ทาน-ทมะ-สัญญมะ

1-4-18

ภิกษุทั้งหลาย ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มาก…
มีอานุภาพมาก… คือ

(๑) ทาน การให้

(๒) ทมะ การบีบบังคับใจ,

(๓) สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้

อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.

.

หมายเหตุ:

เมื่อรู้ชัดในสภาวะผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้นว่า
เพราะเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด

ทำให้รู้ว่า
สิ่งที่เคยกระทำไว้ทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ส่งมาในรูปของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆๆๆ

การรู้ชัด ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น เช่นนี้ได้
สามารถรู้ด้วยการฟัง รู้ด้วยการอ่าน รู้ด้วยการภาวนา

.

เป็นเหตุให้ เกิดการกระทำเช่นนี้ ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)

ผลแห่งวิบากกรรม ๓(ผลของการกระทำดังนี้) หมายถึง

๑. ทาน การให้ หมายถึง การให้อภัย
ให้อภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ที่มีกับตน

๒. ทมะ การบีบบังคับใจ หมายถึง อดทน อดกลั้น กดข่มใจ
กล่าวคือ ไม่สร้างเหตุออกไปทาง(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป) ทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่(กายกรรม วจีกรรม) ให้มีเกิดขึ้น
ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๓. สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้
หมายถึง เมื่อกระทำได้เช่นนี้(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)
เป็นเหตุให้ เกิดความสำรวม สังวร คือ ระวัง ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
จนกระทั่งมีเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องระวังอีกต่อไป

 

คำถามทุกคำถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติ
“กำหนดรู้” เป็นคำตอบทุกเรื่องราว
เกินจากนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ในแต่ละคน

 

กระชับสุด สั้นสุด

สิ่งใดเกิดขึ้น ดูที่ใจ รู้ที่ใจ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

หยุดสร้างเหตุออกไปตามแรงผลักดันของกิเลส
ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ชัดในผัสสะเป็นปัจจัย
คิดก็ให้รู้ว่าคิด แต่อย่าสร้างเหตุออกไป

.
สิ่งที่ควรทำ

หมั่นทำกรรมฐาน สร้างเหตุของการรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
เท่าที่โอกาสหรือสภาวะเอื้ออำนวย

หากหยุดสร้างเหตุภายนอก ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม
เมื่อหยุดการกระทำได้ ทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

หากยังไม่หยุด สภาวะจะหมุนๆวนๆ เดิมๆซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

 

 

 

 

Advertisements

ความคิด

26-02-18

มีคำถามว่า ขณิกสมาธิ เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย?

ถ้าให้ตอบตามความเป็นจริง
จะตอบว่า อย่าทำตัวบ้าหอบฟาง แบกไว้ทำไมให้มันหนัก
ทีนี้ เขาไม่รู้เขาจึงถาม ถ้าเขารู้ เขาคงไม่ถาม

.
เราก็จะตอบบแบบกลางๆ ขอตอบว่า
ตกลงแล้ว คุณต้องการเรียนรู้เรื่องสมาธิ
หรือเรื่องของพระอริยะ

เพราะเวลาอธิบาย ต้องแยกออกจากกัน

.
ส่วนที่คุณถามว่า เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย
คำตอบคือ เรื่องการเป็นอริยบุคคลในประเภทต่างๆ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างชัดเจน ควรศึกษาพระธรรมคำสอน
และปฏิบัติตาม

ถ้าต้องการตรวจสอบว่า หลงหรือไม่หลง
ให้ดูพระธรรมคำสอนเป็นหลัก การปฏิบัตินั้นๆ
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

สังเกตุใจตนเองดู ปฏิบัติแล้ว ความโกรธ ยังรุนแรงมั๊ย
ที่ว่ารุนแรงคือ ผูกโกรธ ผูกใจเจ็บต่ออีกฝ่าย จนถึงขั้นจองเวรกัน
หรือต้องการให้ชีวิตของอีกฝ่ายมีอันเป็นไปต่างๆนานา อะไรทำนองนี้

ความโลภ ก็เช่นกัน

.
เริ่มต้นสังเกตุแค่สองตัวนี้ก่อน

การสังเกตุ คือ ปล่อยใจให้เป็นอิสระ อย่าไปกลัว
อย่าไปอายในความไม่ดีที่มีอยู่ อย่าไปจดจ้องเพื่อจะรู้ เพื่อจะดู
ให้รู้แบบปกติ ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นปกติ แค่ในใจ ไม่เป็นไรหรอก

ความคิดน่ะ คิดมากมันก็ฟุ้ง แล้วซ่านไปในอารมณ์
มันก็จะรำคาญโดยตัวของมันเอง ไม่ต้องรำคาญ
คิดก็ปล่อยให้คิด เหมือนถอนรากถอนโคน
พอไม่มีอะไรให้คิดต่อ ก็จะหยุดคิดไปชั่วขณะ

ยังดีกว่าสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
เช่น เราว่าเขา เขาย่อมว่าเรา เรื่องราวไม่จบไม่สิ้น

ส่วนจะรู้เร็วหรือรู้ช้า
เหตุปัจจัยสร้างมาไม่เหมือนกัน

ขึ้นชื่อว่าปฏิบัติ
ยังไงก็จะมีเหตุให้เกิดความรู้ชัดอย่างแน่นอน

.

ถ้าไม่ชอบแบบนี้ มีอีกวิธีหนึ่ง
ให้ทำกรรมฐาน ถ้าทำไม่เป็น ให้ปฏิบัติที่วัดสอนกรรมฐาน
ก็ทำให้เกิดความรู้ชัดได้เช่นกัน

.

ทั้งหมดที่พูดมานี่ แค่จุดเริ่มต้นเล็กๆเองนะ
เอาแค่ตรงนี้ก่อน

 

27-02-18

เกี่ยวกับสภาวะเหล่านี้ การละความยึดมั่นถือมั่น
รวมทั้งวิธีการละความยึดมั่นถือมั่น เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง

กิเลส ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่อยู่
ถ้ารู้เท่าทัน ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
กายกรรม วจีกรรม ย่อมไม่มี สภาวะนั้นๆก็จบลงแค่นั้น

จบเรื่องนี้ไป เรื่องใหม่เกิดต่อ หมุนเวียนไปแบบนี้
ที่เป็นแบบนี้ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
ได้แก่ กรรม และการให้ผลของกรรม
ของเก่าไม่ยอมใช้(สานต่อ)
ของใหม่ก็ทำให้มีเกิดขึ้นอีก

เอาแค่ชาตินี้ ชาติเดียวพอ ระลึกได้มั๊ย ตั้งแต่วัยเด็ก
เคยทำอะไรไว้บ้าง ทั้งดีและไม่ดี นับประสาอะไรกับชาติอื่นๆ ในแต่ละชาติ
กี่กัปป์ กี่กัลป์ ที่เคยกระทำมา

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สมาธิจึงเข้ามามีบทบาท

ขณะอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ให้สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิชั่วขณะ
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง

ถ้าไม่มีสมาธิช่วยน่ะเหรอ
ความคมชัดของกิเลส ไม่ต่างกับโดนเข็มจิ้มไปตามตัว
รู้สึกชัดเจนแบบนั้นเลย มันไม่ได้ทำให้เจ็บปวด แต่ยิ่งกว่าเจ็บปวด
เหมือนคนที่ไม่มีที่จะอยู่ อะไรทำนองนั้น

สภาวะเหล่านี้ ต้องลิ้มรสชาติด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจ

“ขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์”

ภพ-มโนกรรม

12 กุมภาพันธ์

คำสนทนาระหว่าง ก.กับ ข.

ข.
ตอนที่จิตขาดสติ สัมปัญชัญญะ
เมื่อเกิดความคิดจิตมันหมอกมัวเหมือนอยู่ในความฝัน
เกิดเวทนาความรู้สึก เกิดตัญหาชอบไม่ชอบ
และปรงแต่งต่อซ้ำไปซ้ำมา นั้นมันก็เท่ากับเกิดภพ นับไม่ถ้วน
เกิดมโนกรรมนับไม่ถ้วน

จนกระทั่งเรามีสติเกิดขึ้นความมืดการปรุงแต่งเวทนาเหล่านั้นดับ
กลับมารู้อยู่กับกาย จึงหยุดลง

และเกิดเหตุการเหล่านี้เป็นวงจรซ้ำๆ
เข้าใจแบบนี้ถูกไหม

.

ก.
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

๑ ความคิด ที่เกิดจากความชอบใจ ไม่ชอบใจ คือ มโนกรรม
ส่วนตัณหา เป็นตัวผลักดัน ให้เกิดการกระทำ

.
ยกตย. เห็นกระเป่า แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้กระเป๋า
นี่ ๑ ความคิด แต่ยังไม่เป็นมโนกรรม

ขณะเกิดความอยากได้ เริ่มคำนวณเงินในกระเป๋า แต่มีเงินไม่พอซื้อ
ก็คิดต่อว่า ถ้าขโมยได้ จะขโมย นี่ ๑ มโนกรรม
คือ อยากได้จนถึงขั้นคิดจะขโมย

.
แล้วปรุงแต่งต่อ ถ้าได้มาจะเอาไปทำอะไร
ตรงนี้ยังอยู่ในการปรุงแต่ง
คือ ขาดสติ เลื่อนลอย

มีแค่นี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ คือ ในแต่ละขณะ

ดูปัจจุบันเป็นหลัก หากยังมีปรุงแต่งต่อ ยังอยู่ในมโนกรรมตัวเดิม
แค่เลื่อนลอย ไม่มีสติ พอมีสติ หยุดคิดไปเอง

มโนกรรมตรงนั้น จบแค่นั้น

เมื่อมีอะไรมากระทบอีก ทำให้เกิดความคิดที่เพิ่งดับไปเมื่อกี้
กลับมาคิดอีก นี่มโนกรรมตัวใหม่

.

ข.
สมมุติเจอผัสสะปุ๊บความคิดเกิดปั๊บ
สมมุติคิดชั่ว มันรู้แล้วหยุดเลย
อ่อ บังคับไม่ได้มันชั่ว ของมันเอง หนึ่งขณะจิต
ถึงมันชั่วของมันเองก็จัดเป็น1มโนกรรมไหม

ก.
ประมาณนั้นแหละ
ดูเป็นขณะ ไม่นำมารวมกัน

เหมือนการกระทำทางกาย ทำไปแล้วคือทำไปแล้ว
ทำใหม่ คือทำใหม่ ไม่นำมารวมกัน

การฟุ้งปรุงแต่ง ตามความชอบใจ ไม่ชอบใจที่เกิดขึ้น
เกิดจากขาดสติ คือ ไม่อยู่กับปัจจุบัน

.
วิธีแก้ชั่วคราว ให้กำหนดรู้ อยากคิด ปล่อยให้คิด
อย่าไปพยายามหยุดคิด มันจะทุกข์

จะดี จะชั่ว มันก็แค่ความคิด
เป็นเรื่องของกิเลสที่มีอยู่

แต่หิริ โอตัปปะ จะเป็นตัวช่วยกดข่มไว้
คือ เกิดความละอายแก่ใจ

สมาธิก็เป็นตัวช่วยส่วนหนึ่ง
ถ้าไม่มีสมาธิ จะรู้สึกทุกข์ จนไม่มีที่จะอยู่
ทุกครั้งที่เกิดเวทนา เหมือนมีหนามแหลมคมทิ่มเนื้อ

.

ข.
ใช่ ที่เจออยู่ต้องทำมากขึ้นเพื่อใช้สมาธิช่วย
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า

ก.
จะเหมือนไส้เดือนคลุกขี้เถ้า ตรงนี้แค่เลื่อนลอย ยังไม่รู้ชัด
ถ้ารู้ชัดเหมือนโดนเข็มจิ้มเนื้อ ความคมชัดของกิเลส เป็นแบบนี้

เมื่อรู้สึกเหมือนคลุกขี้เถ้า ก็ปรุงได้เรื่อยๆ ทำให้หม่นหมอง
ดีที่ยังรู้ ดีกว่าไม่รู้

.

ข.
ใช่
ฝึกต่อ ตราบที่ยังมีลมหายใจ

อุปทานขันธ์ ๕

อุปทานขันธ์ ๕
ความยึดมั่นถือมั่นในรูป
ความยึดมั่นถือมั่นในเวทนา
ความยึดมั่นถือมั่นในสัญญา
ความยึดมั่นถือมั่นในสังขาร
ความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ

ภาษาชาวบ้าน ตัวกู ของกู

.

ทั้งหมด เป็นตัวแปรของเรื่องราวที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตอนมีชีวิตอยู่)
หมายถึง ภพชาติของการเกิด ที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(มโนกรรม)

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ(กายกรรม วจีกรรม) จึงมี

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ(เกิด-เสื่อม/โลกธรรม ๘) จึงมี
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้

.

และเป็นตัวแปร ขณะทำกาละ(ตาย)
หมายถึง ภพชาติในสังสารวัฏ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

.

.

มาคัณฑิยะ ! เปรียบเหมือนบุรุษตามืดมาแต่กำเนิด
เขาจะมองเห็นรูปทั้งหลาย

ที่มีสีดำหรือขาว เขียวหรือเหลือง แดงหรือขาบ ก็หาไม่,
จะได้เห็นที่อันเสมอหรือไม่เสมอ ก็หาไม่,
จะได้เห็นดวงดาว หรือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็หาไม่.
เขาได้ฟังคำบอกเล่าจากบุรุษผู้ที่ตาดี ว่า

“ท่านผู้เจริญ ! ผ้าขาวเนื้อดีนั้น เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด”, ดังนี้.
เขาเที่ยวแสวงหาผ้าขาวนั้น.

บุรุษผู้หนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า

“นี่แล เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม
ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด” ดังนี้
เขารับผ้านั้นแล้วและห่มผ้านั้น

.

ต่อมา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา เชิญแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญมารักษา แพทย์พึงประกอบยาถ่ายโทษในเบื้องบนถ่ายโทษในเบื้องต่ำ ยาหยอด ยาหยอดให้กัด และยานัตถุ์. เ

พราะอาศัยยานั้นเอง เขากลับมีจักษุดี ละความรักใคร่พอใจ
ในผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งจักษุที่ดี
เขาจะพึงเป็นอมิตร เป็นข้าศึกหมายมั่นต่อบุรุษผู้ลวงเขานั้นหรือ
ถึงกับเข้าใจเลยไปว่า ควรจะปลงชีวิตเสียด้วยความแค้น ว่า

“ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เราถูกบุรุษผู้นี้ คดโกง ล่อลวงปลอมเทียมเอาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า “นี่ท่านผู้เจริญ !. นี้เป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงาม ปราศจากมลทินเป็นผ้าสะอาด,มานานนักแล้ว”, อุปมานี้ฉันใด;

มาคัณฑิยะ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน, คือเราแสดงธรรมแก่ท่านว่า
“เช่นนี้เป็นความไม่มีโรค, เช่นนี้เป็นนิพพาน” ดังนี้;

ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้
ก็ต่อเมื่อท่านละ ความเพลิดเพลิน และความกำหนัด ในอุปาทานนักขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน;
และความรู้สึกจะพึงเกิดขึ้นแก่ท่าน ว่า

“ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! นานจริงหนอ, ที่เราถูกจิตนี้ คดโกง ล่อลวง ปลิ้นปลอก จึงเราเมื่อจะยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้ว ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร และ ซึ่งวิญญาณ นั่นเอง.

เพราะความยึดถือเป็นต้นเหตุ ภพจึงมีแก่เรา,
เพราะภพเป็นต้นเหตุ ชาติจึงมีแก่เรา,
เพราะชาติเป็นต้นเหตุ ชรา มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัสและอุปายาส จึงเกิดขึ้นพร้อมหน้า.
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.”
ดังนี้แล.

– ม.ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐.

.

หมายเหตุ;

ภพดับเป็นนิพพาน
นิพพาน คือ ความดับภพ

๑. ภพชาติของการเกิด ที่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ละขณะๆๆ
กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
๒. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ผลของกรรม เป็นอนัตตา (ภิกษุสาติ)

20 มกราคม

เรื่องของความรู้สึก

บางเวลาสุข บางเวลาทุกข์ บางเวลาเบื่อหน่าย

ไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น(อุปทานขันธ์ ๕)

เป็นอนัตตา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้

ตราบใดที่เหตุมี
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรรม

ผลย่อมมี การให้ผลตามความเป็นจริงของการกระทำนั้นๆ
ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิดของใครๆ

กรรมเป็นเรื่องละเอียด

การให้ผลของกรรม ยิ่งละเอียดกว่า
คือ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า กรรมที่ได้กระทำนั้นๆ
จะส่งผลให้รับในช่วงเวลาไหน ในปัจจุบัน ในอนาคต หรืออีกต่อๆไป

และผลที่ได้รับ ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะได้รับผลแบบไหน
กล่าวคือ ไม่ใช่ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะที่กระทำ
แต่เป็นการได้รับผลของการกระทำตามความเป็นจริง
จึงเป็นอนัตตา เพราะไม่สามารถคาดเดาได้

อาการรู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ เเป็นแบบนี้นี่เอง

ก็เพิ่งรู้นะว่า ผลของกรรมเป็นอนัตตา
บทจะรู้ ก็รู้ขึ้นมาเอง

สัญญาในจิตนี่เยอะมาก
สุดแต่ว่าสัญญาตัวไหนจะผุดขึ้นมา

เข้าใจความรู้สึกของภิกษุสาติ ที่มีเกิดขึ้นในตอนนั้นเลยนะ
กล่าวคือ รู้แค่ไหน ย่อมรู้ชัดแต่เพียงแค่นั้น
เกินจากนั้น ไม่สามารถรู้ได้
(เกินจากความรู้ความเห็นของตนที่มีอยู่)

ยกเว้นผู้ที่มีศัทธา ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
และปฏิบัติตาม ย่อมถึงความสิ้นสงสัยอย่างแน่นอน
เหตุปัจจัยจาก ผลของการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
ย่อมรู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
จนกระทั่งสิ้นสงสัยลงในที่สุด

หรือแม้มีความสงสัยอยู่ สงสัยสักแต่ว่าสงสัย
เพราะความศรัทธาหยั่งลงมั่นคงแล้ว

 

“รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา
กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร”

เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน
หากหยิบยกมา ไม่ตรงตามสภาวะ
ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที
ดังเช่นในกรณีภิกษุสาติ

กรรม มายถึง การกระทำ

ส่วน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเรื่องของขันธ์ ๕

คนละส่วน คนละสภาวะกัน

ถ้านำมาปะปนกัน ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า

ตามความเป็นจริง กรรมหมายถึงสิ่งใด
ถ้าให้ความหมายผิด จะตกอยู่ภายใต้ลัทธิกรรมเก่า

กรรม หมายถึง การกระทำ ทางกาย วาจา ใจ
ความหมายของตัวสภาวะของคำที่เรียกว่า กรรม มีแค่นี้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมายถึงสิ่งใด
ถ้าให้ความหมายผิด จะเป็นดั่งเช่นภิกษุสาติ

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นเรื่องของ ขันธ์ ๕ มีแค่นี้

ส่วนความยึดมั่นถือมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก่อให้เกิดการกระทำ ที่เรียกว่า กรรม
เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่
จึงกระทำตามตัณหา

เน้นตรง “ความยึดมั่นถือมั่น”
หากไม่มีความยึดมั่นถือมั่น กรรมหรือการกระทำ
ไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้เลย

พอเขียมาถึงตรงนี้
เออ! เข้าใจเลยนะ ทำไมภิกษุสาติ จึงคิดแบบนั้น

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ด้วยประการดังนี้แล
รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา

กรรมที่อนัตตากระทำ จักถูกต้องอัตตาคือกรรมได้อย่างไร?

ต้องแยกให้ขาดออกจากกันด้วย
หากยังแยกไม่ขาด ให้กำหนดรู้ต่อไป

กรรม เป็นเรื่องของ การกระทำทางกาย วาจา ใจ
ไม่เป็นอนัตตา เพราะสามารถหยุดไม่ให้กระทำได้

ผลของกรรม เป็นอนัตตา
เพราะไม่สามารถคาดเดาถึงผลที่จะได้รับได้ว่า ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือจะได้รับผลอย่างไร

สิ่งใด ที่ตกอยู่ภายใต้ “การคาดเดา” ล้วนเป็นอนัตตา
การคาดเดา เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิพพาน ที่เกิดจากการคาดเดา
นิพพานจึงเป็นอนัตตา หรือ อัตตา ด้วยเหตุปัจจัยนี้

 

กรรม อย่างหยาบ การกระทำทางกาย วาจา ใจ

กรรมอย่างกลาง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

กรรมอย่างละเอียด อุปทานขันธ์ ๕

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

การละอุปทานขันธ์ ๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว
ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล.

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

กรรม อย่างหยาบ การกระทำทางกาย วาจา ใจ

กรรมอย่างกลาง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

กรรมอย่างละเอียด อุปทานขันธ์ ๕

.

อุปทานขันธ์ ๕ ไม่มี กรรมย่อมไม่มี

การละอุปทานขันธ์ ๕

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อันเราได้แนะนำไว้แล้ว
ด้วยการทวนถามในธรรมนั้นๆ ในบาลีประเทศ นั้นๆ
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.

พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฉะนี้แล

เวมัตตา ความต่างแห่งกรรม

จิตดวงสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ

พักนี้มีสัญญา คำเรียกต่างๆ
มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะ

มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ยังไม่รู้คำเรียกของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆ

จึงเป็นเหตุปัจจัยให้
สามารถนำรายละเอียด ลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกนั้นๆ

เช่นคำว่า เวมัตตา
กรรมที่มีประการต่างๆ
ที่ทำให้สัตว์ที่ยังต้องเกิดใน ๓๑ ภพภูมิ
ได้รับผลของกรม โดยการเสวยเวทนาในภพภูมินั้นๆ

เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะสิ้นใจตาย จิตระลึกถึงสิ่งใด
ไปเกิดที่ภพภูมินั้นทันที

วิบากกรม ผลของการกระทำนั้นๆ
ส่งผลให้เสวยเวทนาในภพภูมินั้นๆ

เพราะชราเป็นปัจจัย จึงมีมรณะ

====================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า?
ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก
ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุความแก่รอบ
แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :
นี้เรียกว่า ชรา

การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป
การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย
การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต
จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :
นี้เรียกว่า มรณะ ชรานี้ด้วย
มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้;

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
นี้ เรียกว่า ชรามรณะ.

=================

จิตดวงสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ(จุติ/ตาย)

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ความไม่รู้อันใดแล

เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เ

ป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์,

เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เ

ป็นความไม่รู้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์

ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า อวิชชา.

=============================

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่

ทุกข์

เหตุแห่งทุกข์

ความดับทุกข์

และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

====================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้
คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย!
เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย

======================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

==================

นิพเพธิกสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ ประการ คือ
กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ

ก็เหตุเกิดแห่งอาสวะเป็นไฉน
คือ อวิชชาเป็นเหตุเกิดอาสวะ

ก็ความต่างแห่งอาสวะเป็นไฉน
คืออาสวะที่เป็นเหตุให้ไปสู่นรกก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่กำเนิดสัตวดิรัจฉานก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่เปรตวิสัยก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่มนุษย์โลกก็มี

ที่เป็นเหตุให้ไปสู่เทวโลกก็มี

นี้เรียกว่าความต่างแห่งอาสวะ

ก็วิบากแห่งอาสวะเป็นไฉน

คือ การที่บุคคลมีอวิชชา ย่อมยังอัตภาพที่เกิดจากอวิชชานั้นๆ ให้เกิดขึ้น
เป็นส่วนบุญหรือเป็นส่วนมิใช่บุญ นี้เรียกว่าวิบากแห่งอาสวะ

ก็ความดับแห่งอาสวะเป็นไฉน
คือความดับแห่งอาสวะย่อมเกิดเพราะความดับแห่งอวิชชา

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล
คือ สัมมาทิฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัดอาสวะ
เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความต่างแห่งอาสวะ วิบากแห่งอาสวะ
ความดับแห่งอาสวะ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะอย่างนี้ๆ

เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์
อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส เป็นที่ดับอาสวะนี้

ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบอาสวะ ฯลฯ
ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งอาสวะ ดังนี้นั้น
เราอาศัยข้อนี้กล่าว ฯ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

==================

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หมู่วิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ :
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า วิญญาณ.

==================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

==============

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! หมู่วิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ :
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า วิญญาณ.

=====================

ต่อเนื่องจาก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ได้แก่
ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์
และวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

สังขาร ได้แก่ การปรุงแต่งต่างๆ
เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดการกระทำ
ทางกาย วาจา ใจ ในส่วนที่เรียกว่า
บุญ บาป กุศล อกุศล

เป็นกรรมที่เคยกระทำไว้
ทางกาย วาจา ใจ

วิญญาณ ในที่นี้หมายถึง วิญญาณ ๖
ได้แก่ กรรมหรือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ
ที่เคยกระทำไว้ในอดีต ปรากฏขึ้นทางทวารทั้ง ๖

ทางตา ได้แก่ ภาพที่ปรากฏ
ทางหู ได้แก่ สียงได้ยิน
ทางจมูก ได้แก่ การได้กลิ่น
ทางลิ้น ได้แก่ ลิ้นที่รู้รส
ทางกาย ได้แก่ กายสัมผัส
ทางใจ ได้แก่ ความนึกคิด

ระลึกถึงสิ่งใด หรือกำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใด
ขณะหมดลมหายใจ ไปเกิดภพภูมินั้นๆทันที
หรือที่เรียกกันว่า ปฏิสนธิวิญญาณ

เวมัตตา

นิพเพธิกสูตร

ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน

คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี
ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี
ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี
ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี
ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี
นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องของกรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรมที่ส่งมาให้รับผล
ในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ว่า เพราะอะไร
ทำไมผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ
บางครั้ง รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งทำให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

===============

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

============

กรรมและกิเลส

กรรม เป็นเรื่องละเอียด

กิเลส ยิ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดยิ่งกว่ากรรม

หากรู้เท่าทันกิเลส
ย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้รู้เท่าทันกรรม

กรรม หมายถึง การกระทำ

กิเลส หมายถึง ความ โลภ ความโกรธ ความหลง
ตัณหา ความทะยานอยาก เป็นตัวกระตุ้น

อยากได้นั่นนี่ แล้วไม่ได้ดั่งใจนึก
เป็นเรื่องของ กิเลส เป็นเรื่องของ ความไม่รู้ที่มีอยู่

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
ถ้าแค่คิดถึงความอยากได้ของตน
แต่ไม่มีนึกถึงผู้อื่น หรือไม่มีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของ กิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจตนล้วนๆ

เมื่อไม่ได้ดั่งใจนึก
คิดถึงความอยากได้ของตน

แล้วมีนึกถึงผู้อื่น หรือมีการนำผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง
นี่เป็นเรื่องของมโนกรรม
เป็นเรื่อง ความนึกคิด ที่ไหลไปตามกิเลส
ฟุ้ง ปรุงแต่ง กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมา

แค่นึกไม่พอ ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา
ใช้ถ้อยคำเบียดเบียนผู้อื่น

เป็นเรื่องของการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้น
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่

ชีวิต จะเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่กับความนึกคิดและการกระทำของตัวเอง

หากชีวิตตกต่ำหรือมีชีวิตที่ไม่ดี
ล้วนเกิดจากความนึกคิดและการกระทำของตัวเองล้วนๆ

ผัสสะ

กระจ่างในเรื่องกรรม

กรรม ผลของกรรม

กรรมเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่

ต้องรู้ชัดใน ปฏิจจสมุปบาทในส่วนของผัสสะ

และอริยสัจ ๔

===========================

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์
ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความดับไม่เหลือของทุกข์
ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
หนทางอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้
ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

=======================================

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทำไมสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆ
จึงมีผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและเฉยๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทุกข์ สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ในแต่ละขณะๆๆๆๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

รวมทั้งวิธีดับกรรม(ไม่ทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก)

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: