เวมัตตา ความต่างแห่งกรรม

จิตดวงสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ

พักนี้มีสัญญา คำเรียกต่างๆ
มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะ

มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ยังไม่รู้คำเรียกของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆ

จึงเป็นเหตุปัจจัยให้
สามารถนำรายละเอียด ลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกนั้นๆ

เช่นคำว่า เวมัตตา
กรรมที่มีประการต่างๆ
ที่ทำให้สัตว์ที่ยังต้องเกิดใน ๓๑ ภพภูมิ
ได้รับผลของกรม โดยการเสวยเวทนาในภพภูมินั้นๆ

เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะสิ้นใจตาย จิตระลึกถึงสิ่งใด
ไปเกิดที่ภพภูมินั้นทันที

วิบากกรม ผลของการกระทำนั้นๆ
ส่งผลให้เสวยเวทนาในภพภูมินั้นๆ

เพราะชราเป็นปัจจัย จึงมีมรณะ

====================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า?
ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก
ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุความแก่รอบ
แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :
นี้เรียกว่า ชรา

การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป
การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย
การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต
จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :
นี้เรียกว่า มรณะ ชรานี้ด้วย
มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
นี้ เรียกว่า ชรามรณะ.

=================

จิตดวงสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ(จุติ/ตาย)

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ความไม่รู้อันใดแล

เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เ

ป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์,

เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เ

ป็นความไม่รู้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์

ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า อวิชชา.

=============================

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่

ทุกข์

เหตุแห่งทุกข์

ความดับทุกข์

และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

====================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้
คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย

======================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

==================

นิพเพธิกสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการ คือ
กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ

ก็เหตุเกิดแห่งอาสวะเป็นไฉน
คือ อวิชชาเป็นเหตุเกิดอาสวะ

ก็ความต่างแห่งอาสวะเป็นไฉน
คืออาสวะที่เป็นเหตุให้ไปสู่นรกก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่กำเนิดสัตวดิรัจฉานก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่เปรตวิสัยก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่มนุษย์โลกก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่เทวโลกก็มี

นี้เรียกว่าความต่างแห่งอาสวะ

ก็วิบากแห่งอาสวะเป็นไฉน

คือ การที่บุคคลมีอวิชชา ย่อมยังอัตภาพที่เกิดจากอวิชชานั้นๆ ให้เกิดขึ้น
เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งอาสวะ

ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน
คือความดับแห่งอาสวะย่อมเกิดเพราะความดับแห่งอวิชชา

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล
คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดอาสวะ
เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ
ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ๆ

เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์
อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น
เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

==================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หมู่วิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ :
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า วิญญาณ.

==================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

==============

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หมู่วิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ :
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า วิญญาณ.

=====================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

วิญญาณ ในที่นี้หมายถึง วิญญาณ ๖
ได้แก่ กรรมหรือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ
ที่เคยกระทำไว้ในอดีต ปรากฏขึ้นทางทวารทั้ง ๖

ทางตา ได้แก่ ภาพที่ปรากฏ
ทางหู ได้แก่ สียงได้ยิน
ทางจมูก ได้แก่ การได้กลิ่น
ทางลิ้น ได้แก่ ลิ้นที่รู้รส
ทางกาย ได้แก่ กายสัมผัส
ทางใจ ได้แก่ ความนึกคิด

ระลึกถึงสิ่งใด หรือกำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใด
ขณะหมดลมหายใจ ไปเกิดภพภูมินั้นๆทันที
หรือที่เรียกกันว่า ปฏิสนธิวิญญาณ

เวมัตตา

นิพเพธิกสูตร

ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน

คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี
ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี
ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี
ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี
ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี
นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม

Advertisements

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องของกรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรมที่ส่งมาให้รับผล
ในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ว่า เพราะอะไร
ทำไมผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ
บางครั้ง รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งทำให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

===============

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

============

กรรมและกิเลส

กรรม เป็นเรื่องละเอียด

กิเลส ยิ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดยิ่งกว่ากรรม

หากรู้เท่าทันกิเลส
ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้รู้เท่าทันกรรม

กรรม หมายถึง การกระทำ

กิเลส หมายถึง ความ โลภ ความโกรธ ความหลง
ตัณหา ความทะยานอยาก เป็นตัวกระตุ้น

อยากได้นั่นนี่ แล้วไม่ได้ดั่งใจนึก
เป็นเรื่องของ กิเลส เป็นเรื่องของ ความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
ถ้าแค่คิดถึงความอยากได้ของตน
แต่ไม่มีนึกถึงผู้อื่น หรือไม่มีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของ กิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจตนล้วนๆ

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
คิดถึงความอยากได้ของตน

แล้วมีนึกถึงผู้อื่น หรือมีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของมโนกรรม
เป็นเรื่อง ความนึกคิด ที่ไหลไปตามกิเลส
ฟุ้ง ปรุงแต่ง กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา

แค่นึกไม่พอ ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา
ใช้ถ้อยคำเบียดเบียนผู้อื่น

เป็นเรื่องของการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

ชีวิต จะเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่กับความนึกคิดและการกระทำของตัวเอง

หากชีวิตตกต่ำหรือมีชีวิตที่ไม่ดี
ล้วนเกิดจากความนึกคิดและการกระทำของตัวเองล้วนๆ

ผัสสะ

กระจ่างในเรื่องกรรม

กรรม ผลของกรรม

กรรมเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่

ต้องรู้ชัดใน ปฏิจจสมุปบาทในส่วนของผัสสะ

และอริยสัจ ๔

===========================

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์
ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความดับไม่เหลือของทุกข์
ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
หนทางอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้
ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

=======================================

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทำไมสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆ
จึงมีผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและเฉยๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทุกข์ สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ในแต่ละขณะๆๆๆๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

รวมทั้งวิธีดับกรรม(ไม่ทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก)

ศิล ที่เป็นไปเพื่อ มรรค ผล นิพพาน

ผัสสะ

[๑๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิโครธาราม เมือง
กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่าวัปปะ เป็นสาวกของนิครนถ์
เสด็จเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า

ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ
เขาฆ่าตัวนี้ กลับไปฆ่าตัวอื่น เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพ หรือไม่

วัปปศากยราชตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น
บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด
อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา
พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพอันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ค้างอยู่เพียงนี้เท่านั้น
ครั้งนั้นแล เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น
เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า

ดูกรโมคคัลลานะ บัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
และเธอทั้งหลายพูดอะไรค้างกันไว้ในระหว่าง

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า

ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้
พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่

เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว วัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด
อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพ อันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สนทนากับวัปปศากยราช สาวกของนิครนถ์ค้างอยู่เพียงนี้แล

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า

ดูกรวัปปะ ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อเรา
และท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด
ท่านพึงซักถามในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไร
ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ดังนี้ไซร้
เราพึงสนทนากันในเรื่องนี้ได้

วัปปศากยราชกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินยอมข้อที่ควรยินยอม
และจักคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อพระผู้มีพระภาค

อนึ่ง ข้าพระองค์ไม่รู้ความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคข้อใด
ข้าพระองค์จักซักถามพระผู้มีพระภาคในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไร
ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร
ขอเราจงสนทนากันในเรื่องนี้เถิด พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้น
เพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลใน สัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจาก การกระทำทางใจแล้ว
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว

ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่
เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น

ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้
ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน
ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ
เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดด

ครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า
โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น
มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด

ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น ฯ

จบมหาวรรคที่ ๕

จบจตุตถปัณณาสก์

 

กิเลส ยิ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดยิ่งกว่ากรรม

หากรู้เท่าทันกิเลส
ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้รู้เท่าทันกรรม

กรรม หมายถึง การกระทำ

กิเลส หมายถึง ความ โลภ ความโกรธ ความหลง
ตัณหา ความทะยานอยาก เป็นตัวกระตุ้น

อยากได้นั่นนี่ แล้วไม่ได้ดั่งใจนึก
เป็นเรื่องของ กิเลส เป็นเรื่องของ ความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
ถ้าแค่คิดถึงความอยากได้ของตน
แต่ไม่มีนึกถึงผู้อื่น หรือไม่มีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของ กิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจตนล้วนๆ

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
คิดถึงความอยากได้ของตน

แล้วมีนึกถึงผู้อื่น หรือมีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของมโนกรรม
เป็นเรื่อง ความนึกคิด ที่ไหลไปตามกิเลส
ฟุ้ง ปรุงแต่ง กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา

แค่นึกไม่พอ ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา
ใช้ถ้อยคำเบียดเบียนผู้อื่น

เป็นเรื่องของการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

ชีวิต จะเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่กับความนึกคิดและการกระทำของตัวเอง

หากชีวิตตกต่ำหรือมีชีวิตที่ไม่ดี
ล้วนเกิดจากความนึกคิดและการกระทำของตัวเองล้วนๆ

กรรม

 

เหตุเกิดของกรรม ๓ อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย! เหตุ ๓ ประการนี้ เป็นไป
เพื่อความเกิดขึ้นพร้อมมูลแห่งกรรม.

เหตุ ๓ ประการ คืออะไรบ้างเล่า ?
คือ ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะ(ความรักใคร่ พอใจ) ที่เป็นอดีต ๑,
ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต ๑,
ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน ๑.

ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอดีต เป็นอย่างไรเล่า ?
คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรมอันเป็นฐานแห่ง
ฉันทราคะที่ล่วงไปแล้ว เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจก็เกิดขึ้น
ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าถูกธรรมเหล่านั้น ผูกไว้แล้ว
เรากล่าวความติดใจนั้น ว่าเป็นสังโยชน์ (เครื่องผูก)
ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอดีต เป็นอย่างนี้แล.

ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต เป็นอย่างไรเล่า?

คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรม
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่ยังไม่มาถึง

เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจก็เกิดขึ้น
ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าถูกธรรมเหล่านั้น ผูกไว้แล้ว

เรากล่าวความติดใจนั้น ว่าเป็นสังโยชน์
ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต เป็นอย่างนี้แล.
ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน เป็นอย่างไรเล่า?

คือบุคคลตรึกตรองถึงธรรม
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เกิดขึ้นจำเพาะหน้า

เมื่อตรึกตรองตามไป ความพอใจก็เกิดขึ้น
ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าถูกธรรมเหล่านั้นผูกไว้แล้ว

เรากล่าวความติดใจนั้น ว่าเป็นสังโยชน์
ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน  เป็นอย่างนี้แล.

ภิกษุทั้งหลาย! เหตุ ๓ ประการเหล่านี้แล
เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นพร้อมมูลแห่งกรรม.
ภิกษุทั้งหลาย! (อีกอย่างหนึ่ง)เหตุ ๓ ประการนี้
เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นพร้อมมูลแห่งกรรม.
เหตุ ๓ ประการ คืออะไรบ้างเล่า ?

คือ  ความพอใจ ไม่เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอดีต ๑,

ความพอใจ ไม่เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต ๑,

ความพอใจ ไม่เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน ๑.
ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอดีต เป็นอย่างไร ?

คือ บุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่ล่วงไปแล้ว

ครั้นรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวแล้ว กลับใจเสียจากเรื่องนั้น
ครั้นกลับใจได้แล้ว คลายใจออก ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอดีต เป็นอย่างนี้แล.
ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต เป็นอย่างไรเล่า?

คือบุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่ยังไม่มาถึง

ครั้นรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวแล้ว กลับใจเสียจากเรื่องนั้น
ครั้นกลับใจได้แล้ว คลายใจออก ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นอนาคต เป็นอย่างนี้แล.

ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน เป็นอย่างไรเล่า?

คือบุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เกิดขึ้นจำเพาะหน้า

ครั้นรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวแล้ว กลับใจเสียจากเรื่องนั้น
ครั้นกลับใจได้แล้ว คลายใจออก ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย
อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน เป็นอย่างนี้แล.

ภิกษุทั้งหลาย! เหตุ ๓ ประการเหล่านี้แล
เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นพร้อมมูลแห่งกรรม.

ติก. อํ. ๒๐/๓๓๙/๕๕๒.

 

 

 

กรรม

กรรมเป็นเรื่องละเอียด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
บุคคลจึงประพฤติตนอยู่ในความประมาท


ดูกรพราหมณ์ธรรมิกะ เรื่องเคยมีมาแล้ว
มีศาสดาจารย์ชื่อมูคปักขะ ฯลฯ
มีศาสดาจารย์ชื่ออรเนมิ ฯลฯ
มีศาสดาจารย์ชื่อกุททาลกะ ฯลฯ
มีศาสดาจารย์ชื่อหัตถิปาละ ฯลฯ
มีศาสดาจารย์ชื่อโชติปาละ ผู้เป็นเจ้าลัทธิ
ผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย
มีสาวกหลายร้อยคน ได้แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความเป็นผู้ไปเกิดในพรหมโลก

ก็สาวกเหล่าใด เมื่อท่านศาสดาจารย์ชื่อโชติปาละ
แสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้ไปเกิดในพรหมโลก
ไม่ยังจิตให้เลื่อมใส

สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไปแล้ว
ได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ส่วนสาวกเหล่าใด เมื่อท่านศาสดาจารย์ชื่อโชติปาละ
แสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้ไปเกิดในพรหมโลก
ได้ยังจิตให้เลื่อมใส

สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไปแล้ว
ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

ดูกรพราหมณ์ธรรมิกะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย พึงด่า บริภาษ ท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๖ นี้

ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย
มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมทั้งหมู่สาวก
ผู้นั้นพึงประสบสิ่งที่ไม่เป็นบุญมากหรือ ฯ

ธ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ธรรมิกะ ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย
พึงด่า บริภาษ ท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๖ นั้น
ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย
มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมทั้งหมู่สาวก
ผู้นั้นพึงประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญมาก

ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย ย่อมด่า
บริภาษบุคคลผู้มีทิฐิสมบูรณ์คนเดียว
ผู้นี้ย่อมประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญ
มากกว่าผู้ด่าว่าบริภาษท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๖ นั้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเราหากล่าวการขุดโค่น
คุณความดีของตนภายนอกศาสนานี้
เหมือนการด่าว่าบริภาษในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันนี้ไม่

ดูกรพราหมณ์ธรรมิกะ เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

จิตของเราจักไม่ประทุษร้าย
ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันของตน

ดูกรพราหมณ์ธรรมิกะ เธอพึงศึกษา
อย่างนี้แล ฯ

ได้มีท่านศาสดาจารย์ชื่อสุเนตตะ
ชื่อมูคปักขะ
ชื่ออรเนมิ
ชื่อกุททาลกะ
ชื่อหัตถิปาละ
และได้มีพราหมณ์ปุโรหิตของพระราชาถึง ๗ พระองค์
เป็นเจ้าแห่งโค

เป็นศาสดาจารย์ชื่อโชติปาละ
ท่านศาสดาจารย์ทั้ง ๖ ผู้มียศเป็นผู้ได้รับยกย่องว่า
เป็นเจ้าลัทธิในอดีต ท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้หมดกลิ่นสาป

คือ ความโกรธ
มุ่งมั่นในกรุณา
ผ่านพ้นกามสังโยชน์
คลายกามราคะเสียได้
เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

สาวกของท่านเหล่านั้นแม้หลายร้อย
ได้เป็นผู้หมดกลิ่นสาป คือ
ความโกรธ มุ่งมั่นในกรุณา
ผ่านพ้นกามสังโยชน์ คลายกามราคะเสียได้
ก็เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

นรชนใดมีความดำริทางใจประทุษร้าย
ย่อมด่าบริภาษท่านเหล่านั้น

ผู้เป็นฤาษี ผู้เป็นนักบวชนอกศาสนา
ปราศจากความกำหนัด มีจิตตั้งมั่น
ก็นรชนเช่นนั้นย่อมประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญมาก

ส่วนนรชนใดมีความดำริทางใจประทุษร้าย
ย่อมด่า บริภาษภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
ผู้มีทิฐิสมบูรณ์รูปเดียว

นรชนผู้นี้ย่อมประสพสิ่งที่ไม่เป็นบุญ
มากกว่าผู้ด่าว่าบริภาษท่านศาสดาจารย์เหล่านั้น
นรชนไม่พึงเสียดสีท่านผู้มีความดี ผู้ละทิฐิ

บุคคลใดเป็นผู้มีอินทรีย์ ๕ คือ
ศรัทธา สติ วิริยะ สมถะและ วิปัสสนาอ่อน
บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม
เราเรียกว่าเป็นบุคคลที่เจ็ด แห่งพระอริยสงฆ์

นรชนใดเบียดเบียน
ทำร้ายบุคคลเช่นนั้นผู้เป็นภิกษุ ในกาลก่อน
นรชนนั้นชื่อว่าทำร้ายตนเอง ย่อมบั่นรอนอรหัตผลในภายหลัง
ส่วนนรชนใดย่อมรักษาตน นรชนนั้นชื่อว่า
เป็นผู้รักษาตนที่เป็นส่วนภายนอก

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตไม่ขุดโค่นคุณความดีของตน
ชื่อว่าพึงรักษาตนทุกเมื่อ ฯ

ผัสสะ

เวลาคิดพิจรณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

คิดแล้ว รู้สึกเศร้าใจนะ

ยังดีนะ ที่ชีวิตหักเห มาสู่เส้นทางพระธรรมคำสอน

ดูพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง

ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ที่ทรงแสดงไว้
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำความมั่นคงในใจ
เห็นเส้นทางที่เดินอยู่ ชัดเจนมาก
ไม่มีวันหวนกลับไปหาเส้นทางที่เคยเดินผ่านมา

ช่วงนี้เจอเจ้าหนี้รุมทึ้งอีกละ
บางครั้งสุดจะทานทนกับการกระทำของผู้อื่น(ความไม่รู้ของผู้นั้น)

บางครั้งบอกตัวเองว่า เหนื่อยใจก็ต้องทน
รู้สึกนึกคิดอย่างไร ก็ต้องอดทนไว้
เพราะไม่มีใครมายืนด่าหรือเบียดเบียนเราได้ตลอดชีวิต
แค่ความรู้สึกทางใจ เดี๋ยวมันก็หายไป

แต่การกระทำนี่สิ หากกระทำไปแล้ว
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ทันที
เมื่อไม่อยากเกิด ต้องอดทน

เราคงทำกับเขาเหล่านั้นไว้เยอะ
ไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ กี่อสงไขย ที่เคยกระทำต่อกันไว้

เมื่อพญามารรู้
เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมมารุมทึ้ง เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ใจนี่สิ ไม่ธรรมดา เหตุปัจจัยจากกิเลส ที่ยังมีอยู่

ไม่ว่าจะเจอสิ่งใด จะยากลำบากใจขนาดไหน
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีวันทำให้เปลี่ยนใจ เปลี่ยนเส้นทางเดิน
ยังคงแน่วแน่ไปข้างหน้า ไม่มีวันจมแช่อยู่กับโลกอีกต่อไป

มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: