นครสูตร

นครสูตร 
[๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชา ป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการ และหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก  ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตรายปัจจันตนครของพระราชานั้นไม่ได้
เครื่องป้องกัน ๗ ประการเป็นไฉน
คือในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีคูขุดลึกและกว้าง
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๔ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง ตั้งกองทัพไว้มาก คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พล ธนู กองถือธง กองจัดกระบวนทัพ กองสัมภาระ กองเสนาธิการ กองตะลุมบอนเหมือนช้างที่วิ่งเข้าสู่สงคราม กองทหารหาญ กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารทาส
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๖ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีกำแพงทั้งสูงและกว้าง พร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี
นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก
.
ปัจจันตนครมีการป้องกันดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล ฯ
.
ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก เป็นไฉน
คือในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณชาติไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
อีกประการหนึ่ง มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฯ
.
ปัจจันตนคร หาอาหาร ๔ ประการได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของพระราชาป้องกันไว้ดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้
และอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรไม่ทำอันตรายได้ ฯ
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ในกาลใด อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการ
และเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ในกาลนั้น เรากล่าวว่ามารผู้มีบาปทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้
.
สัทธรรม ๗ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียด
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมอันไม่มีโทษบริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๑ ฯลฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีคู (สนามเพลาะ) ทั้งลึกและกว้าง
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีหิริเปรียบเหมือนคู ย่อมละอกุศล … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๒ ฯ
.
อริยสาวกมีโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง
สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะเปรียบเหมือนทางเดินตามคู ย่อมละอกุศลธรรม … ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๓ ฯ
.
อริยสาวกเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ได้สดับตรับฟังมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเปรียบเหมือนอาวุธ ย่อมละอกุศลธรรม … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๔ ฯ
.
อริยสาวกปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมถึงพร้อมมีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้งกองทัพไว้มาก คือพลม้า ฯลฯ กองทหารทาส สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกมีความเพียรเปรียบเหมือนกองทัพ ย่อมละอกุศลธรรม … บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๕ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมตามระลึกถึงกรรมที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้วแม้นานได้
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติเปรียบเหมือนทหารยาม ย่อมละอกุศลธรรม… บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๖ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีกำแพงทั้งสูงทั้งกว้างพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี เพื่อคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีปัญญาเปรียบเหมือนกำแพงอันพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์
นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๗
.
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน
อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมหญ้า ไม้และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว
เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าวเหนียวไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจภายใน ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณชาติไว้มาก
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตนและเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ
เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ฯ
.
อริยสาวกเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ และมีปรกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่งเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้นแล มารผู้มีบาปก็ทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้ ฯ

 

สมาธิเสื่อมครั้งที่ ๒

๑๙ มค. ๖๓

ตรงนี้เรื่องเล่า ประมาณว่า การทำความเพียรเพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จึงกำหนดผัสสะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ทุกครั้งที่เวทนา(หัวใจ) มีเกิดขึ้น จะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
เมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
 
ถ้าเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ก็เบาบางลงไป ตัวตนหรือความตัวตน(อัตตาวาทุปาทาน) ที่มีอยู่ ก็ลดลงไปเรื่อยๆ
.
นึกถึงสภาวะต่างๆที่พบเจอมา โดยเฉพาะสภาวะจิตดวงสุดท้าย  ทำให้รู้ชัดลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นคำที่เรียกว่า ตัณหา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕  วินาทีที่จะขาดใจ เกิดจากไม่ไหว ก็ต้องปล่อย
การรู้ชัดสภาวะที่เรียกว่า ตัณหา ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่ ความยึดมั่นถือในอุปทานขันธ์ ๕  จะรู้ชัดอย่างแจ่มแจ้ง
เมื่อรู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย ทำให้รู้ว่า ความหวาดเสียว ความกลัวตาย  การปรุงแต่งทางใจ เกิดขึ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑ สอนให้รู้ว่า ร่างกายที่คิดว่าเป็นของตนๆ หาได้มีสิ่งใดเป็นของตน ของเรา ของใคร
เมื่อคิดว่า ร่างกายเป็นของตนๆ ย่อมทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมปล่อย ดิ้นรน กระเสือกกระสนเพื่อหายใจให้ออก(หายใจไม่ออก จะขาดใจ)
เมื่อเกินแรงที่จะยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามความเป็นจริง ผ่านสภาวะนั้นแล้ว จะรู้ชัดด้วยตนเองว่า ความยึดมั่นถือมั่น(ตัณหา) มีลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั้น มีอาการอย่างไร
เมื่อกายได้อบรม จิตได้อบรม ด้วยศิล สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง
ศิล ทำให้เป็นผู้ที่มีความอดทน อดกลั้น ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามความปรารถนา(ความอยาก/ตัณหา)
เช่น เขาว่าเรา แม้เราคิดว่าเราไม่ผิด สิ่งที่เขาว่ามา ไม่ได้เป็นตามความเป็นจริง เพราะรู้ชัดในผัสสะ รู้ชัดว่า ผัสสะที่มีเกิดขึ้นเป็นเรื่องของกรรมและผลของกรรม
ผลของกรรม ส่งมาให้ได้รับในรูปแบบของผัสสะ คือ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในสิ่งชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นจึงผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เมื่อรู้แล้ว ย่อมอดทน อดกลั้น มากกว่าปล่อยให้ออกทางทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก คือไม่สานต่อ
ถ้าสติยังไม่มากพอ ตัณหามีกำลังมากกว่า จึงกระทำตามใจ เมื่อได้รับผล จึงยอมรับผลที่มีเกิดขึ้นตามมา แล้วเริ่มต้นใหม่ สังวร ระวัง ให้มากขึ้น
ครั้งแรกๆจะเป็นแบบนั้น เมื่อพยายามหยุด(สร้างเหตุทางกาย วาจา)เนืองๆ กำลังสติย่อมมีกำลังมากขึ้น ความอดทน อดกลั้น ย่อมมีกำลังมากขึ้น เริ่มสักแต่ดู แต่เห็นมากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี
เมื่อจิตเกิดความปล่อยวาง จะรู้ว่า ครั้งนี้เป็นแบบนี้ ครั้งต่อๆไปเป็นแบบนี้ ไม่แน่นนอน แปรปรวน ไม่เที่ยง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง จึงปล่อยวาง
เมื่อปล่อยวาง อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกขัง(ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น)  อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน เรา เขา บังคับไม่ได้) จะปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง
ศิล ทำให้รู้ชัดเวทนาทางจิต
สมาธิ ทำให้รู้ชัดเวทนาทางกายและจิต
เมื่อทำกรรมฐาน นิวรณ์ย่อมน้อยลง พิจรณาถึงเหตุและผล ความอดทน อดกลั้น ย่อมเกิดปีติ สุข สงบ จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อทำกรรมฐาน จะทำให้รู้ชัดเวทนาทางกาย ความเจ็บปวด เมื่อย สารพัดเวทนา ความอดทน ความอดกลั้น สู้กับเวทนาที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในกาย ที่คิดว่าตนยังเป็นตน ของตน
จนกระทั่งมีสภาวะกายแตก กายระเบิด ร่างกายเหมือนแตกออกเป็นสี่ยงๆ เสียงดังเปรี๊ยะ เสียงดังมาก กายเหมือนแหลกเป็นจุณ ไม่มีอะไรเหลือ เข้าสู่ความว่าง กายไม่มีความเป็นตนของเรา
เมื่อเจอแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย ที่เคยคิดว่าเป็นของตน ย่อมเบาบาง จางคลายลง จิตตั้งเป็นสมาธิง่าย จนเวลาผ่าน คือลืมสภาวะนี้ไปแล้ว
ต่อมาเจอสภาวะนี้อีก(กายระเบิด) ครั้งแรกว่าหนักนะ ครั้งนี้หนักกว่าเหมือน ร่างกายเหมือนคนที่จับร่างกาย(สองเท้า สองมือ หัว)มัดด้วยเชือกไว้กับม้าทั้งห้าทิศ จับร่างกายฉีกออกมาจาก
ความที่ว่าเคยเจอมาแล้ว สติย่อมมีมากขึ้น ย่อมอดทน อดกลั้น ข่มเวทนาที่มีเกิดขึ้นจนสุดแรง จนกระทั่งสภาวะกายแตก กายระเบิดออกเป็นชิ้นๆไม่มีอะไรเหลือ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เมื่อเจอสภาวะแบบนี้ ขาดการกำหนดสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อุปกิเลสจึงมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
นันทิ ความพอใจ น้อมใจปล่อยใจตามตัณหา ความอยากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ กายแตกครั้งแรก นี่คือโสดาบัน ครั้งที่ ๒ นี่อนาคามี
ที่คิดแบบนี้เพราะไม่รู้ชัดเรื่องความเกิดดับด้วยสมาธิ ไม่รู้ชัดเรื่องความเกิดดับในรูปนาม และไม่รู้ว่ายังมีสภาวะอื่นๆที่ยังมีอยู่ เช่น ไม่รู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
กล่าวโดยย่อ เพราะอวิชชา  จึงกระทำตามตัณหา จึงติดอุปกิเลสแต่ไม่รู้ว่าติดหลุมพรางกิเลส จะหลุดได้หรือมั๊ย ขึ้นอยู่กับการกระทำของตน ว่าทำเพื่อดับหรือทำแล้วเกิดชาติ ชรา มรณะฯลฯ
กว่าจะรู้และหลุดจากอุปกิเลส โน่น!!!! สมาธิที่มีอยู่เสื่อมหายไปหมดสิ้น นั่นแหละจึงจะรู้ชัดผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง กิเลสที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ที่ไม่รู้ ไม่เห็น เกิดจากสมาธิบดบัง  นี่เป็นครั้งที่หนึ่งที่เกิดสมาธิ(ที่มีมาก) เสื่อมหายไปหมดสิ้น(ถูกดูด/ถ่ายเท)
เหตุมี ผลย่อมมี ถึงแม้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความมี ความเป็น มุ่งแต่เรื่องการดับเหตุภพชาติของการเกิด วิบากยังมีอยู่ ทำให้สภาวะสมาธิเสื่อมเป็นครั้งที่ ๒ กำลังสมาธิที่มีอยู่ในครั้งนี้(วิญญาณัญจายตนะ) ไม่มีมากเหมือนครั้งแรก(เนวสัญญาฯ) เรื่องของเรื่อง รู้จักกับน้องคนหนึ่ง เขาสามารถถ่ายเทสมาธิจากคนอื่นได้ ปกติไม่คุยกับเขานะ บอกเขาว่า ถ้าต้องการปรึกษาให้คุยผ่านเฟส แบบเขียนในกล่องข้อความ  วันหนึ่งเขาโทรฯมา  ความที่ว่าความจำเสื่อม รวมเรื่องของน้องว่าเขาสามาถถ่ายเทสมาธิผ่านทางโทรฯได้  เรารับโทรฯ ไม่มีชื่อผู้โทรฯเข้า  พอคุยด้วยจึงรู้ว่าเป็นเขา เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำกรรมฐานแล้ว เขาจะขอเบอร์โทรฯของคนอื่นๆ เราไม่ได้ให้ หลังคุยกัน  เรารู้สึกแปลกๆ เราบอกเจ้านายว่า เราลืมเรื่องของน้องมานานแล้ว ดันไปรับโทรฯจากเขา
เจ้านายถามว่า รู้สึกแปลกๆยังไงเหรอ
เราบอกว่า อาการจะเหมือนตอนที่สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้นครั้งที่ ๑ จะรู้ชัดกิเลส เพียงแต่ครั้งแรกจะเหมือนมีหนามหรือเข็มจิ้มเนื้อ  ครั้งนี้มันรู้นะ แต่แบบว่ารู้ เพียงแต่ไม่ถึงขนาดมันคมชัดเหมือนที่เจอครั้งแรก
จากประสพการณ์ที่พบมา จึงไม่ได้พยายามทำความเพียรอย่างหนักเพื่อให้สมาธิกลับคืนมาเหมือนครั้งแรก แค่กำหนดรู้ว่า มีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ
ส่วนการทำสมาธิ ตามที่เคยเล่าไว้ ไม่ต้องใช้บริกรรม ไม่ต้องเพ่ง แค่รู้สภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
โดยเฉพาะช่วงหลังป่วย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เมื่อกำหนดที่มีเกิดขึ้น จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ
แรกๆสมาธิเสื่อม ต้องใช้ความอดทน แบบแน่นหน้าอกมาก
ทุกวันนี้ รู้ว่าสมาธิที่มีอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งมีโอภาส บางครั้งไม่มี แต่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต   สมาธิไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้รู้ชัดในผัสสะ
ถ้าถามว่าทำให้ทุกข์ใจมั๊ย  ตอบได้ทันที่ว่า ไม่นะ ถ้าเป็นสมัยก่อน แบบความไม่รู้ที่มีอยู่  อันนั้นทำให้เป็นทุกข์ ตามมาด้วยกล่าวเพ่งโทษนอกตัว(ถ่ายเทสมาธิ) ครั้งนี้ไม่เลย มองแต่ว่า เหตุมี ผลย่อมมี

การเจ็บป่วย

สมัยที่สมาธิมากๆ โอภาสช่วยเรื่องการรักษาความเจ็บป่วย

ปัจจุบันมีสมาธิพอประมาณ(รูปฌาน) จิตตั้งมั่นที่เป็นสัมมาสมาธิ วิญญาณ/ธาตุรู้มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้สัมปชัญญะมีเกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัว

ดึกๆมักมีอาการแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักวางทับอยู่บนหน้าอก ทั้งๆที่อยู่ในอิริยบทนั่ง ทำให้หายใจลำบาก กำหนดรู้สภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง อาการที่มีเกิดขึ้นจะเกิดระยะสั้นๆ ไม่เกิดนานเหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนถ้ามีอาการแบบนี้คือ รู้สึกใจไม่ดี จะวัดความดัน ชีพจรสูง หัวใจเต้นเร็ว เมื่อจับชีพจร หัวใจจะเต้นๆหยุดๆ 5-10 วินาที แล้วจะกลับมาปกติ ไม่ถึงหมดสติ

มีเกิดครั้งเดียวช่วงนอนรพ.(ป่วยสมองครั้งที่ 2) ตอนที่หมอลดยาไทรอยด์ให้กินครึ่งเม็ด หมอบอกว่า ดูจากผลเลือด ทั้งๆที่หมอประจำบอกว่าให้กิน 1 เม็ด วันนั้นมีอาการไม่ดี แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ทั้งๆที่แจ้งเจ้าหน้าที่เรื่องอาการผิดปกติ แต่มีคำเดียวที่บอกเราคือ เป็นอาการของโรค ไม่มียาให้
จำได้แม่น หมดสติหลายชม. แต่ฟื้นกลับมา ถ้าไม่ฟื้น หมอคงแทงประวัติว่าหัวใจล้มเหลวเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากไทรอยด์เป็นพิษ ครั้งนี้บอกตัวเองว่า เอาละเราเคยบริจาคร่างกาย อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ คิดเสียว่า ใช้ร่างกายเป็นตัวทดลอง ผ่านจากการรักษาตัวจากหมอหลายๆคน

เราบอกหมอประจำว่า ครั้งนี้(หมดสติ) ทำให้รู้ว่าหมอคนอื่นๆช่วยเราไม่ได้ ไม่สามารถรักษาเราได้ เราจะฟังหมอประจำเป็นหลัก
ทำไมเราพูดแบบนั้น เกิดจากล่าสุดไปหาหมอไทรอยด์(ต่อมไร้ท่อ) หมอได้อ่านบันทึกที่เราเขียนผลแลป และวิธีการปรับยา(กินยา) หมอที่นี้บอกว่า วิธีที่หมอ(ราม) รักษานี้ หมอไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน ยาไม่ใช่กินตลอดชีวิต วิธีการรักษาของหมอคือ กินแล้วหยุด พอกลับมาเป็นพิษอีก ก็เริ่มรักษาใหม่ เมื่อรักษาไม่ได้ ก็ให้กลืนแร่

กลับมาที่หมอที่รักษาประจำ(รพ.รามคำแหง) หมอบอกว่า ดูจากที่การปรับยา ไทรอยด์กลับมาปกติ แต่ยังมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไม่น่าจะเกิดจากไทรอยด์ละ ให้กลับมาที่ AF ที่หมอตรวจเจอครั้งแรก(EKG)และไทรอยด์เป็นพิษ

เราเล่าอาการให้หมอฟัง บอกว่าอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกจะมีเกิดขึ้นกลางดึก(หลังเที่ยงคืนถึงตี4) จับชีพจร บางครั้งหัวใจเต้นเร็วแล้วหยุดเต้น บางครั้งหัวใจเต้นช้าแล้วหยุด บางครั้งหัวใจเต้นเร็วสลับช้าแล้วหยุด คือไม่แน่นอน เพียงแต่หัวใจหยุดเต้นแป๊บเดียว จะเกิดแบบนี้ประมาณ 10 นาที ไม่เหมือนเมื่อก่อนหัวใจหยุดเต้น5-10 วินาที มีเกิดขึ้น10-20 นาที บ้างครั้งเกิดนานกว่านั้น

เราบอกกับหมอว่า จำได้ว่าบอกกับหมอแล้วว่าเราทำสมาธิ
หมอพยักหน้า

เราบอกว่ามีคืนหนึ่ง จะรู้ชัดเส้นเลือดเข้าหัวใจ เหมือนเลือดพยายามดันเข้าหัวใจแต่เหมือนจะตัน เลือดก็ใช้แรงดันเลือดเข้าหัวใจ

หมอถามว่า ตอนนี้เกิดบ่อยมั๊ย
เราบอกว่า อาการแน่นหน้าอก อาทิตย์ 2 ครั้ง บางครั้งเกิด 3 ครั้ง ส่วนมากเกิดกลางดึก กลางวันมีบ้าง แต่น้อย

เราถามหมอเรื่องไขมันเกาะหัวใจ เราเล่าให้หมอฟังว่าเราหาข้อมูลในเนต เราถามหมอว่า การตรวจแบบนี้ค่าใช้จ่ายมากมั๊ย

หมอบอกว่า ตรวจความผิดปกติของหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT 64 Slide ราคา 2 หมื่น

เราบอกว่า ถ้าสงสัยแล้วต้องเสียค่าใช้จ่าย 2 หมื่น งั้นไม่สงสัยดีกว่าค่ะ แล้วเราหัวเราะ หมอก็หัวเราะด้วย

หมอบอกว่า ตอนนี้ไทรอยด์ปกติ มาดูเรื่องหัวใจ หมอนัด 2 เดือน ส่วนยาไทรอยด์ ตอนนี้กิน 2 วัน ครึ่งเม็ด
.
เมื่อวานเราไปรับยาไขมันและไทรอยด์ ที่คลีนิค(30 บาท) หมอที่คลีนิค เขาแนะนำยารักษาหัวใจตีบ ASA

มกราคม 2020
พฤ อา
« ก.ย.   ก.พ. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: