พระอรหันต์เคยกินขี้(การเพ่งโทษพระอรหันต์)

เรื่องกรรม เป็นเรื่องละเอียด
ผลของกรรม เป็นเรื่องยิ่งกว่าละเอียด

เริ่มจากความริษยา ตามมาด้วยการปรามาส

 

๑๑. เรื่องชัมพุกาชีวก [๕๕]

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภชัมพุกาชีวก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “มาเส มาเส กุสคฺเคน” เป็นต้น.

กุฏุมพีบำรุงพระเถระ
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ในอดีตกาล กุฎุมพีชาวบ้านคนหนึ่ง สร้างวิหาร (ถวาย) แก่พระเถระรูปหนึ่งแล้ว บำรุงพระเถระผู้อยู่ในวิหารนั้นด้วยปัจจัย ๔. พระเถระฉันในเรือนของกุฎุมพีนั้นเป็นนิตย์.

ครั้งนั้น ภิกษุขีณาสพรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกลางวัน ถึงประตูเรือนของกุฎุมพีนั้น. กุฎุมพีเห็นพระขีณาสพนั้นแล้ว เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือน อังคาสด้วยโภชนะอันประณีตโดยเคารพ ถวายผ้าสาฎกผืนใหญ่
ด้วยเรียนว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านพึงย้อมผ้าสาฎกนี้นุ่งเถิด” ดังนี้แล้ว เรียนว่า “ท่านผู้เจริญ ผมของท่านยาว, กระผมจักนำช่างกัลบกมา เพื่อประโยชน์แก่อันปลงผมของท่าน, จักให้จัดเตียงมาเพื่อประโยชน์แก่การนอน.”

ภิกษุกุลุปกะผู้ฉันอยู่ในเรือนเป็นนิตย์ เห็นสักการะนั้นของพระขีณาสพนั้น ไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสได้ คิดว่า “กุฎุมพีนี้ทำสักการะนั้นเห็นปานนี้ แก่ภิกษุผู้ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียว, แต่ไม่ทำแก่เราผู้ฉันอยู่ในเรือนเป็นนิตย์” ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่วิหาร.

แม้ภิกษุขีณาสพนอกนี้ ไปกับด้วยภิกษุนั้นนั่นแล ย้อมผ้าสาฎกที่กุฏุมพีถวายนุ่งแล้ว. แม้กุฎุมพีพาช่างกัลบกไปให้ปลงผมของพระเถระ ให้คนลาดเตียงไว้แล้วเรียนว่า “ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงนอนบนเตียงนี้แหละ” นิมนต์พระเถระทั้งสองรูป เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว ก็หลีกไป.

ภิกษุเจ้าถิ่นไม่อาจอดกลั้นสักการะที่กุฎุมพีทำแก่พระขีณาสพนั้นได้.

ด่าพระอรหันต์ด้วยอาการ ๔ มีโทษ
ครั้นเวลาเย็น เธอไปสู่ที่ที่พระเถระนั้นนอนแล้ว ด่าด้วยอาการ ๔ อย่างว่า
“อาคันตุกะผู้มีอายุ ท่านเคี้ยวกินคูถ ประเสริฐกว่าการบริโภคภัตในเรือนของกุฎุมพี,
ท่านให้ถอนผมด้วยแปรงตาล ประเสริฐกว่าการปลงผมด้วยช่างกัลบกที่กุฎุมพีนำมา,
ท่านเปลือยกายเที่ยวไป ประเสริฐกว่าการนุ่งผ้าสาฎกที่กุฏุมพีถวาย,
ท่านนอนเหนือแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการนอนบนเตียงที่กุฎุมพีนำมา.”

ฝ่ายพระเถระคิดว่า “คนพาลนี่ อย่าฉิบหายเพราะอาศัยเราเลย” ดังนี้แล้ว ไม่เอื้อเฟื้อถึงการนิมนต์ ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ได้ไปตามสบายแล้ว

ฝ่ายภิกษุเจ้าถิ่นทำวัตรที่ควรทำในวิหารแต่เช้าตรู่แล้ว เคาะระฆังด้วยหลังเล็บเท่านั้น ด้วยความสำคัญว่า “เวลานี้ เป็นเวลาเที่ยวภิกษา, แม้บัดนี้ ภิกษุอาคันตุกะหลับอยู่, เธอพึงตื่นด้วยเสียงระฆัง” ดังนี้แล้ว เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต.

แม้กุฎุมพีนั้นกระทำสักการะแล้ว แลดูทางมาของพระเถระทั้งสอง เห็นภิกษุเจ้าถิ่นแล้ว ถามว่า “ท่านผู้เจริญ พระเถระไปไหน?”

ทีนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวกะกุฎุมพีนั้นว่า “ผู้มีอายุ อย่าได้พูดถึงเลย ภิกษุกุลุปกะของท่าน เข้าสู่ห้องน้อย ในเวลาที่ท่านออกไปเมื่อวาน ก้าวลงสู่ความหลับ
เมื่อข้าพเจ้าทำเสียงกวาดวิหารก็ดี เสียงกรอกน้ำ ในหม้อฉันและหม้อน้ำใช้ก็ดี เสียงระฆังก็ดี ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ยังไม่รู้สึก.”

กุฎุมพีคิดว่า “ชื่อว่าการหลับจนถึงกาลนี้ ย่อมไม่มี แก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ประกอบด้วยอิริยาบถสมบัติเช่นนั้น, แต่ท่านผู้เจริญรูปนี้จักกล่าวคำอะไรๆ แน่นอน เพราะเห็นเราทำสักการะแก่ท่าน.”
เพราะความที่ตนเป็นบัณฑิต กุฎุมพีนั้นจึงนิมนต์ให้ภิกษุฉันโดยเคารพ ล้างบาตรของท่านให้ดีแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านพึงเห็นพระผู้เป็นเจ้าของกระผม, ท่านพึงถวายบิณฑบาตนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านั้น.”

ภิกษุนอกนี้พอรับบิณฑบาตนั้นแล้ว ก็คิดว่า “ถ้าภิกษุนั้นจักบริโภคบิณฑบาตเห็นปานนี้ไซร้, เธอก็จักข้องอยู่ในที่นี้เท่านั้น” ทิ้งบิณฑบาตนั้นในระหว่างทาง ไปสู่ที่อยู่ของพระเถระ แลดูพระเถระนั้นในที่นั้นมิได้เห็นแล้ว.

ทีนั้น สมณธรรมแม้ที่เธอทำไว้ สิ้นสองหมื่นปีไม่อาจเพื่อรักษาเธอได้ เพราะเธอทำกรรมประมาณเท่านี้. ก็ในกาลสิ้นอายุ เธอเกิดแล้วในอเวจี เสวยทุกข์เป็นอันมาก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ซึ่งมีข้าวและน้ำมากแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์.

 

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=11&fbclid=IwAR2SmtDI1m_bp4DJO90oeLmRvf2-4YUYaIeof1byULhzgWhKvINblv2KLh0

 

เรื่องย่อ

มีนิทานนานสุดคร้ังพุทธกาล             เป็นนิทานเรื่องจริงทุกสิ่งศรี
พระชัมพุกะอรหันต์ชั้นเลิศดี                      เคยฉันขี้มาก่อนตอนมีกรรม
ในกรุงราชคฤห์ใหญ่สมัยนั้น                      มีอรหันต์มากหน้าอยู่คลาคล่ำ
พวกลัทธิเดียร์ถีย์มากมีล้ำ                         คุยว่าสำเร็จธรรมล้ำโลกา
พระพุทธองค์ตรัสรู้ในหมู่่พราหมณ์            มีอยู่ตามพงไพรใกล้ภูผา
ถือลัทธิแปลกแปลกเพื่อแหกตา               ให้คนมาศรัทธาสักการะ
ยังมีครอบครัวหนึ่งซึ่งมีบุตร                      อันแสนสุดเหลือร้ายกว่าควายปละ
เพราะชอบกินที่สุดอุจจาระ                       ชื่อชัมพุกะกุมารหลักฐานมี
ชอบเปลือยกายอ้าซ่าแก้ผ้าผ่อน              ชอบเที่่ยวนอนกลางดินทุกถิ่นที่
อาหารใดทั้งสิ้นไม่ยินดี                            ชอบกินขี้ในเว็จเอร็ดนัก
พ่อแม่แสนระอาน่าเบื่อหน่าย                   ทั้งอับอายคนผู้ที่รู้จัก
จึงนำลูกเข้าไปในสำนัก                           ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์ดีอาชีวก
ให้เข้าบวชเป็นเถรบำเพ็ญพรต                มีกำหนดให้โกนซึ่งเกศก
แต่ผมเผ้าแข็งหนาเหมือนหญ้ารก           จึงต้องฉกถอนคีบด้วยหนีบเอา
วันหนึ่งพ่อแม่หมายถวายทาน                 ภัตตาหารที่อย่างดีเล่า
นิมนต์อาชีวกยกไม่เบา                            เชิญให้เข้ารับทานอาหารดี
อาชีวกทั้งหมู่เข้าสู่บ้าน                            ฉันอาหารรสเลิศประเสริฐศรี
ชัมพุกะไม่่ไปในพิธี                                  ขออยู่ที่กุฎีคนเดียวดาย
พอเผลอคนก็ไปที่ในเว็จ                          กินเอร็ดอร่อยครันดังมั่นหมาย
เพื่อนแอบดูรู้เห็นเป็นอบาย                      นึกอับอายแทนขีที่ดีดัง
จึงไล่ออกนอกสำนักไม่หนักอก                อาชีวกที่ดียังมีหวัง
ไม่เสื่อมความศรัทธาจนน่าชัง                  จึงเซซังออกเที่ยวไปเดียวดาย
ยืนเท้าเดียวเกี่ยวผาทำขาไขว้                  อ้าปากให้สู่ฟ้าแหงนหน้าหงาย
ยืนตีนเดียวเดี่ยวธรณีมีอุบาย                    ว่าเราหมายกินลมบ่มเดชา
ตกราตรีไม่มีใครรู้เห็น                               ก็แฝงเร้นกายตนไปค้นหา
กินขี้ในเว็จพลันทุกวันมา                          นอนตามพื้นพสุธาห้าสิบปี
พระพุทธองค์ทรงสำรวจตรวจตราสัตว์     อันอุบัติดั่งบัวทั้่วทิศสี่
บัวใดบานขึ้นมาพันวารี                             รับแสงสีสุริยันในวันใด
พระจะได้โปรดพ้นโทษทุกข์                    ให้เป็นสุขสิ้นโศกเห็นโลกใหม่
เห็นชัมพุกะในญาณอันว่องไว                  ว่าจะได้อรหัตตัดโลกีย์
ทั้งสำเร็จปฎิสัมภิทาญาณ                        เมื่อสิ้นกาลกรรมซัดอันบัดสี
จึงเสด็จไปพลันในทันที                           จนถึงที่สำนักเขาพักนอน
ตรัสว่าขออาศัยได้ไหมเล่า                       ขอเราเข้าพักพิงริมสิงขร
ขัมพุกะเมินหน้าไม่อาทร                          เชิญซุกซ่อนหัวตามความพอใจ
พระพุทธองค์จึงทรงประทับอยู่                ที่เชิงภูเขาใหญ่ไม่ไกลใกล้
ตกราตรีก็สว่างอยุ่ข้างใน                          เหมือนมีใครไปมาหาพระองค์
ชัมพุกะสงสัยในใจนัก                              จึงเข้าทักไถ่ถามความประสงค์
พระพุทธเจ้าตอบความไปตามตรง           ว่าอินทร์องค์พรหมฟ้ามาหาเรา
ชัมพุกะแปลกใจสงสัยเหลือ                     ไม่น่าเชื่ออินทราลงมาเฝ้า
เราอยู่มาห้าสิบปีไม่มีเค้า                          ไม่เห็นเจ้าเทวดาลงมาเลย
จึงตรัสว่าน่าขำชัมพุกะ                             อุจจาระกินอยู่เรารู้เหวย
เที่ยวเปลือยกายอายลมน่าชมเชย           ใครจะเคยให้เห็นเขาเหม็นกัน
เธอเที่ยวหลอกลวงเขาพวกชาวโลก        ว่าสิ้นโศกเป็นพระอรหันต์
ยืนขาเดียวเกี่ยวผายกขาชัน                     ยังชอบฉันอุจจาระน่าละอาย
เพราเวรกรรมชาติก่อนย้อนมาหา             บาปจึงมาแทนทดไม่หดหาย
ยังจะมาหลอกเราเข้าอบาย                      จะต้องตายไปตกนรกลึก
ชัมพุกะฟังคำพระดำรัส                            จะได้ตรัสรู้ธรรมความรู้สึก
เกิดรู้สึกนึกอายได้สำนึก                          เมื่อตรองตรึกแล้วกราบลงราบดิน
พระพุทธองค์จึงทรงเนรมิต                      วิภูษิตมาให้สวมใส่สิ้น
ชัมพุกะฟังธรรมฉ่ำใจจินต์                        ผ่องโสภิณสิ้สุดสมุทัย
บรรลุพระอรหันต์ตัดกิเลส                        เพราะสิ้นเหตุกรรมก่อนมาย้้อนให้
ปฎิสัมภิทาญาณตระการไกร                    ทูลขอให้บรรพชาในคราน้ัน
พระพุทธองค์ทรงเล่าชาติเก่าก่อน           ที่มาย้อนหนักหนาแทบอาสัญ
ชัมพุกะเคยเกิดกำเนิดนั้น                        กัสสปะพทุธันดร์อนันต์กาล
บวชเป็นพระกุลปกะประจำที่                    ของเศรษฐีเงินตรามหาศาล
เขาสร้างวัดขึ้นถวายเป็นรายทาน             ประจำบ้านเมืองน้ันเป็นชั้นดี
พระอรหันต์ท่านมาอยู่อาศัย                    เกิดเลื่อมใสในใจของเศรษฐี
จึงถวายปัจจัยให้แก่ชี                             จนเป็นที่สำราญช้านานมา
ฝ่ายพระกุลปกะเห็นกระนั้น                     ให้นึกหมั่นใส้คิดริษยา
จึงพุดจาถากถางต่างต่างนานา               ว่ากินขี้ดีกว่าเหมือนหมาวัด
ท่านเปลือยกายดีกว่าอาสาว์ศรี               ควรนอนที่ดินทรายคล้ายคล้ายสัตว์
จึงมีเวรมีกรรมมาซ้ำซัด                           มาอุบัติเป็นชายเปลือยกายเดิน
เที่ยวกินขี้เหมือนหมาน่าอดสู                  เที่ยวนอนอยู่คูหาตามผาเผิน
แตบุญเคยบวชชียังดีเกิน                        จึงบังเอิญพบพระตถาคต
จึงได้บวชชาตินี้เป็นชีป่า                         ปฎิสัมภิทาจึงปรากฎ
เพราะบุญเก่าเป็นเถรบำเพ็ญพรต            เข้าแทนทดสูงลิบถึงนิพพาน ฯ

 

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคที่ ๒๖ รวมเรื่องกรรมและผลของกรรม

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25.0&i=36&p=1

 

 

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ รวมเรื่องกรรมและผลของกรรม

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25.0&i=15&p=1

โฆษณา

ความเลื่อมใส

25 มค.62

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเลื่อมใสในศาสดาใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเลื่อมใสในธรรมใด
ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด
ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ

.

ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะข้อนั้น
เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัย
ที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว ประกาศชั่วแล้ว

มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ
มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้

.

ผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้

เพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อความคลายกำหนัด
เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้
เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

ที่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความแก่

ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ

กรรม

29 มค. 62

๙. นิพเพธิกสูตร

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม
เหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างแห่งกรรม
วิบากแห่งกรรม
ความดับแห่งกรรม
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

.

ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน
คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม

.

ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน
คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี
ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี
ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี
ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี
ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี
นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม

.

ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน
คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรมว่ามี ๓ ประการ

.
คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑
กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑
กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑
นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม

.

ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน
คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้น
เพราะความดับแห่งผัสสะ

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล
คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม

.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวก
ย่อมทราบชัดกรรม
เหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างแห่งกรรม
วิบากแห่งกรรม
ความดับแห่งกรรม
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ

เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์
อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส เป็นที่ดับกรรมนี้

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
พึงทราบกรรม ฯลฯ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม ดังนี้นั้น
เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ

ไม่เพ่งโทษผู้อื่น

ใครเล่าเป็นผู้รู้ ไครเล่าเป็นผู้เสวย ก็ผู้เพ่งนั้นแล
เพ่งโลภะเสวยโลภะ
เพ่งโทษะเสวยโทสะ
เพ่งโมหะเสวยโมหะ

ทางนี้เป็นทางเสื่อม นำไปสู่นรก
ปุถุชนพากันเดินไปทางนี้
เพราะเห็นเป็นของเอร็ดอร่อย
เพราะปัญญาทราม ไม่ทันกิเลสในใจตน

.

พระอริยเจ้า ท่านจะไม่เพ่งโทษผู้อื่น
เพราะเป็นผู้มีปัญญา รู้ทันกิเลส

พระอริยเจ้าท่านจะเพ่งดูใจตน ย่อมเกิดปัญญา
ย่อมเห็นความบกพร่อง ท่านก็แก้ไขที่ใจตน
ยิ่งแก้ไขใจตนเท่าไร ยิ่งทำให้ใจท่าน สะอาดบริสุทธิ์
ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

ทางนี้เป็นทางเจริญ พระอริยเจ้าทั้งหลายเดินทางนี้

ทาน-ทมะ-สัญญมะ

1-4-18

ภิกษุทั้งหลาย ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มาก…
มีอานุภาพมาก… คือ

(๑) ทาน การให้

(๒) ทมะ การบีบบังคับใจ,

(๓) สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้

อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.

.

หมายเหตุ:

เมื่อรู้ชัดในสภาวะผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้นว่า
เพราะเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด

ทำให้รู้ว่า
สิ่งที่เคยกระทำไว้ทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ส่งมาในรูปของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆๆๆ

การรู้ชัด ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น เช่นนี้ได้
สามารถรู้ด้วยการฟัง รู้ด้วยการอ่าน รู้ด้วยการภาวนา

.

เป็นเหตุให้ เกิดการกระทำเช่นนี้ ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)

ผลแห่งวิบากกรรม ๓(ผลของการกระทำดังนี้) หมายถึง

๑. ทาน การให้ หมายถึง การให้อภัย
ให้อภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ที่มีกับตน

๒. ทมะ การบีบบังคับใจ หมายถึง อดทน อดกลั้น กดข่มใจ
กล่าวคือ ไม่สร้างเหตุออกไปทาง(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป) ทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่(กายกรรม วจีกรรม) ให้มีเกิดขึ้น
ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๓. สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้
หมายถึง เมื่อกระทำได้เช่นนี้(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)
เป็นเหตุให้ เกิดความสำรวม สังวร คือ ระวัง ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
จนกระทั่งมีเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องระวังอีกต่อไป

 

คำถามทุกคำถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติ
“กำหนดรู้” เป็นคำตอบทุกเรื่องราว
เกินจากนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ในแต่ละคน

 

กระชับสุด สั้นสุด

สิ่งใดเกิดขึ้น ดูที่ใจ รู้ที่ใจ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

หยุดสร้างเหตุออกไปตามแรงผลักดันของกิเลส
ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ชัดในผัสสะเป็นปัจจัย
คิดก็ให้รู้ว่าคิด แต่อย่าสร้างเหตุออกไป

.
สิ่งที่ควรทำ

หมั่นทำกรรมฐาน สร้างเหตุของการรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
เท่าที่โอกาสหรือสภาวะเอื้ออำนวย

หากหยุดสร้างเหตุภายนอก ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม
เมื่อหยุดการกระทำได้ ทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

หากยังไม่หยุด สภาวะจะหมุนๆวนๆ เดิมๆซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

 

 

 

 

ความคิด

26-02-18

มีคำถามว่า ขณิกสมาธิ เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย?

ถ้าให้ตอบตามความเป็นจริง
จะตอบว่า อย่าทำตัวบ้าหอบฟาง แบกไว้ทำไมให้มันหนัก
ทีนี้ เขาไม่รู้เขาจึงถาม ถ้าเขารู้ เขาคงไม่ถาม

.
เราก็จะตอบบแบบกลางๆ ขอตอบว่า
ตกลงแล้ว คุณต้องการเรียนรู้เรื่องสมาธิ
หรือเรื่องของพระอริยะ

เพราะเวลาอธิบาย ต้องแยกออกจากกัน

.
ส่วนที่คุณถามว่า เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย
คำตอบคือ เรื่องการเป็นอริยบุคคลในประเภทต่างๆ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างชัดเจน ควรศึกษาพระธรรมคำสอน
และปฏิบัติตาม

ถ้าต้องการตรวจสอบว่า หลงหรือไม่หลง
ให้ดูพระธรรมคำสอนเป็นหลัก การปฏิบัตินั้นๆ
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

สังเกตุใจตนเองดู ปฏิบัติแล้ว ความโกรธ ยังรุนแรงมั๊ย
ที่ว่ารุนแรงคือ ผูกโกรธ ผูกใจเจ็บต่ออีกฝ่าย จนถึงขั้นจองเวรกัน
หรือต้องการให้ชีวิตของอีกฝ่ายมีอันเป็นไปต่างๆนานา อะไรทำนองนี้

ความโลภ ก็เช่นกัน

.
เริ่มต้นสังเกตุแค่สองตัวนี้ก่อน

การสังเกตุ คือ ปล่อยใจให้เป็นอิสระ อย่าไปกลัว
อย่าไปอายในความไม่ดีที่มีอยู่ อย่าไปจดจ้องเพื่อจะรู้ เพื่อจะดู
ให้รู้แบบปกติ ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นปกติ แค่ในใจ ไม่เป็นไรหรอก

ความคิดน่ะ คิดมากมันก็ฟุ้ง แล้วซ่านไปในอารมณ์
มันก็จะรำคาญโดยตัวของมันเอง ไม่ต้องรำคาญ
คิดก็ปล่อยให้คิด เหมือนถอนรากถอนโคน
พอไม่มีอะไรให้คิดต่อ ก็จะหยุดคิดไปชั่วขณะ

ยังดีกว่าสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
เช่น เราว่าเขา เขาย่อมว่าเรา เรื่องราวไม่จบไม่สิ้น

ส่วนจะรู้เร็วหรือรู้ช้า
เหตุปัจจัยสร้างมาไม่เหมือนกัน

ขึ้นชื่อว่าปฏิบัติ
ยังไงก็จะมีเหตุให้เกิดความรู้ชัดอย่างแน่นอน

.

ถ้าไม่ชอบแบบนี้ มีอีกวิธีหนึ่ง
ให้ทำกรรมฐาน ถ้าทำไม่เป็น ให้ปฏิบัติที่วัดสอนกรรมฐาน
ก็ทำให้เกิดความรู้ชัดได้เช่นกัน

.

ทั้งหมดที่พูดมานี่ แค่จุดเริ่มต้นเล็กๆเองนะ
เอาแค่ตรงนี้ก่อน

 

27-02-18

เกี่ยวกับสภาวะเหล่านี้ การละความยึดมั่นถือมั่น
รวมทั้งวิธีการละความยึดมั่นถือมั่น เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง

กิเลส ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่อยู่
ถ้ารู้เท่าทัน ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
กายกรรม วจีกรรม ย่อมไม่มี สภาวะนั้นๆก็จบลงแค่นั้น

จบเรื่องนี้ไป เรื่องใหม่เกิดต่อ หมุนเวียนไปแบบนี้
ที่เป็นแบบนี้ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
ได้แก่ กรรม และการให้ผลของกรรม
ของเก่าไม่ยอมใช้(สานต่อ)
ของใหม่ก็ทำให้มีเกิดขึ้นอีก

เอาแค่ชาตินี้ ชาติเดียวพอ ระลึกได้มั๊ย ตั้งแต่วัยเด็ก
เคยทำอะไรไว้บ้าง ทั้งดีและไม่ดี นับประสาอะไรกับชาติอื่นๆ ในแต่ละชาติ
กี่กัปป์ กี่กัลป์ ที่เคยกระทำมา

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สมาธิจึงเข้ามามีบทบาท

ขณะอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ให้สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิชั่วขณะ
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง

ถ้าไม่มีสมาธิช่วยน่ะเหรอ
ความคมชัดของกิเลส ไม่ต่างกับโดนเข็มจิ้มไปตามตัว
รู้สึกชัดเจนแบบนั้นเลย มันไม่ได้ทำให้เจ็บปวด แต่ยิ่งกว่าเจ็บปวด
เหมือนคนที่ไม่มีที่จะอยู่ อะไรทำนองนั้น

สภาวะเหล่านี้ ต้องลิ้มรสชาติด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจ

“ขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์”

ภพ-มโนกรรม

12 กุมภาพันธ์

คำสนทนาระหว่าง ก.กับ ข.

ข.
ตอนที่จิตขาดสติ สัมปัญชัญญะ
เมื่อเกิดความคิดจิตมันหมอกมัวเหมือนอยู่ในความฝัน
เกิดเวทนาความรู้สึก เกิดตัญหาชอบไม่ชอบ
และปรงแต่งต่อซ้ำไปซ้ำมา นั้นมันก็เท่ากับเกิดภพ นับไม่ถ้วน
เกิดมโนกรรมนับไม่ถ้วน

จนกระทั่งเรามีสติเกิดขึ้นความมืดการปรุงแต่งเวทนาเหล่านั้นดับ
กลับมารู้อยู่กับกาย จึงหยุดลง

และเกิดเหตุการเหล่านี้เป็นวงจรซ้ำๆ
เข้าใจแบบนี้ถูกไหม

.

ก.
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

๑ ความคิด ที่เกิดจากความชอบใจ ไม่ชอบใจ คือ มโนกรรม
ส่วนตัณหา เป็นตัวผลักดัน ให้เกิดการกระทำ

.
ยกตย. เห็นกระเป่า แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้กระเป๋า
นี่ ๑ ความคิด แต่ยังไม่เป็นมโนกรรม

ขณะเกิดความอยากได้ เริ่มคำนวณเงินในกระเป๋า แต่มีเงินไม่พอซื้อ
ก็คิดต่อว่า ถ้าขโมยได้ จะขโมย นี่ ๑ มโนกรรม
คือ อยากได้จนถึงขั้นคิดจะขโมย

.
แล้วปรุงแต่งต่อ ถ้าได้มาจะเอาไปทำอะไร
ตรงนี้ยังอยู่ในการปรุงแต่ง
คือ ขาดสติ เลื่อนลอย

มีแค่นี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ คือ ในแต่ละขณะ

ดูปัจจุบันเป็นหลัก หากยังมีปรุงแต่งต่อ ยังอยู่ในมโนกรรมตัวเดิม
แค่เลื่อนลอย ไม่มีสติ พอมีสติ หยุดคิดไปเอง

มโนกรรมตรงนั้น จบแค่นั้น

เมื่อมีอะไรมากระทบอีก ทำให้เกิดความคิดที่เพิ่งดับไปเมื่อกี้
กลับมาคิดอีก นี่มโนกรรมตัวใหม่

.

ข.
สมมุติเจอผัสสะปุ๊บความคิดเกิดปั๊บ
สมมุติคิดชั่ว มันรู้แล้วหยุดเลย
อ่อ บังคับไม่ได้มันชั่ว ของมันเอง หนึ่งขณะจิต
ถึงมันชั่วของมันเองก็จัดเป็น1มโนกรรมไหม

ก.
ประมาณนั้นแหละ
ดูเป็นขณะ ไม่นำมารวมกัน

เหมือนการกระทำทางกาย ทำไปแล้วคือทำไปแล้ว
ทำใหม่ คือทำใหม่ ไม่นำมารวมกัน

การฟุ้งปรุงแต่ง ตามความชอบใจ ไม่ชอบใจที่เกิดขึ้น
เกิดจากขาดสติ คือ ไม่อยู่กับปัจจุบัน

.
วิธีแก้ชั่วคราว ให้กำหนดรู้ อยากคิด ปล่อยให้คิด
อย่าไปพยายามหยุดคิด มันจะทุกข์

จะดี จะชั่ว มันก็แค่ความคิด
เป็นเรื่องของกิเลสที่มีอยู่

แต่หิริ โอตัปปะ จะเป็นตัวช่วยกดข่มไว้
คือ เกิดความละอายแก่ใจ

สมาธิก็เป็นตัวช่วยส่วนหนึ่ง
ถ้าไม่มีสมาธิ จะรู้สึกทุกข์ จนไม่มีที่จะอยู่
ทุกครั้งที่เกิดเวทนา เหมือนมีหนามแหลมคมทิ่มเนื้อ

.

ข.
ใช่ ที่เจออยู่ต้องทำมากขึ้นเพื่อใช้สมาธิช่วย
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า

ก.
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า ตรงนี้แค่เลื่อนลอย ยังไม่รู้ชัด
ถ้ารู้ชัดเหมือนโดนเข็มจิ้มเนื้อ ความคมชัดของกิเลส เป็นแบบนี้

เมื่อรู้สึกเหมือนคลุกขี้เถ้า ก็ปรุงได้เรื่อยๆ ทำให้หม่นหมอง
ดีที่ยังรู้ ดีกว่าไม่รู้

.

ข.
ใช่
ฝึกต่อ ตราบที่ยังมีลมหายใจ

อุปทานขันธ์ ๕

อุปทานขันธ์ ๕
ความยึดมั่นถือมั่นในรูป
ความยึดมั่นถือมั่นในเวทนา
ความยึดมั่นถือมั่นในสัญญา
ความยึดมั่นถือมั่นในสังขาร
ความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ

ภาษาชาวบ้าน ตัวกู ของกู

.

ทั้งหมด เป็นตัวแปรของเรื่องราวที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตอนมีชีวิตอยู่)
หมายถึง ภพชาติของการเกิด ที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(มโนกรรม)

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ(กายกรรม วจีกรรม) จึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ(เกิด-เสื่อม/โลกธรรม ๘) จึงมี
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้

.

และเป็นตัวแปร ขณะทำกาละ(ตาย)
หมายถึง ภพชาติในสังสารวัฏ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

.

.

มาคัณฑิยะ ! เปรียบเหมือนบุรุษตามืดมาแต่กำเนิด
เขาจะมองเห็นรูปทั้งหลาย

ที่มีสีดำหรือขาว เขียวหรือเหลือง แดงหรือขาบ ก็หาไม่,
จะได้เห็นที่อันเสมอหรือไม่เสมอ ก็หาไม่,
จะได้เห็นดวงดาว หรือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็หาไม่.
เขาได้ฟังคำบอกเล่าจากบุรุษผู้ที่ตาดี ว่า

“ท่านผู้เจริญ ! ผ้าขาวเนื้อดีนั้น เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด”, ดังนี้.
เขาเที่ยวแสวงหาผ้าขาวนั้น.

บุรุษผู้หนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า

“นี่แล เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด” ดังนี้
เขารับผ้านั้นแล้วและห่มผ้านั้น

.

ต่อมา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา เชิญแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญมารักษา แพทย์พึงประกอบยาถ่ายโทษในเบื้องบนถ่ายโทษในเบื้องต่ำ ยาหยอด ยาหยอดให้กัด และยานัตถุ์. เ

พราะอาศัยยานั้นเอง เขากลับมีจักษุดี ละความรักใคร่พอใจ
ในผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งจักษุที่ดี
เขาจะพึงเป็นอมิตร เป็นข้าศึกหมายมั่นต่อบุรุษผู้ลวงเขานั้นหรือ
ถึงกับเข้าใจเลยไปว่า ควรจะปลงชีวิตเสียด้วยความแค้น ว่า

“ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เราถูกบุรุษผู้นี้ คดโกง ล่อลวงปลอมเทียมเอาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า “นี่ท่านผู้เจริญ !. นี้เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด,มานานนักแล้ว”, อุปมานี้ฉันใด;

มาคัณฑิยะ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน, คือเราแสดงธรรมแก่ท่านว่า
“เช่นนี้เป็นความไม่มีโรค, เช่นนี้เป็นนิพพาน” ดังนี้;

ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้
ก็ต่อเมื่อท่านละ ความเพลิดเพลิน และความกำหนัด ในอุปาทานนักขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน;
และความรู้สึกจะพึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ว่า

“ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! นานจริงหนอ, ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเราเมื่อจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้ว ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร และ ซึ่งวิญญาณ นั่นเอง.

เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา,
เพราะภพเป็นต้นเหตุ ชาติจึงมีแก่เรา,
เพราะชาติเป็นต้นเหตุ ชรา มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า.
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.”
ดังนี้แล.

– ม.ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐.

.

หมายเหตุ;

ภพดับเป็นนิพพาน
นิพพาน คือ ความดับภพ

๑. ภพชาติของการเกิด ที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ละขณะๆๆ
กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
๒. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ผลของกรรม เป็นอนัตตา (ภิกษุสาติ)

20 มกราคม

เรื่องของความรู้สึก

บางเวลาสุข บางเวลาทุกข์ บางเวลาเบื่อหน่าย

ไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น(อุปทานขันธ์ ๕)

เป็นอนัตตา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้

ตราบใดที่เหตุมี
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรรม

ผลย่อมมี การให้ผลตามความเป็นจริงของการกระทำนั้นๆ
ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิดของใครๆ

กรรมเป็นเรื่องละเอียด

การให้ผลของกรรม ยิ่งละเอียดกว่า
คือ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า กรรมที่ได้กระทำนั้นๆ
จะส่งผลให้รับในช่วงเวลาไหน ในปัจจุบัน ในอนาคต หรืออีกต่อๆไป

และผลที่ได้รับ ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะได้รับผลแบบไหน
กล่าวคือ ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะที่กระทำ
แต่เป็นการได้รับผลของการกระทำตามความเป็นจริง
จึงเป็นอนัตตา เพราะไม่สามารถคาดเดาได้

อาการรู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ เเป็นแบบนี้นี่เอง

ก็เพิ่งรู้นะว่า ผลของกรรมเป็นอนัตตา
บทจะรู้ ก็รู้ขึ้นมาเอง

สัญญาในจิตนี่เยอะมาก
สุดแต่ว่าสัญญาตัวไหนจะผุดขึ้นมา

เข้าใจความรู้สึกของภิกษุสาติ ที่มีเกิดขึ้นในตอนนั้นเลยนะ
กล่าวคือ รู้แค่ไหน ย่อมรู้ชัดแต่เพียงแค่นั้น
เกินจากนั้น ไม่สามารถรู้ได้
(เกินจากความรู้ความเห็นของตนที่มีอยู่)

ยกเว้นผู้ที่มีศัทธา ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
และปฏิบัติตาม ย่อมถึงความสิ้นสงสัยอย่างแน่นอน
เหตุปัจจัยจาก ผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
ย่อมรู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
จนกระทั่งสิ้นสงสัยลงในที่สุด

หรือแม้มีความสงสัยอยู่ สงสัยสักแต่ว่าสงสัย
เพราะความศรัทธาหยั่งลงมั่นคงแล้ว

 

“รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร”

เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน
หากหยิบยกมา ไม่ตรงตามสภาวะ
ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที
ดังเช่นในกรณีภิกษุสาติ

กรรม มายถึง การกระทำ

ส่วน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเรื่องของขันธ์ ๕

คนละส่วน คนละสภาวะกัน

ถ้านำมาปะปนกัน ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า

ตามความเป็นจริง กรรมหมายถึงสิ่งใด
ถ้าให้ความหมายผิด จะตกอยู่ภายใต้ลัทธิกรรมเก่า

กรรม หมายถึง การกระทำ ทางกาย วาจา ใจ
ความหมายของตัวสภาวะของคำที่เรียกว่า กรรม มีแค่นี้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมายถึงสิ่งใด
ถ้าให้ความหมายผิด จะเป็นดั่งเช่นภิกษุสาติ

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นเรื่องของ ขันธ์ ๕ มีแค่นี้

ส่วนความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก่อให้เกิดการกระทำ ที่เรียกว่า กรรม
เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่
จึงกระทำตามตัณหา

เน้นตรง “ความยึดมั่นถือมั่น”
หากไม่มีความยึดมั่นถือมั่น กรรมหรือการกระทำ
ไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้เลย

พอเขียมาถึงตรงนี้
เออ! เข้าใจเลยนะ ทำไมภิกษุสาติ จึงคิดแบบนั้น

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล
รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา

กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร?

ต้องแยกให้ขาดออกจากกันด้วย
หากยังแยกไม่ขาด ให้กำหนดรู้ต่อไป

กรรม เป็นเรื่องของ การกระทำทางกาย วาจา ใจ
ไม่เป็นอนัตตา เพราะสามารถหยุดไม่ให้กระทำได้

ผลของกรรม เป็นอนัตตา
เพราะไม่สามารถคาดเดาถึงผลที่จะได้รับได้ว่า ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือจะได้รับผลอย่างไร

สิ่งใด ที่ตกอยู่ภายใต้ “การคาดเดา” ล้วนเป็นอนัตตา
การคาดเดา เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิพพาน ที่เกิดจากการคาดเดา
นิพพานจึงเป็นอนัตตา หรือ อัตตา ด้วยเหตุปัจจัยนี้

 

กรรม อย่างหยาบ การกระทำทางกาย วาจา ใจ

กรรมอย่างกลาง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

กรรมอย่างละเอียด อุปทานขันธ์ ๕

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

การละอุปทานขันธ์ ๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว
ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล.

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

กรรม อย่างหยาบ การกระทำทางกาย วาจา ใจ

กรรมอย่างกลาง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

กรรมอย่างละเอียด อุปทานขันธ์ ๕

.

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

การละอุปทานขันธ์ ๕

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว
ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล

Previous Older Entries

สิงหาคม 2019
พฤ อา
« ก.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: