ผจญภัยและกลับมาปัจจุบัน

กลับมาปัจจุบัน

เปรียบเทียบของสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ครั้งแรกป่วยสมอง ทำให้เข้าสู่ความว่าง 

ครั้งที่สอง ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ. เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

.

เรื่องของหมอ เอาเป็นว่า กรรมของใครก็ของคนนั้น
ใครจะเป็นอะไรอย่างไร ร่วมทั้งเราด้วย
ล้วนเกิดจาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
อาจจะไม่ใช่ผลของปัจจุบัน
แต่อาจเกิดจากในอดีต สมัยไหนก็ไม่รู้

จากการป่วย ทำให้เรารู้ว่า เป็นคนที่อึดมาก เกิดจากการทำกรรมฐาน แต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายของสังขาร เดิมก็มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกว่าเบื่อ ยิ่งกว่าเบื่อ ทำไงละ เหตุมี ผลก็ยังมี
ยาฉีดละลายลิ่มเลือด ช่วยให้มีความรู้สึกต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น อย่างน้อยจะได้ป้องกันตัวเวลาที่เกิดการอันตรายที่มีเกิดขึ้นกับร่างกาย ที่เคยพูดถึงแก้วแตก แล้วเศษแก้วตำ ก็ไม่รู้สึก นี่อันตราย

อาการสมอง ควาวามรู้สึกต่างๆ ที่ยังมีเป็นอยู่ ก็เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น บางครั้งเกิดยาว บางครั้งสั้น ไม่แน่นอน

ดตามความเป็นจริงคือ ดีสุดๆ ผัสสะก็สักแต่ว่า

.

ครั้งแรก 13-16 ธค. 61
การป่วยครั้งนี้ เกิดจากหมอหยุดยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดข้น จนเป็นลิ่มหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
ถ้ามองสภาวะ ครั้งแรกการป่วยสมอง ทำให้ความจำเสื่อม(สภาวะสัญญาเสื่อม)
ถ้าใครอยากรู้ว่าสภาวะสัญญาเสื่อมที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบนั้น ให้ทำสมาธิจนถึงเนวสัญญาฯ จึงจะเข้าใจ แล้วต้องเป็นสัมมาสมาธิ จึงจะรู้ได้
เนวสัญญาเนวสัญญา ที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ) สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น กระทบ(เกิด) ดับ อยู่แบบนั้น
ไม่สามารถบังคับร่างกายให้การเคลื่อนไหวตามที่ต้องการได้ กายก็สักแต่ว่ากาย ทุกสิ่งสักแต่ว่า
ต้องรอเวลากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น คลายตัวก่อน จึงจะเคลื่อนกายตามไปปกติ

มันเหมือนกับอาการป่วยสมองครั้งนี้ บางครั้งเข้าสู่ความว่าง ได้แค่ดู ทำอะไรไม่ได้
เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น จะพูดหรืออะไร จะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น

การป่วยครั้งนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า บัญญัติ หรือคำเรียกต่างๆ ถูกทำลาย
สำหรับทางโลก จะทำให้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น การพูด พูดเหมือนคนติดอ่าง เพราะต้องคิดก่อนที่จะพูด
ที่บอกว่าพูดการคิด หมายถึง นึกถึงการออกเสียง ทำให้พูดช้า

สำหรับทางธรรม ไม่มีปัญหา กลับดีสำหรับผู้ปฏิบัติ เน้น ต้องผู้ปฏิบัติเท่านั้น
เวลาอ่านพระธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เข้าสู่ปรมัตถ์โดยอัตโนมัติ คือ มองผ่านจากตัวอักษร เห็นอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ
เราก็ได้แค่มอง ทำอะไรไม่ได้ เกิดจากการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ การเขียนตัวหนังสือต้องใช้เวลา จึงทำให้ไม่กล้าเขียนสิ่งที่รู้เห็น กลัวว่าจะสื่อสารผิด
จึงเป็นที่มาของการเขียน ที่เราเขียนว่า ปริยัติเพี้ยน

ครั้งที่สอง 11-18 มิย. 62
การป่วยครั้งนี้ จะคล้ายครั้งแรก แต่ไม่ได้เกิดจากหมอหยุดยา
แต่เกิดจากหมอให้กินยาละลายลิ่มเลือด แต่ไม่มีการติดตามผลเลือด บอกเราแค่ว่า ถ้ามีผิดปกติให้มารพ.
กว่าจะรู้ว่าผิดปกติ ก็ทำให้ป่วยสมองเป็นอีกครั้ง ที่เกิดจากเลือดข้น แล้วกลายเป็นลิ่ม ลิ่มเลือดจากหัวใจหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
อาการก่อนเป็นนั้นทางกาย จะมีเกิดขึ้นเหมือนกับครั้งแรก ตอนตีสี่ เหมือนเวลาเดิมๆ จะลุกเข้าห้องน้ำ แล้วขาอ่อน ขึ้นเดินไม่ไหว
ใช้มือเกาะขอบโต๊ะ แล้วพยุงตัวช่วยการเดิน อาการครั้งนี้ ไม่มีอาการปวดหัวข้างซ้าย แต่เวียนหัว คลื่นไส้
แล้วจู่ๆรู้สึกหนาวเข้าใจ แบบหนาวๆมากๆ เหมือนคนนอนหน้าหนาวแล้วไม่ได้ใส่ผ้า อาการแบบนั้น

ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ.
เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

การรักษาครั้งนี้ หมอให้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด 13 เข็ม เพื่อให้เลือดไม่ข้น
ยาที่ฉีดครั้งนี้ ทำให้เกิดความรู้ชัดในต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึกทางกายและใจ
อาการเหมือนการคลายออกจากเนวสัญญาฯ เหลืออยู่ที่กิญจัญญายตนะ
จิตจะมีแต่การคิดพิจรณา จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เช่น
พระสูตรในแต่ละพระสูตร พูดตามความเป็นจริง หมายถึง พระธรรมคำสอนที่พระพุทธทรงตรัสสอนไว้
เวลาอ่าน มองเผินๆ หากอ่านตามตัวอักษร จะมองว่า เรื่องเล่า แค่ถ่ายทอดออกมาแค่นั้น ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่
เมื่อเห็นทะลุตัวอักษร ทุกคำพูดที่พระเจ้าตรัสนั้น เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

พระสูตรในแต่ละสูตร จะว่าไปแล้ว พระสูตรที่เราเลือกไว้ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าเรื่องของเหตุปัจจัย
เพราะพระสูตร(เรื่องเล่าจากพระพุทธเจ้า) มีทั้งหมด 6 พระสูตร
เริ่มตั้งแต่ สุริยสูตร เกี่ยวกับ สัทธานุสารี ธัมมนุสา เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ไว้
พระสูตร   ๔. มหาสุทัสสนสูตร (๑๗)    พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ(สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เกิด 7 ชาต)
พระสูตร ๙. เทวธาวิตักกสูตร ชาติปัจจุบันที่ตรัสู้เป็นพระพุทธเจ้า
และอีกสามพระสูตร จบเรื่องเล่าทั้งหมด  อริยสัจ4 สรุปย่อ ทุกข์(เกิด) และความดับทุกข์

ทำไมสัทธานุสารี ธัมมานุสารี  ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ทำไมเขียนเหมือนกัน แต่มาความแตกตต่างตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เกิดจาก “จิต” จากเริ่มจาก จิตเล็กๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
เข้าสู่จิตที่ใหญ่ขึ้น รูปฌาน อรูปฌาน นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมาสารี ต้องนี้เข้าสู่อินทรีย์ 5
เวลาเรียก เรียกเหมือนกัน แตกต่างเกี่ยวกับอินทรีย์ 5

ภพชาติของการเกิด จะเกิดนั้น หรือเกิดสั้น ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5
ถ้าเป็นจิตเล็กๆ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเนิ่นนานเหมือนเรื่องเล่า

พระองค์ทรงบัญญัติจากจิตเล็กๆ(เกิดนาน) ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
ไปสู่จิตใหญ่(เกิดสั้น) ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ต้องนี่ต้องผ่านการอบรมกายและอบรมจิต ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา

 

 

เป็นที่มาของภาพใหญ่เกี่ยวกับโสดาบันทั้งหมด(ภพชาติของการเกิด) 

 
สอุปาทิเสสสูตร(ยกมาแสดงบางส่วน)
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ … ฯ
เสขสูตรที่ ๓ (ยกมาแสดงบางส่วน)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไปท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเจ็ดครั้ง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยวไปสู่๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ) แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ว่าด้วยอินทรีย์ 5
เอกาภิญญาสูตร
ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ
เป็นพระโสดาบันผู้เอกพิชี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
เป็นพระโสดาบันผู้โกลังโกละ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้เอกพิชี
เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้โกลังโกละ
เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: