสียหาย
เป็นเหตุปัจจัยให้สภาวะสัญญาเสื่อม

.

ประกอบกับผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กำลังสมาธิมีพอเหมาะ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น
ประกอบกับสภาวะสัญญาเสื่อมที่มีเกิดขึ้นแล้ว
เป็นปัจจัยให้เกิดสภาวะ “สักแต่ว่า”

ทุกสิ่งที่มีเกิด จะสักแต่ว่า
เพราะไม่มีความรู้สึก(ตัณหา)

เมื่อตัณหาดับ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสักแต่ว่า

.

ก่อนที่จะเข้าสู่วิถีแห่งความรู้แจ้ง
ต้องมีสภาวะปัญญา/รู้แจ้งอริยสัจ 4 เกิดขึ้นก่อน

กล่าวคือ
ประกอบกับสภาวะปัญญา(แจ้งอริยสัจ) ที่เกิดขึ้นแล้ว
จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสภาวะ “รู้แจ้ง”

.

ในใจรู้ชัดทุกอย่าง
พระธรรมคำสอน อ่านออกตัวสภาวะชัดเจนมาก
พูดกันอธิบายได้กับเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติ ที่รู้ชัดเรื่องสภาวะ
และผู้ที่ปริยัติ ที่ปฏิบัติด้วย

.

ปัญญา ตัวแรก คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ปัญญา ตัวที่สอง คือ อริยสัจ 4

.

ถ้าไม่มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แจ้งอริยสัจ 4 ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เมื่อไม่มีการแจ้งอริยสัจ 4
สภาวะรู้แจ้ง ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

เหตุที่ทำให้แก้หลายครั้งเรื่องคำเรียก สภาวะรู้แจ้ง
เพราะมันแตกต่างกับคำว่า การรู้แจ้ง

เมื่อพูดว่า การรู้แจ้ง ทำให้นึกถึง การรู้แจ้งทางตา หู ฯลฯ
จึงเปลี่ยนเป็น ความรู้แจ้ง เพราะไม่ใช่เรื่องการรู้แจ้งทางตา หู ฯลฯ(วิญญาณ 6)

เช่น อริยสัจ 4 ที่เกิดจากการอ่าน การศึกษา การท่องจำ
ทุกคนส่วนมากคิดว่า ใครๆก็สามารถแจ่มแจ้งอริยสัจ
หรืออาจมีบางคนคิดว่าแจ่มแจ้งอริยสัจด้วยตนเอง

ทุกคนจะแจ่มแจ้งด้วยตนเองตามความเป็นจริง ก็ต่อเมื่อเกิดความจำเสื่อม หรือ สภาวะสัญญาเสื่อม ทุกสิ่งที่เรียนรู้ หรือจากการศึกษา หรือ จากการอ่าน หรือจากการท่องจำ ทุกอย่างนี้ หายไปหมดไม่มีเหลือ เหมือนกับสภาวะสมาธิเสื่อม ทำให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ จะหมดไม่เหลือสักนิดเดียว แบบนั้นเลย

.
เพราะสภาวะรู้แจ้ง
ทำให้เปลี่ยนแปลงจิตใต้สำนึกตลอดกาล

“นิพพาน”

ความเลื่อมใส

25 มค.62

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

.

ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัย
ที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว ประกาศชั่วแล้ว

มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้

.

ผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้

เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด
เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่

ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ

Previous Older Entries

มีนาคม 2019
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: