กสิณ

 
หลังจากที่ได้ฝึกเตโชกสิณจากหนังสือที่หลวงพ่อสมชาย โยนมาให้ฝึกเอง
 
ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าจะมีผลอะไรตามมา แล้วฝึกไปเพื่ออะไร
 
หลังจากที่พ่อห้าม ก็ลืมไปเลย ไม่เคยสนใจจะหยิบขึ้นมาดูอีก
 
แต่เราเป็นคนที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไปที่ไหนจะเจอแต่วิญญาณ ( ชาวบ้านเรียก " ผี " )
 
ตอนเรียนม.ปลาย ได้เขาชมรม " หมอดู " งานนี้
 
อ.จ.ให้เราเป็นหมอดู เพราะเวลาจับมือใคร หรือได้เจอใครใหม่ๆ
 
เราจะรู้เรื่องของเขาได้โดยเขาไม่ต้องบอก เราเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร  
 
แล้วถ้าใครมาถามเรื่องที่คุยกันในวันต่อมา เราจะจำอะไรไม่ได้เลย
 
( สงสัยจะเป็นร่างทรงแต่เด็ก )แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง
 
จะมีเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เรารู้ล่วงหน้าได้ก่อนจะเกิด
 
แต่อย่างว่าแหละ ตอนนั้นเราเองก็ไม่ได้สงสัยว่าเพราะอะไรและทำไม
 
แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เคยเล่นเกมสะกดจิตกับเพื่อน
 
( แบบที่ออกรายการในไอทีวี ) เพื่อนสะกดจิตเราไม่ได้
 
แต่เราสะกดจิตเพื่อนได้ เพื่อนบอกว่าเราจิตแข็ง
 
มารู้ตอนได้ปฏิบัตินี่เอง ว่าเป็นผลของการทำกสิณ ทำให้เรารู้เรื่องราวต่างๆได้
 
 
Advertisements

ย้อนอดีต

 หลังจากที่ได้หนังสือมาจากหลวงพ่อสมชายแล้ว   เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็เปิดอ่าน เป็นเรื่องของการฝึกกสิณทั้งเล่ม  มีดิน น้ำ ลม ไฟ
เราชอบกสิณไฟ อ่านแล้วรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่าอันอื่นๆ   ใช้แค่เทียนไขเล่มเดียวเอง
ซึ่งจริงๆแล้ว ก่อนจะฝึกกสิณนั้นต้องมีการสวดมนต์ สมาทานกัมมัฏฐานก่อน  แต่เราตอนนั้นยังเด็ก ยังไม่รู้เรื่องพวกนี้
เอาล่ะจุดเทียนได้ก็นั่งเลย นั่งเพ่งไปที่ไฟ กำหนดว่า เตโชๆๆๆๆๆๆๆ คือ หายใจเข้ากำหนดคำว่า ” เต ”  หายใจออก กำหนด คำว่า ” โช “
( เท่าที่จำได้คร่าวๆนะ )  แหมมมม  แต่ตอนนั้นมันแปลกมากๆเลย  กลัวผีมากๆ  จะไม่กลัวได้ยังไง
กำลังนั่งเพ่งอยู่ รู้สึกเลยว่ามีคนมาจับบ้านเขย่าทั้งหลัง  บางทีก็มาจับที่ตัวเรา  บางทีก็มาเป่าลมใส่หูเรา
กลัวนะ  แต่จำได้ในหนังสือเขาเขียนว่าไม่ให้กลัว ให้ภาวนาเตโชอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น
เหอๆๆๆๆ  กลัวจนขนหัวลุกไปหมดเลยตอนนั้นเท่าที่จำได้ สักพักเหมือนตัวเราพองใหญ่ขึ้น ขนลุกตั้งชัน
ทำอยู่ได้หลายวัน แอบทำ ถ้าพ่อรู้พ่อตีตาย  ทำอยู่ 3 วันได้มั๊ง ถ้าจำไม่ผิด ไฟมันเปลี่ยนไป ไฟที่มองเห็นน่ะ เหมือนกับว่า เราไม่ต้องมานั่งเพ่งเหมือนตอนแรก
หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น  อยู่ๆมันก็วาบขึ้นมาให้เห็น  จะให้ไฟใหญ่หรือเล็กกว่าเดิมก็ทำได้  เพียงแค่คิดจะดู  เราก็ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร รู้แต่ว่า มันสงบดี
ความลับไม่มีในโลก  วันหนึ่งพ่อเปิดประตูเข้ามาในห้อง พ่อบอกให้เลิกทำ พ่อบอกว่า ทำแบบนี้ต้องมีครูบาอาจารย์ เดี๋ยวก็เป็นบ้าหรอก
ถ้าทำอีกพ่อจะตี ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเลิก ไม่เลิกได้ไง พ่อจับตาดูทุกฝีก้าวเลย   กลายเป็นว่าต้องเลิกไปโดยปริยาย

นำมาแบ่งปันกันนะคะ อันนี้นำมาจากสมุดบันทึกของตัวเอง เขียนไว้ในปี 47 เดือน 13 มค.
ลองอ่านคำพร่ำรำพรรณในสมัยก่อนดูนะคะ

ตอนนั้นก็เพิ่งจะหวนกลับมาเริ่มต้นปฏิบัติ เพราะมันเจอแต่ความทุกข์
เพิ่งรู้ว่าตัวเองปฏิบัติเพราะอะไร แต่พอดี จำเรื่องราวตรงนั้นไม่ได้เลยแม้แต่สักนิดเดียว
ไปอ่านเจอในสมุดบันทึกของตัวเอง ก็คิดว่า น่านำมาแบ่งปันกับทุกๆคนนะ

13 มค. 47
วันนี้เป็นวันที่เราบอกตัวเองว่า เราจะตั้งใจทำกรรมฐานตลอดกลางวัน
เราจะพยายามไม่นอน สุดท้าย เราก็ไม่ได้ทำ บ้านก็ไม่ได้ทำความสะอาด
แค่กวาดบ้าน ซักผ้า เรายังคงมีความขี้เกียจเหมือนเดิม ใจของเรายังโลเล

เราตั้งใจว่า เราจะไปวัดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
แต่บางครั้งเราก็คิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำที่บ้านดูก่อนล่ะ ขนาดที่บ้านยังขี้เกียจ
แล้จะไปขอให้หลวงพ่อช่วยได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่พยายามช่วยตัวเอง


นี่ขนาดเพิ่มแรกเริ่มกลับมาหาธรรมะนะ เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที จะตายเสียให้ได้ :b32:
อ่านแล้วก็ขำๆตัวเอง คือ คิดว่า ไม่มีความแตกต่างเลยนะ
กับที่หลายๆคนมาเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

เลยคิดว่า บันทึกการปฏิบัติ ที่เริ่มทำนี้ อาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆได้บ้าง
หลวงพ่อในที่นี้ คือ หลวงพ่อจรัญค่ะ

28 มิย. 47

แปลกจริงนะ ชีวิตของเราจะต้องเจอปัญหาทุกอย่างเลย
ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเจอปัญหาอยู่เรื่อย

ยิ่งเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเจอปัญหา
บางครั้งรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยเหลือเกิน มีความรู้สึกว่า ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว
ทำอาชีพสุจริตแท้ๆ ทำไมต้องมีการอิจฉากันด้วย

เราได้แต่คิดว่า จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดีกว่านี้ แต่ทำไมเราถึงขี้เกียจขนาดนี้ก็ไม่รู้
ขนาดแค่ทำความสะอาดบ้านแท้ๆ เรายังนั่งหลับได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลับได้หลับดี

หลวงพ่อบอกว่า การทำความดี ต้องฝืนใจ

เราก็พยายามที่จะฝืน แต่ไม่สำเร็จ เมื่อไหร่ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ทุกวันนี้ ต้องพยายามบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้ ชีวิตเราต้องดีกว่าเดิม
เราเชื่อว่า ทำดีต้องได้ดี ต้องใช้เวลา

ความขี้เกียจ


ความขี้เกียจ เป็นเรื่องของอินทรีย์หรือพละ จัดเป็นอกุศลธรรมของอินทรีย์
ถ้าเกิดสภาวะนี้ ให้รู้ตามความเป็นจริง อย่าปฏิเสธในสิ่งที่เป็นอยู่ ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ
ไม่ต้องไปคิดแก้ไขหรือคิดพยายามทำอะไร ให้ทำปกติคือ
เจริญสติให้ต่อเนื่อง


วันใด สติ สัมปชัญญะ และสมาธิมีกำลังมากพอ สภาวะที่เป็นอยู่จะดีขึ้นเอง
ไม่ควรไปวิตกกังวลหรือไปคาดหวังผลใดๆในการทำ เพียงรู้ลงไปตามความจริงที่เกิดขึ้น
เพราะถ้ายิ่งเราไปพยายามแก้ไข ยิ่งรู้สึกว่า ทำไมยิ่งขี้เกียจมากขึ้นกว่าเดิม

ในความขี้เกียจจะมีกิเลสตัวความสุขแฝงอยู่
เพียงแต่ว่า ถ้าสติยังไม่ทัน เราจะมองไม่ออก มองไม่เห็นกิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสของแต่ละคน

ให้ทำความเพียรต่อเนื่อง จะมากหรือน้อยขอให้ทำ ทำแบบว่า มีหน้าที่ที่ต้องทำ
เดี๋ยวสภาวะดีขึ้นเอง อย่าไปจดจ้อง อย่าไปคาดหวังผลใดๆในการทำ นั่นคือ ความอยาก
กิเลสนี่ ต้องดูให้ทันนะ จากตัวนี้ ไปอีกตัวแล้ว ถ้าดูไม่ทัน

2 กค. 47

เรารู้สึกเบื่อ แล้วก็เบื่อตัวเองมากๆ กลับเข้าบ้านมาก็เอาแต่นอน เหมือนคนไม่เคยนอนขนาดนี้
เราอยากเป็นคนขยัน เรารู้วิธีการ แต่ทำไมถึงไม่พยายามทำนะ

วันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง1/2 ชม. ครบเวลา แต่ปวดขาก่อนประมาณ 5 นาที
ไม่มีแสงสว่าง ฟุ้งซ่านตลอด


4 กค. 47

วิลัย ( คนที่อยู่ด้วยกัน ) นับวันดูดีขึ้น ( คิดไปเอง ) เราดูแย่ลง นับวันแย่ลงมากๆ
เราเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูด การทำดีต้องฝืนใจ แต่เรามักจะทำตามใจตัวเอง
หลวงพ่อพูดว่า การทำความดี ต้องใช้เวลา อย่าหวังผล เมื่อถึงเวลาแล้ว เงินจะไหลนอง ทองจะไหลมา
ทำความดี ต้องทำสม่ำเสมอ อย่าทำตัวลุ่มๆดอนๆ ทำดีไม่ได้ผล เพราะทำตนลุ่มๆดอนๆ

ยากจริงหนอ เราชอบตามใจตัวเอง ชอบนอน เป็นคนขี้เกียจ เกรียจคร้าน
กลางวัน ว่างก็นอน แทนที่จะพยายามปฏิบัติ ผลออกมาจึงเป็นเช่นนี้

เราเองก็รู้คำตอบดีว่า ทำไมชีวิตของเราถึงไม่ดีขึ้น อย่าไปมองคนอื่นเขาเลย
เขาทำดีหรือไม่ดีก็เรื่องของเขา เราต้องสนใจตัวเราเอง


นี่แหละหนา ทำคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยงใกล้ตัว ไม่มีใครคอยบอกว่าควรทำอย่างไร
แถมไม่รู้จักกิเลส ไม่มีใครมาบอกว่า นี่ความอยากเห็นไหม ความคิดลบเห็นไหม

9 กค. 47

ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมมากำหนด
หลวงพ่อบอกว่า กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ ฐานะ

เราไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี กรรมฐานก็ไม่ค่อยจะได้ทำ ชีวิตเราทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ

ชีวิตนี้น้อยนัก หนังสือของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ควรรีบกำหนด รีบทำกรรมฐานด้วยความเพียร เพราะเราไม่รู้ว่า เม่อไร ความตายจะมาถึงตัวเราเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ

อาจจะเกิดเป็นคนหรือเกิดเป็นสัตว์หรือเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ สุดแต่บุญหรือกรรมที่ทำมา
เราต้องรีบเร่งทำความดี เพราะกรรมเก่าที่เราทำไว้ในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ จะได้ตามเราไม่ทัน

10 กค. 47

ชีวิตก็แบบเดิมๆ เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
กินข้าวเสร็จก็นอนหลับ เย็นตื่นมาทำงานบ้าน กว่าจะอาบน้ำเสร็จเกือบสามทุ่ม
กว่าจะขึ้นห้องพระเกือบสามทุ่มครึ่ง เช้าตั้งนาฬิกาตี 3 ก้ตื่นสะเกือบตี 5 ทุกวัน
ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะ เราไม่พยายามฝืนใจ ตามใจตัวเองตลอดเวลาว่า ขอนอนต่ออีกนิดนึง
กลางวันตั้งใจมากี่วันแล้วว่าจะทำกรรมฐาน เปล่าเลย พอกินข้าวเสร็จ ต้องนั่งหลับทุกที
ต้องไม่กินข้าว สุดท้าย ถึงไม่กินข้าวก็นั่งหลับทุกครั้งเหมือนเดิม
เฮ้อ … เบื่อชีวิตจริงๆ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ

12 กค. 47 ( ตอนนั้นไปเรียนทำเบเกอร์รี่ )

อาจารย์จะให้สวดมนต์ของญี่ปุ่น ( นำเมียว โฮริงเคียว … น่าจะใช่นะ ) เรายอมรับว่าเราลังเล
เรายังคงมีอาการเบื่อเหมือนเดิม บางทีเราคิดลบๆ ว่า ถ้าเราจบชีวิตเราคงไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

เดี๋ยวนี้เราชอบพูดมาก ชอบบ่น น่าจะเริ่มคิดใหม่ ทำใหม่
ทำให้ได้ ตื่นตี 3 แล้วสวดมนต์ก่อนที่จะไปทำอะไร หากเรายังไม่อยากปฏิบัติ ก็หยุดเอาไว้ก่อน
สวดมนต์ให้เป็นประจำ ให้จิตเกิดสมาธิก่อน ถ้าพร้อมปฏิบัติเมื่อไหร่ ค่อยปฏิบัติ


นี่แหละหนา คนที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แถมไม่มีใครให้คำแนะนำได้

14 กค. 47

ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน หากเรารู้จักใช้จ่าย เราก้จะมีเงินเหลือ หากเราใช้จ่ายโดยไม่รู้จักคิด เงินเราก็หมด
เราก็จะมีหนี้สินอยู่ตลอดเวลา ( บัตรเคดิต )
( เชื่อไหม เงินหนึ่งแสน ใช้จนสองเดือนเกลี้ยง ไม่ได้เที่ยวเลยนะ หมดไปกับค่ากิน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ความจริงแล้ว การอ่านหนังสือธรรมะ แล้วเราปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้ แต่เพราะเราขาดสติในการใช้เงิน คิดแต่ว่ามีเงินอยู่ในมือ นึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ทิ้งๆขว้างๆ
วันนี้เราขึ้นห้องพระแต่หัวค่ำ เพื่อจะสวดมนต์ ภาวนา

15 กค. 47

วันนี้ขึ้นห้องพระสวดมนต์ตั้งแต่ 20.00 น. สวดมนต์ออกเสียง เรารู้สึกสบายใจ
เหมือนเราได้ระบายความรู้สึกกดดันบางอย่างออกไป ไม่ต้องแอบสวดมนต์
เวลาวิลัยอยู่บ้าน เราเกรงใจ ไม่กล้าสวดมนต์เสียงดัง

17 กค. 47

เราไม่เข้าใจเลยว่า ถ้าเราปฏิบัติ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ทำไมถึงขายของไม่ค่อยดี
( ตอนนั้นเบื่อทำงาน เลยมาลองขายของ )
แต่ถ้าเราสวดมนต์ทุกวัน แล้วแผ่เมตตากลับจะดีกว่า เราคิดว่า อาจะเป็นเพราะเราหวังผลมากเกินไป
เราได้สวดมนต์ แผ่เมตตา เรารู้สึกสบายใจขึ้นริ่มพูดน้อยลง

” อดีตอย่ารื้อฟื้น เรื่องคนอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ”

19 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา หลับไปเลย

20 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา

21 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา วันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
อ่านหนังสือกฏแห่งกรรมของหลวงพ่อจรัญตลอด เพื่อจะได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ขยันมากขึ้นกว่าเดิม

22 กค. 47

วันนี้กลางวัน ทำวัตรเช้า แล้วสวดมนต์ แผ่เมตตา เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

22.00 สวดมนต์ แผ่เมตตา นอนน

23 กค. 47

บ่าย สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที การทำสมาธิยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่ดีในเรื่องของจิตใจ
ปลงอะไรลงไปได้หลายๆอย่าง

22.00 น. สวดมนต์ แผ่เมตตา

24 กค. 47

เมื่อไหร่หนอ ที่เราจะนั่งสมาธิได้ระดับที่สามารถแก้ไขปัญหาตัวเองได้
เรารู้ว่า ยิ่งเราอยากมากเท่าไหร่ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น
แต่เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากเราพยายามทำทุกวัน สักวันหนึ่ง เราต้องทำได้
เราต้องอดทนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

25 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา
การปฏิบัติสมาธิยังไม่ก้าวหน้า ยังเหมือนเดิม

เวลาใครนินทา ถ้าเราเห็น หรือเราจะนินทาเขา เ
พราะ เราไม่ชอบ ให้คิดดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะได้ไม่ต้องไปพูดถึงคนอื่นๆ

28 กค. 47

ตอนนี้ก่อนนอน เราจะขอกรรมฐานใช้วิธีนอนปฏิบัติ เช้ามาจะลุกขึ้นนั่งแผ่เมตตา
กลางวัน นอนอีกแล้ว การปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้า

29 กค.

กลางวันยังเหมือนเดิมคือ นอน

30 กค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางคืน สวดมนต์ แผ่เมตตา

………………………………………………………………..
1 สค. 47

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางวัน นอน
21.00 ทำวัตรเย็น แผ่เมตตา วันนี้รู้สึกว่า เริ่มมีสมาธิดีขึ้น

2 สค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา
ตอนนี้ใช้วิธีนับลูกประคำในการทำสมาธิ รู้สึกว่าทำให้จิตเราฟุ้งซ่านน้อยลง
ถ้าถามว่า ดีกว่ามั๊ย ยังตอบไม่ได้ เพราะเพิ่งลองทำ

5 สค.

22.50 สวดมนต์ แผ่เมตตา
วันนี้นั่งได้สมาธิ ถ้าตั้งใจทำจะไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยตัวตามสบาย จะได้สมาธิดี

14 สค.

เรายังปฏิบัติไม่ค่อยดี ( กรรมฐาน ) ได้แต่สวดมนต์อีกแล้ว
ตราบใดที่เรายังสนใจสิ่งที่คนอื่นพูดอยู่ แสดงว่า ยังเหมือนเดิม

19 กย.

เราไม่ได้เขียนบันทึกเลย ง่วงนอนตลอดเวลา สวดมนต์ก็แทบจะไม่ได้สวด

23 กย.

สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ อย่างละ ครึ่งชม.
……………………………………………………..
8 พย. 47
ไม่ได้จดบันทึกในเล่มนี้เลย เขียนแต่ในเล่มเล็กอย่างเดียว

10 พย .

ขนาดไปวัดมา 9 วัน เมื่อเดือนตค.ที่ผ่านมา ( ช่วงกินเจ )
ชีวิตของเราช่างหน้าเศร้าจริงๆ เราไม่พยายามที่จะเริ่มต้นใหม่เลย ( การกระทำของเราดูเหมือน
จะพยายามทั้งจากการตั้งนาฬิกาปลุก แต่จริงๆแล้วไม่ลุก ) ขี้เกียจเหมือนเดิม เบื่อตัวเองเหลือเกิน
เราเองก็รู้ตัวดีว่า เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ยิ่งเชื่อมากเท่าไหร่ กรรมยิ่งตามทัน
ได้แต่บอกตัวเองว่า ต้องพยายามตั้งใจทำกรรมฐาน

12 พย.

เราไม่รู้ว่า เราจะปฏิบัติได้แค่ไหน แต่เราก็จะพยายามทำให้ได้ ทุกวันนี้รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน
เราไปทำกรรมอะไรไว้นักหนา ทำไมต้องมามีชีวิตแบบนี้ด้วย มีแต่นอนๆๆๆๆๆ

12 ธค.
บอกตัวเองบ่อยๆว่า พรุ่งนี้จะเริ่มต้นใหม่

20 ธค.

สวดมนต์ ไหว้พระ วันนี้ลองปฏิบัติ โดยเดินและนั่ง ยืน ไม่กำหนดเวลา
ถ้านั่งสมาธิแล้วปวด ให้เปลี่ยนเป็นเดิน กำหนดเดิน แต่ไม่กำหนดเวลา
อาจจะเดินสัก 4 รอบแล้วนั่ง ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร ไม่งั้นเราจะท้อถอย
ไม่อยากปฏิบัติ เพราะไม่มีความก้าวหน้า เดินประมาณ 15 นาที นั่ง ครึ่งชม.

21 ธค.

ปฏิบัติไม่ดีเหมือนเมื่อวาน มีแต่ความง่วงนอน จับอารมณ์ไม่ได้เลย ไม่มีสติ นั่งแล้วหลับตลอด
ถ้าถามว่า มีเบื่อไหม ไม่เบื่อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องบังคับจับเวลา เบื่อมากๆ ทำให้ไม่อยากทำ

22 ธค.

เริ่มต้นทำใหม่นะ ทำแบบหลวงพ่อเคยพูด แล้วก็ตามหนังสือหลวงพ่อลีเขียนไว้ ให้ปฏิบัติบ่อยๆ
แล้วอารมณ์กรรมฐานตรงนั้นจะเกิดขึ้นเอง ต้องฝืนใจ แต่เราไม่ได้พยายามทำเลย
ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องช่วยตัวเอง

22.00 วันนี้ทำกรรมฐาน ก่อนออกจากสมาธิ แปลกมากๆ ไม่สว่างเหมือนทุกครั้ง แต่สว่างๆมากๆ
สว่างกว่าหลอดนีออนมากๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆไม่นานนัก

23 ธค.

พอคิดว่าจะทำแบบที่หลวงพ่อพูดทีไร เราจะต้องไม่ได้ทำอย่างที่คิดทุกครั้ง ต้องไม่คิดล่วงหน้าเลย
พอไม่ตั้งใจปฏิบัติ กลับปฏิบัติได้ดี เราปล่อยไปตามธรรมชาติ สวดมนต์เสร็จ ง่วงนอนมากๆ
เราก็นั่งเลย ไม่เดินจงกรม นั่งก่อนครึ่งชม. แล้วเดิน 10 นาที นั่งอีก ครึ่งชม. เดินอีก 20 นาที
นั่งอีกครึ่งชม. รู้สึกดีขึ้น ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ ทำถูกหรือเปล่า แต่จะทำไปเรื่อยๆ

24 ธค.

สวดมนต์ไหว้พระ
รอบแรกทำ1 ชม. ฟุ้งซ่านมากๆ ชอบคิดจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราว เดิน 1 รอบ ไปกลับ
รอบสองทำ 1 ชม. เดิน 2 รอบไปกลับ ( 15 ก้าว ไปกลับ 30 ก้าว ) นั่งสมาธิ ฟุ้งซ่านน้อยลง

27 ธค.

เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. ทรมาณน่าดู เรายังกำหนดไม่ค่อยได้ ปวดตรงกระเบนเหน็บมากๆ
เกือบจะลืมตาดูนาฬิกา แต่พยามอดทน ปวดก็ทนเอา จนนาฬิกาดัง

ช่วงนั่งปวดมากๆ ยกก้นไป 1 ครั้ง นอกนั้นค่อยๆขยับขาตลอดเวลา จะว่าไปแล้ว ขาไม่ค่อยปสดเท่าไหร่
แต่ตรงกระเบนเหน็บนี่ปวดมากๆเลย

28 ธค.

สวดมนต์ นั่งได้ 20 นที ( เดาเอา ไม่ได้ดูนาฬิกา ) นั่งหลับตลอด ง่วงมาก มัวแต่ดูข่าวซูนามิ
เลยขึ้นปฏิบัติดึก เกือบเที่ยงคืนแล้ว

29 ธค.

เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที มีเวทนาแต่ไม่มากเท่าแรกๆปฏิบัติ
01.00 สวดมนต์ นั่ง 30 นาที ไม่เดิน กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

30 ธค.

ทำวัตรเช้า เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที ปฏิบัติดีขึ้น
การกำหนด ลองเปลี่ยนเป็น เมื่อพองหนอ ยุบหนอ หายไป กำหนดภาวนา อิติปิโส ห้องที่ 1 บทพุทธคุณ
กำหนดนับไปเรือยๆ แปลกๆดีนะ ไม่เหมือนกำหนดพองยุบ พองยุบ พอปวดก็จะปวดขาเหมือนใจจะขาด
แต่ใช้วิธีให้จิตติดภาวนา อาการปวดที่เกิดขึ้น จะเกิดแล้ว หายไป เวลาออกจากสมาธิ
อาการปวดต่างๆหายไป ไม่เหมือนพองยุบ ออกจากสมาธิ ยังปวดเหมือนเดิม

31 ธค. 47

ทำวัตรเย็น วันนี้สวดธรรมจักรด้วย เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ คิดถึงหลวงพ่อมากๆ
ปกติเราจะต้องไปวัด วันนี้จะไม่นอน จะปฏิบัติเป็นกุศลแต่หลวงพ่อ

01.20 เรานั่งสมาธิวันนี้ มีแต่ความทรมาณ เราไม่ใช่พระแบบหลวงพ่อ หรือแบบหลวงปู่ทั้งหลาย
เราปฏิบัติตามหลวงพ่อพูดดีกว่า เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทำให้ได้ทุกวัน แล้วเราจะทำได้เอง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้เวลา


คนที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือไม่มีผู้แนะนำนี่ลำบากมากๆเลยนะ อินทรีย์ก็ไม่รู้เรื่อง
อะไรๆก็ไม่รู้เรื่องสักอย่างเดียว เป็นคนมีสมาธิเยอะก็ไม่รู้เรื่อง กิเลสนี่ไม่ต้องพูดถึง
นี่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงๆเลยนะ ถึงได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้


การเจริญสติ หากเราไม่ไปสนใจ เพียงแต่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เราจะไม่ไปเครียด และทำได้เรื่อยๆ
ตอนแรกๆที่เราทรมาณ เพราะไปมุ่งหวังมากไป คาดหวังมากไป ว่าต้องอย่างโน้นอย่างนี้
ตอนนั้นยังมือใหม่ ไม่มีใครแนะนำด้วย มองไม่เห็นความอยากได้ ความคาดหวัง

2 มค. 48
วันนี้ทำเหมือนทุกๆวัน ยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่เป็นไร ทำต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

3 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม แต่นั่งสมาธิ เสร้จแล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำ
ปฏิบัติน้อย เพราะเมื่อหัวค่ำไปดูทีวี

4 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม สวดมนต์เสร็จนั่งสมาธิ ไม่ได้กำหนดยืนหนอก่อน
สวดอิติปิโส ห้องพุทธคุณ 60 จบ แล้วกำหนดนั่งสมาธิต่อ

5 มค.
รู้สึกเบื่อเหลือเกิน แต่ตอบไม่ได้ว่าเบื่ออะไร รู้สึกเหมือนขี้เกียจมากๆ ง่วงตลอดเวลา ควรทำอย่างไรดี
เมื่อก่อนเวลาสวดมนต์ รู้สึกกระชุ่มกระชวยดี แต่ตอนนี้ไม่อยากที่จะทำเลยแหละ

เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
แปลกดีนะ ก่อนปฏิบัติรู้สึกเบื่อมากๆ แต่พอปฏิบัติแล้วกลับรู้สึกเบื่อลดน้อยลง
อาจจะเพราะปฏิบัติเสร็จแล้วก็ได้

6 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
นั่งนับพองหนอ ยุบหนอได้ 16 ครั้ง ก็หายไป จับไม่ได้เลย รู้สึกตัวเหมือนนั่งสับปะหงก
คล้ายๆกับหลับไป แต่เราว่าเราไม่ได้หลับ

8 มค.
11.00 ง่วงนอนมากๆ หลับไปเลยหลังสวดมนต์เสร็จ
15.00 เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. การกำหนดใช้มรณานุสติ กำหนดตลอด
เพื่อไม่ให้จิตไปมองที่ขา ไม่งั้นจะปวดขามากๆ วันนี้นังปวดพอทนได้
จนวินาทีสุดท้าย กำลังจะขยับขา พอดีครบเวลาที่ตั้งไว้ก่อน

10 มค.
23.00 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
มีแต่ความง่วง จับสมาธิอะไรไม่ได้เลย

11 มค.
23.45 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
ง่วงเหมือนเดิม สู้ปฏิบัติตอนแรกๆไม่ได้

12 มค.
23.00 สวดมนต์อย่างเดียว รู้สึกเบื่อๆแบบบอกไม่ถูก ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร

14 มค.
22.15 สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม. สัปปะหงกเป็นพักๆ แต่รู้สึกตัวทัน

15 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม

19,20 มค.
สวดมนต์ ไม่ได้เดินจงกรม สวดพุทธคุณ 108 จบ

21-24 มค.
สวดมนต์อย่างเดียว

25 มค.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม.

28-30 มค.
ไปวัดอัมพวัน

31 มค.48
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
เวลาไปวัด ทำไมปฏิบัติได้ แต่เวลาอยู่บ้าน ยากจริงๆ
บางครั้งก็มานั่งนึก คิดเหมือนเดิมๆทุกครั้ง เราทำอะไรร้ายแรงมากหนอ ชีวิตถึงได้ผกผันไปได้ขนาดนี้


ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องสมาธิ เพราะไม่เคยอ่านหรือศึกษาเดี่ยวกับสมาธิ
การที่มีอาการง่วงนอนตลอดเวลา เกิดจากสติไม่ทัน มีสมาธิล้ำหน้า
แนวทางการปรับอินทรีย์คือ ให้เดินจงกรมให้มาก เริ่มต้นการนั่งให้น้อยๆ
ปรับไปปรับมา จนกว่าสมาธิกับสติจะเสมอกัน

1 กพ. 48
21.00 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

2 กพ.
21.50 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรม เดินได้ดีขึ้น รู้เท้าชัดมากกว่าเดิม มีสมาธิดีขึ้น
นั่ง มีความปวดขา แต่ไม่ชา ปวดเป็นพักๆ ยังกำหนดปวดหนอไม่ได้ กำหนดแล้วปวดมากๆ
ใช้วิธีกำหนดจิตไปที่อื่น โดยไม่สนใจความปวด ใช้การสวดมนต์กำหนดลงไปแทน
เริ่มมีอาการปวดใกล้ๆ ก่อนหมดเวลาประมาณ 10 นาที กะเอาเอง

3 กพ.
20.35 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1ชม. วันนี้ปฏิบัติได้ดีกว่าเดิมมากขึ้น
การเดิน เดินได้ช้าลง สมาธิในการเดิน กำหนดได้ดีขึ้น ละเอียดมากขึ้นทุกย่างก้าวที่เดิน
เดินได้ดี มีความรู้สึกว่าหมดเวลาเร็ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การนั่ง การกำหนดดีขึ้น อารมณ์ในสมาธิละเอียดมากขึ้น กำหนดปวดหนอดีขึ้น
การเจ็บปวดมีบ้าง รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น

การฟุ้งซ่านระหว่างการเดินกับการนั่ง ยังมีอยู่ แต่สามารถกำหนดให้สงบลงได้ดีกว่าเมื่อก่อน

4 กพ.
22.00 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้การปฏิบัติไม่นิ่งเท่าเมื่อวาน การเดินยังเดินได้สม่ำเสมอ
การนั่งวันนี้ปวดพอทนได้ ไม่เท่ากับเมื่อวาน วูบไปพักหนึ่ง ไม่มีสติ ปวดก้นกบกับปวดขา
ออกจากการปฏิบัติก็ยังคงปวดอยู่

10-16 กพ.
สวดมนต์อย่างเดียว ไม่มีการจดบันทึกไว้ว่าเพราะอะไรจึงไม่เดินจงกรมและนั่งสมาธิ

17 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. เหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่

18 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
มีความเครียดเรื่องส่วนตัว ทำให้อยากตาย เพราะรู้สึกทุกทรมาณมากๆ อยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม

20 กพ.
เดิน 10 นาที นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้สวดมนต์ฟุ้งซ่านน้อยลง มีสมาธิดีขึ้น เครียดเรื่องหมาหน้าบ้านขุดต้นมะลิที่กำลังออกดอกงามๆ
ตัวนี้ชื่อเจ้าเผือก ดื้อมากๆ เป็นหมาไม่มีเจ้าของ แต่โตในซอย เราให้ข้าวกินทุกวัน
เขาเลยมานอนอยู่หน้าบ้าน กำลังซนมากๆ คุ้ยดิน ขุดทั้งต้นกุหลาบ ต้นดอกมะลิ ซึ่งลงไว้เยอะมาก
หมดเงินไปพันกว่าบาท เราไล่ตีเขา เขาวิ่งหนี เราก็ตะโกนใส่เขาว่า เหนื่อยแล้วนะ
เชื่อไหมว่า เขาหยุดวิ่ง และนอนลง รอให้เราเดินเข้าไปหาแล้วตีเขา ตอนนั้นตีนะ แบบไม่ทันคิด
พอหายโกรธแล้ว รู้สึกเสียใจมากๆ ที่ไปตีเขาแบบนั้น เขารักเรา
ถ้าไม่รักเรา เขาคงไม่หยุดแล้วนอนลงให้เราตีเขาหรอก ก็อารมณ์เสียไปหลายวัน

22 กพ.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที มีความฟุ้งซ่านแต่น้อยลง

23 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การเดินรู้สึกตัวชัดดี ฟุ้งน้อยลง
การนั่ง สงบลงดี

24 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
การเดิน ฟุ้งน้อยลง รู้ตัวดีขณะที่เดิน
การนั่ง ไม่ค่อยมีสติ คือ ลืมกำหนดพองยุบ กำหนดได้แค่ตอนแรก แล้วพองยุบหายไปเป็นช่วงๆ
บางครั้งก็ลืมจับไปเลย

25 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ทำสองรอบ เวลาเท่ากัน รอบบ่ายปฏิบัติได้ดีกว่ารอบค่ำ รอบค่ำเวลากำหนดไม่มีสติ
เผลอตัว ไม่ได้กำหนดพองยุบ ยังฟุ้งอยู่ แต่พอกำหนดได้บ้างเป็นพักๆ

27 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
การกำหนดยืนหนอและเดินหนอ วันนี้ดีขึ้นมากๆ เดินไปกลับได้ครบ 1ชม. กำหนดตามที่หลวงพ่อบอก
เวลาคิดอะไรก็กำหนดคิดหนอตลอด

การนั่ง ยังเหมือนเดิม คือ กำหนดไม่ค่อยได้ ยังไม่มีการกำหนดพองยุบเหมือนเดิม เหมือนไม่มีสติ

28 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
ฟุ้งตลอด มัวแต่วุ่นวายกับไดม่อน ( กระต่าย ) ไม่สงบเลย แต่ปฏิบัติได้จนครบเวลา
ไดม่อนจะชอบเข้าไปฟังสวดมนต์ และนอนดูเราปฏิบัติ ถ้าไม่ให้เข้าไปห้องพระด้วย
เขาจะตะกุยประตูดังแกรกๆอยู่อย่างนั้น เวลาเดินจงกรม เขาจะชอบเดิน แล้วมานัวเนีย
พอเวลาเรานั่งสมาธิ เขาก็จะมาดมๆตามตัว จะเป็นแบบนี้ตลอด เอาไปนอกห้อง ก็ตะกุยประตู
ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ ทำให้เกิดความรำคาญมากๆ

ทำทุกวัน จะมากหรือจะน้อย ไม่ใช่ตัววัดผลหรือเป็นตัวบ่งบอกผล
แต่ความสม่ำเสมอ ความเสมอต้นเสมอปลาย ความต่อเนื่อง ตรงนี้แหละคือตัวสำคัญที่สุด
ยิ่งมีสติ สัมปชัญญะเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นรายละเอียดของสภาวะมากขึ้นเท่านั้น

เวลาเดิน ใหรู้เท้าที่กระทบพื้น รู้ลงไปตรงนั้น จะช่วยให้ระงับความฟุ้งไปได้เป็นพักๆ
พอวันใด สติดี สมาธิดี ความฟุ้งจะหายไปเอง

หมั่นสำรวม สังวร ระวังอายตนะให้ดีๆ
เมื่อเกิดการกระทบ อาจก่อให้เกิดความชอบหรือชัง ให้หมั่นกำหนดรู้ลงไป
วันนี้ชัด พรุ่งนี้ไม่ชัด วันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี มันไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งสิ้น
สิ่งที่สำคัญที่ควรมองให้เห็นคือ กิเลสในใจตน
คำสรรเสริญ เยินยอ ล้วนเป็นพิษร้าย เมื่อสติ สัมปชัญญะ ยังไม่สามารถรู้เท่าทันได้ พึงระวังให้ดี

1 มีค. 48
21.30 สวดมนต์ เดิน+นั่ง ไม่ได้จับเวลา
22.45 แปลกจริงๆ เรานั่งอย่างไรได้นาขนาดนี้ การนั่งก็เหมือนกับว่าเราหลับไปตลอดเวลาก็ไม่ใช่
บอกไม่ถูก เรายังจับพองยุบไม่ได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม

2 มีค.
21.10 เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
การเดิน มีฟุ้งเป็นบางครั้ง พอกำหนดได้
นั่ง เริ่มกำหนดได้ ยังมีปวดตอนท้ายๆ กำหนดปวดได้ จนครบเวลา

3 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เวลาที่ไม่ได้กำหนดเวลา กลับได้สมาธิดี
แต่เวลาตั้งใจจับเวลา นั่ง 1 ชม. กลับไม่มีสมาธิ

4 มีค.
สวดมนต์ กำหนดยืนแล้วนั่ง ไม่ได้จับเวลา

7 มีค.
สวดมนต์ นั่งแล้วแผ่เมตตา

8-9 มีค.
พาพู่ไปวัดอัมวัน พู่อยู่วัดต่อ 7 วัน ส่วนเรากลับมาทำงาน

10 มีค.
เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
เดินได้ดี มีสติดี
นั่ง ปวดมากๆ ต้องใช้วิธีขยับก้นช่วย ต้องฝึกใหม่

11 มีค.
สวดมนต์ วันนี้ไม่ได้กำหนดเดิน แต่นั่งเลย และแผ่เมตตา

12-15 มีค.
สวดมนต์ แผ่เมตตาอย่างเดียว

16 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

17 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ตั้งเวลานานเกินไป 1/2 ชม. เท่ากับนั่ง 1ชม. จะรู้สึกเองตอนครบเวลา บอกไม่ถูก

18 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ปวดหนอ ยังกำหนดไม่ได้

19 มีค.
วันนี้ไม่ได้ปฏบัติ หงุดหงิดกับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เกิดความเบื่อมากๆ
เมื่อเบื่อ เลยทำให้ไม่อยากทำอะไรเลย เบื่อชาวบ้าน ร้องคาราโอเกะ กินเหล้าทุกคืน เสียงดังมากๆ
เราอย่าไปสนใจชาวบ้านเลย ดูตัวเราดีกว่า ทุกอย่างผลักดันในด้านความคิด
เหตุการณืทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เราเกิดความอดกลั้น เราเริ่มระวังอารมณ์ชั่ววูบได้ดีขึ้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเราโกรธ เราจะด่าทันที แต่เมื่อกี้เราก็หลุดด่าหมากระทบคนเหมือนกัน
ความจริงแล้วเราไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ดีที่สุด
อาจจะมองดูเหมือนว่าเราแล้งน้ำใจ แต่ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า


ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ พอได้ยินแล้วเกิดความหงุดหงิดและรำคาญมากๆ
พอมาชวนเราไปบ้านเขา ไม่ไปก็ไม่ได้ พอเขาเมาชอบค่อนขอดเรา

20 มีค.
นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม.

21 มีค.
สวดมนต์อย่างเดียว

22 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ไม่มีสมาธิเลย

23 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

24 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. มีแต่ความปวดทรมาณ ( ปวดขา )

25 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

26 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย ไม่มีสมาธิ ดิ่งเหมือนคนหลับไปเฉยๆ

กิเลสเข้าแทรกได้ตลอดเวลา เมื่อทำไม่ต่อเนื่อง เลยทำให้เป็นแบบนี้
ทำแบบลุ่มๆดอนๆ ก็เลยได้ผลแบบลุ่มๆดอนๆ อ่านๆของตัวเองแล้วยังขำเลย
เราขี้เกียจขนาดนี้เลยหรือ แตกต่างจากปัจจุบันแบบหน้ามือกับหลังมือ เหมือนคนละคนกันเลย

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: