สัทธานุสารี,ธัมมานุสารี

รายละเอียดเรื่องโสดาบัน สัทธานุสารี,ธัมมานุสารี
เกี่ยวกับภพชาติของการเกิดเวียนว่ายในวัฏสังสาร

 

เอกาภิญญาสูตร
ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ

.

พระโสดาบันผู้เอกพิชี เพราะอินทรีย์ ๕
ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
.
เป็นพระโสดาบันผู้โกลังโกละ เพราะอินทรีย์ ๕
ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้เอกพิชี
.
เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ เพราะอินทรีย์ ๕
ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้โกลังโกละ
.
เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕
ยังอ่อนกว่าพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
.
เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕

ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 357&Z=5374

สอุปาทิเสสสูตร

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล กระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 018&Z=8096

โกศลสูตรที่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
คนหนึ่งย่อมจำปริตตารมณ์ ๑
คนหนึ่งย่อมจำมหัคคตารมณ์ ๒
คนหนึ่งย่อมจำอัปปมาณารมณ์ ๓
คนหนึ่งย่อมจำอากิญจัญญายตนะ ๔ ว่า หน่อยหนึ่งไม่มีดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัญญา ๔ ประการนี้
อากิญจัญญายตนะที่คนหนึ่งจำได้ว่า หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้เป็นเลิศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย แม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลมีอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในสัญญานั้น
เมื่อหน่ายในสัญญานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p … 448&Z=1589

ผลของผู้ที่อบรมกายและอบรมจิต(สมถะและวิปัสสนา)

๙. กายคตาสติสูตร (๑๑๙)

กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ ด้วยใจ คือ

จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ

ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ

.

จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

.

จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ

ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ

.

จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่จิตฟุ้งซ่าน

ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน

.

จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ

หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ

.

จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า

หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า

.

จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่น

ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น

.

จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว
หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.ph … 182&Z=4496

ขยายการอธิบายของคำว่า

“กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ ด้วยใจ”

ปุพพโกฏฐกสูตร
พระสารีบุตรไม่เชื่อพระพุทธเจ้า

[๙๘๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปุพพโกฏฐกะ ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาแล้ว ตรัสว่า

[๙๘๔] ดูกรสารีบุตร เธอเชื่อหรือว่า สัทธินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด วิริยินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด.

.
[๙๘๕] ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญในเรื่องนี้
ข้าพระองค์ไม่ถึงความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคว่า สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ด้วยว่าอมตะนั้น

.
ชนเหล่าใดยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่กระทำให้แจ้ง ไม่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา
ชนเหล่านั้นพึงถึงความเชื่อต่อชนเหล่าอื่น ในอมตะนั้นว่า สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด

.
ก็แลอมตะนั้น ชนเหล่าใดรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว พิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา
ชนเหล่านั้นหมดความเคลือบแคลงสงสัย ในอมตะนั้นว่า สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด

.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อมตะนั้น
ข้าพระองค์รู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว  พิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา
ข้าพระองค์จึงหมดความเคลือบแคลงสงสัย ในอมตะนั้นว่า สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว  ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v … 767&Z=5796

โฆษณา

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: