สภาวะรู้ชัดภายในกายและจิต

เดี๋ยวนี้ สภาวะเปลี่ยนไป การรู้ที่กาย จะรู้ชัดตามจุดชีพจรต่างๆที่เต้นอยู่ เสียงการสูบฉีดโลหิต เสียงหัวใจเต้น กระเพาะทำงาน การขยับตัวของลำไส้ฯลฯ

คือ จะรู้ชัดเนืองๆ ของสภาวะต่างๆเหล่านี้ แม้ขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะรู้เนืองๆแบบนี้

ถ้ามีสมาธิไม่มากพอ บางครั้ง จะรู้สึกรำคาญ ต้องคอยกำหนด เมื่อรู้ที่กายปกติได้ ความรู้สึกรำคาญ จะหายไปเอง เหตุเพราะ จะรู้ชัดในสภาวะต่างๆแบบปกติ ไม่มีการเด่นชัด

สภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิต อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ รู้ทันมากขึ้น เห็นสภาวะที่กำลังจะเกิด ขณะเกิด และดับหายไป รู้ทันมากขึ้น สงบกายวาจา ทันมากขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้น น้อยลง

ความคิดที่เกิดขึ้นส่วนมาก มีแต่เรื่อง เหตุ ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด เป็นเหตุให้ จิตมีแต่ความเบื่อหน่าย เบื่อมากๆ

ตอนนี้ ขออนุญาติจากเจ้านาย ขอเข้ากรรมฐาน ๗ วัน ทุกๆเดือน เพื่อรักษาจิต ไม่งั้น ความเบื่อ เอาไม่อยู่ ทำให้รู้สึกทุกข์ ทำให้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่

ซึ่งเจ้านาย อนุญาติ และจะดูแลตัวเอง ระหว่างที่วลัยพรไม่อยู่ ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวเจ้านาย จัดการไว้ให้เรียบร้อยหมดทุกอย่าง โดยไม่ทำให้เจ้านายลำบาก ระหว่างที่ตัวเองไม่อยู่

 

เหตุที่ปฏิบัติที่บ้านไม่ได้ เพราะ ข้าศึกของสภาวะเยอะ ยังตามใจตัวเองอยู่ ปฏิบัติไม่เต็มที่

เหตุเพราะ ความสบายในชีวิต ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นเหตุให้ ย่อหย่อนในการทำความเพียร

วลัยพรรู้ดีว่า ทำอย่างไร จึงจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ที่ผ่านมา ตกหลุมสบาย รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ เพียงทำตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ทำเพราะความอยาก

 

รู้ดีว่า ถ้าทำเพราะความอยาก สภาวะจะหมุนวนอยู่แค่นั้น

ทำเพราะ เห็นทุกข์ ต้องการกำจัดทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ทำเพราะ ความอยากได้อะไร เป็นอะไร เรื่องนั้น เป็นเรื่องจิ๊บๆไปแล้ว รู้แล้วจบ ไม่ต้องทำเพราะความอยากได้อีกต่อไป

จิต

๑๗ พย.

สภาวะตอนนี้จะเป็นเรื่องของจิตมากกว่าจะเป็นเรื่องอื่นๆเหมือนที่เคยผ่านๆมา
เรียกว่า สภาวะรู้ชัดในจิตนั้นจะเด่นมากๆ ส่วน สติ สัมปชัญญะและสมาธิ ทั้ง ๓ สภาวะนี้
ล้วนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการตั้งมั่นของจิต เรียกว่า สำคัญทุกๆเรื่องที่ได้รู้จากสภาวะต่างๆที่ผ่านมา

เมื่อได้ทบทวนสภาวะต่างๆ เราสร้างเหตุทางด้านจาคะหรือการบริจาคทานมามาก
เรียกว่า มีแต่ให้กับให้ ให้โดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ เหตุนี้ จึงทำให้เราได้เจอกับสภาวะ ” พอใจ ”
ที่เกิดโดยสภาวะจริงๆ และเป็นตัวสภาวะจริงๆ ไม่ใช่คิดแค่ว่า ” พอใจ ” แต่เป็นสภาวะที่เกิดจากจิตจริงๆ
เป็นเหตุให้จิตปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องไปกดข่มอะไรแต่อย่างใดทั้งสิ้น สภาวะขับเคลื่อนไปเอง

บล็อกนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ เกิดจากเหตุที่ได้สร้างไปด้วยความไม่รู้
เรียกว่า โง่มาตั้งแต่เกิด หลงสร้างเหตุต่างๆไปด้วยความไม่รู้ ไม่รู้ว่ากี่กัปป์กี่กัลป์กี่อสงไขยมาแล้ว

เดี๋ยวนี้รู้ชัดในหลายๆสภาวะ หลายๆเรื่องราวที่เกิดขึ้น
โดยอุปนิสัยแล้ว คนส่วนมากชอบคิดเข้าข้างตัวเอง น้อยมากที่จะบอกว่าตัวเองผิด
มีแต่บอกว่าตัวเองถูก คนอื่นๆผิดมากกว่า นี่แหละ อวิชชา ตายังมืดบอด จิตยังสกปรก
เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากต่างๆที่บดบังความจริงที่มีอยู่จริงเอาไว้ กว่าจะเข้าใจ
กว่าจะรู้ กว่าจะแค่ดู กว่าจะหยุดการให้ค่าได้ กว่าจะหยุดสร้างเหตุได้ สุดยอดเลยนะสภาวะ ต้องเรียนรู้ไปทีละสเตป
เริ่มต้นจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าแบบหยาบๆ จนกระทั่งสิ่งที่มองไม่เห็น แต่รับรู้จากจิตหรือเกิดขึ้นออกมาจากจิตโดยตรง

บล็อกนี้เป็นบล็อกขัดเกลากิเลสของตัวเอง
ทุกๆเรื่องราวที่เขียนออกมา คือ กิเลสที่ยังคงมีอยู่ในจิตนี่แหละ ถูกงัดแงะ ชำแหละออกมา
เรียกว่า ทุกซอกทุกมุม เป็นการผ่าตัดจิตดวงนี้ ที่เคยมืดบอดด้วยอวิชชา จนมองไม่เห็นความจริงที่มีอยู่จริง

ปัจจุบันนี้ นัยน์ตาเริ่มมองเห็นแสงสว่าง ใจหรือจิตเริ่มสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะถูกชำระล้าง ถูกขัดเกลามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มรู้เท่าทันต่อการกระทบที่เกิดขึ้น การให้ค่าลดน้อยลง

นี่แหละเหตุละ สร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น ถึงแม้ไม่มีการหวังผลใดๆก็ตาม

บางสภาวะสามารถสรุปได้ อธิบายให้มองเห็นเป็นรูปธรรมได้
เช่น สภาวะ สติ สัมปชัญญะหรือสัมมาสติ แม้กระทั่งสภาวะของสมาธิที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ
สภาวะเหล่านี้จำได้แม่นมากๆ เพราะว่าย่ำมาจนเรียกว่า หลับตาเดินได้เลย ไม่ว่าจะมารูปแบบไหนๆก็จำได้
เพราะว่ามีเอกลัษณ์เฉพาะตัวของตัวสภาวะนั้นๆหรือมีจุดเด่นของตัวสภาวะ ไม่ใช่เราไปทำขึ้นมา หรือไปสร้างขึ้นมา เพื่อให้เป็นรูปแบบขึ้นมาก็หาไม่

ใครที่กำลังเดินในเส้นทางนี้อยู่ แล้วมองว่าทำไมสภาวะจึงเดิมๆซ้ำๆ เรื่องปกตินะ
เพราะว่า ไม่ว่าจะรู้หรือยังไม่รู้ สภาวะจะต้องเจอแบบนี้แหละ

สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตเรานี่แหละ มันเดิมๆซ้ำๆ
เพียงแต่เราจะมองเห็นสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตรงนี้กันบ้างไหม
ลองทบทวนพิจรณาดู ว่าเราทำอะไรมั่งในชีวิตแต่ละวัน ส่วนมากจะเรื่องเดิมๆซ้ำๆทั้งนั้นเลย
เช่น การใช้ชีวิตในประจำวัน งาน กิน นอน ฯลฯ เรียกว่ากิจกรรมเกือบทุกๆกิจกรรมเราทำซ้ำๆแบบนี้ทุกวัน

ทำไมเราถึงทำได้โดยไม่สงสัยว่าทำไปทำไม มันก็เดิมๆซ้ำๆทุกๆวัน กินก็กินุกวัน ทำงานทุกวัน เข้าห้องน้ำทุกวัน ฯลฯ
กิจกรรมทำเดิมๆซ้ำแบบนี้ทุกๆวัน เราเคยบ่นกันบ้างไหม ส่วนมากเรามักจะไม่ยักจะบ่นกัน เพราะความเคยชินใช่ไหม ทำด้วยความเคยชิน

เนื่องจากเหตุอะไรล่ะที่ทำให้เราไม่เคยมองเห็นตรงนี้กัน หรืออาจจะเห็นแต่ไม่ได้ใส่ใจกัน ตัวสัมปชัญญะไงล่ะ
ความรู้สึกตัวในขณะที่กำลังทำในกิจกรรมนั้นๆ มันไม่รู้ชัดตรงสภาวะตรงนั้นได้ บางทีรู้แต่ยังไม่รู้ชัด มีแต่สติ คือ รู้ว่าทำ
แต่ความรู้ตัวว่ากำลังทำ มันไม่สามารถรู้ต่อเนื่องได้ เพราะจิตมักไหลไปอดีตมั่ง อนาคตมั่ง อยู่กับปัจจุบันได้ทันมั่งไม่ทันมั่ง

ทีนี้พอมาฝึกเจริญสติ เราฝึกเพื่ออะไรอันดับแรก ทำเพื่อให้ทำสติที่มีอยู่นั้นให้มีความเด่นชัดมากขึ้น
รู้ชัดมากขึ้น เพราะสติที่เป็นมหาสติจริงๆไม่ใช่แค่สติที่เรามีอยู่ พอทำสติให้เป็นมหาสติ สามารถทำให้รู้ชัดได้ก่อนที่จะลงมือทำ คือรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไร
รู้ลงไปบ่อยๆ แล้วรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังลงมือทำ เอาใจใส่ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ สนอกสนใจในกิจนั้นๆ นั่นคือสภาวะของตัวสัมปชัญญะได้เกิดขึ้นแล้ว
ยิ่งเอาใจใส่ เอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง สมาธิเกิดแล้ว ทำให้เกิดความรู้ตัว เกิดความรู้สึกตัว และรู้ชัดในขณะที่กำลังลงมือทำในสิ่งนั้นๆอยู่
ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ไม่มีไปใช้วิธีการพิเศษอะไร ทำเหมือนที่เราใช้ชีวิตปกติที่ทำอยู่ทุกๆวัน เพียงเราหมั่นเอาใจใส่ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่เท่านั้นเอง

อุปมาดั่งพยับแดด

ชีวิตมนุษย์ ความลุ่มหลงในเบญจขันธ์
มีรูป เป็นต้นว่า อุปมาดั่งพยับแดด หาสาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้เลย

เหตุเกิด เพราะความไม่รู้ ผลที่ได้รับคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เพราะยังมีอุปทาน จึงเกิดการให้ค่าให้ความหมายตามกิเลสที่เกิดขึ้น

เราจะมีชีวิตอยู่กันได้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ กว่าจะเห็น กว่าจะเข้าใจ กว่าจะเบาบาง
กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะหลุดจากสภาวะอุปทานนั้นๆได้

” แค่รู้ ” คำว่า ” แค่รู้ ” สั้นๆ แต่ กว่าจะรู้ได้ ไม่ใช่สั้นๆเลย
เปรียบเสมือนว่า ๑ ความไม่รู้ที่ได้กระทำลงไป นั่นคือ ๑ ภพชาติที่เราได้ทำให้เกิดขึ้นใหม่

แค่ดู แค่รู้ คืออะไร

แค่ดู คือ การดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นรู้รส กายสัมผัส

คือ แค่ดู แต่ไม่ไปยึดติดจนเกิดอุปทานไปหลงให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

แค่รู้ คือ รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยามเมื่อเกิดผัสสะ รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต
ว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เช่น ความชอบ ความชัง ความโลภ โทสะ โมหะ ความทะยานอยาก ฯลฯ
คือ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ให้แค่รู้ลงไปในอารมณ์นั้นๆว่า เรายังมีมันอยู่
แต่ไม่ให้ลงไปปรุงแต่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆแต่อย่างใด ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายแต่อย่างใด
เช่น เรียกว่าอะไร ลักษณะแบบนี้ อาการแบบนี้ ให้แค่รู้ตามความเป็นจริงไปอย่างเดียว

เพราะตราบใดที่จิตยังมีกิเลส จิตย่อมย้อนยอกลวงหลอกเราได้ตลอดเวลา
หากยังมีกำลังของสติ สัมปชัญญะ ยังไม่มากพอ จึงยังไม่สามารถรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตได้

การดูจิต

เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนมากๆอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อหรือที่เรียกว่า ความศรัทธา หรือเหตุที่สร้างมาร่วมกัน ผลจึงมาเชื่อกัน ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ผลคือ ไม่มาเชื่อกัน และ ไม่มีความใส่ใจ จะว่าอุเบกขาก็คงไม่ใช่ ต้องใช้คำว่าไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจน่าจะเหมาะ

การเขียนตัวหนังสือในการสื่อเรื่องของสภาวะ ใครทำได้แบบไหน รู้แบบไหน ย่อมนำแบบที่ตัวเองทำได้หรือรู้ มาแนะนำหรือสอนกันแบบนั้น

จะให้แนะนำหรือสอนนอกแบบหรือรู้นอกจากที่ตัวเองรู้ มันเป็นไปได้ยากนะ เพราะไม่เคยสัมผัสหรือรู้ด้วยตัวเอง ถ้าแค่คาดเดา คำพูดที่สื่อออกมาจะแสดงถึงความคาดเดา ไม่ใช่จากที่รู้ด้วยตัวเอง

เมื่อผู้ที่มีสภาวะยังไม่ถึง ย่อมไม่เข้าใจในรูปแบบที่นำมาสอน ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่มีมาว่ากัน

แต่ทีเวลาเกิดความเชื่อหรือศรัทธาในคำสอนอีกคำสอน จะไม่มีมาว่าเลย มีแต่ยกย่องเทิดทูน ทั้งๆที่นำมาโพส แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดของตัวสภาวะได้

เหมือนบางที่สอนเรื่องรูป,นาม หรือนามรูปปริเฉทญาณ ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ล้วนเป็นการอาศัยบัญญัติกันทั้งนั้น เพราะตัวผู้ปฏิบัติ ยังไม่รู้สภาวะที่แท้จริงจากจิตของตัวเอง

ตราบใดที่ยังไม่รู้ ทุกๆสภาวะล้วนยังต้องอาศัยบัญญัติกันไปก่อนทั้งสิ้น อาศัยเรียนรู้จากสภาวะหยาบๆกันไปก่อน อาศัยการทำต่อเนื่อง สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆไปเอง โดยไม่ต้องไปอยากอะไรเลย

” ลมหายใจ ลมหายใจนี้เป็นเครื่องตบแต่งกายที่เรียกว่า กายสังขาร ”

โดยตัวสภาวะจริงๆคือ

คำว่า ลมหายใจ เป็นเครื่องตบแต่งกาย เรียกว่า กายสังขาร

ความหมายคือ ลมหายใจเข้าออก จัดเป็นกายสังขาร

ถ้าเป็นท้องพองยุบ เป็น วาโยโผฏฐัพพะ เป็นกายสังขารเหมือนกัน

” การควบคุมลมหายใจก็คือควบคุมกาย ควบคุมกายก็คือควบคุมลมหายใจ ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

สภาวะคือ มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

อาการที่เกิดขึ้นคือ มีจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

” ฉะนั้นเราอาศัยควบคุมกายโดยใช้วิธีผ่านทางลมหายใจ เราจึงควบคุมลมหายใจให้ระงับลง ๆ กายสังขารระงับลง กายก็ระงับลง จึงมีผลคือเป็นสมาธิ ”

โดยสภาวะ กล่าว คือ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะเกิด ที่นั้นย่อมมีสมาธิ สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก

ที่มีกล่าวว่าควบคุม เป็นเพียงการอนุมานคำขึ้นมาแสดงแทนสภาวะ แต่โดยตัวสภาวะ จะเรียกว่าการควบคุม หรือ ไม่เรียกว่าเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ก็ได้ แต่โดยสภาวะที่แท้จริงคือ จิตจดจ่อรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ณ ขณะนั้นๆ

” เมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็มาถึงหมวด “เวทนาสุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้เอง เพราะว่าสมาธินั้น มันมีรสเป็น “เวทนา” คือ ปีติและสุข เป็นองค์ของสมาธิอยู่. ทีนี้จะรู้เรื่องของเวทนาเท่านี้มันไม่พอ ต้องรู้ไปถึงว่ามันปรุงจิต และรู้การปรุงของมันด้วย.

ถ้าเราถือเอาตามบาลีเป็นหลัก เราจะยังไม่เห็นคำพูดที่ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มันมีแต่บอกให้ปฏิบัติเรื่อยไป แล้วมันก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ในตัวเองเรื่อยไป จนถึงขั้นสุดท้ายหมดอุปาทาน หมดความยึดมั่นถือมั่นว่าสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขาจริง ๆ.

บาลีในตอนนี้ ก็แสดงผลเป็นทำนองว่า “วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ” ไม่ได้พูดระบุว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อย่างที่ว่าไว้ ในหลักสูตรนักธรรมของเรา.

แต่อย่างไร มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าอภิชฌาและโทมนัส ถูกนำออกได้ก็หมายว่าอุปาทานถูกนำออกไปได้ อภิชฌาและโทมนัสนั้น เป็นผลของอุปาทานนั่นเอง ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

เมื่อเจริญสติอย่างต่อเนื่อง คือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละ สภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุทานไปเรื่อยๆ ทำเพื่อดับเหตุทั้งปวง คือดับที่ตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่ทำแล้วไปบอกว่าได้อะไร เป็นไร

ถ้าทำแล้ว คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนยังติดอยู่ในสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น ยังละสมมุติไม่ได้

หากละได้บ้าง จะไม่ยึดจนหลงก่อเหตุ มีแต่มุ่งดับเหตุที่ตัวเอง

หากละได้ละเอียดมากขึ้น จะเข้าใจสมมุติและอยู่กับสมมุตินั้นๆ โดยความเป็นปกติเหมือนคนทั่วๆไป เพียงแต่ภายใน ไม่ไปยึดในสุมมตินั้นๆ

เพราะการที่ยังมี นั่นคือ เหตุ

เมื่อไม่มี เหตุย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี

แล้วนิพพานโดยสมมุติ ต้องไปอยากทำไมกันเล่า

แต่เพราะยังมีเหตุอยู่ ย่อมยังมีความอยาก

อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็เรื่องปกติ

ที่ไม่ปกติ เพราะยังมองไม่เห็นกิเลสที่ ” อยาก ” เท่านั้นเอง

เมื่อยังมองไม่เห็น จึงเพียรบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วมีการบอกต่อๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีเหตุ

” ทีนี้ก็มาถึงการดูจิต รู้จักจิต กระทั่งบังคับจิตได้ รวมหมดก็คือ การกระทำที่เรียกว่า “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” แล้วก็ถึงหมวดสี่ คือ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เห็นธรรมในลักษณะ 4 ประการ นี่ก็เป็นอันสติปัฏฐานทั้งสี่ได้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในอานาปานสติ 16 ขั้นนั้น ”

โดยสภาวะ กล่าวคือ

การดูจิต ,การรู้จักจิด ต้องอาศัยพื้นฐานของสมถะหรือสมาธิเป็นหลัก
ส่วนสมาธิมากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุที่ทำมา แล้วอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดู

ไม่ว่าจะดู กาย เวทนา จิต ธรรมหรือธรรมารมณ์ (นั่นก็คือ ความคิด) สภาวะเหล่านี้ จะดู จะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้ ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก

สมาธิแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน ล้วนส่งผลในการดู คือ การรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ

และอาศัย ตัวสติ สัมปชัญญะ ในการดูแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น

ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไปไม่ได้เลย

หากขาดสมาธิ จิตย่อมฟุ้งซ่าน

หากขาดสติ จิตย่อมหลง ไหลไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากขาดตัวสัมปชัญญะ สมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะ ขาดความรู้สึกตัว

การบังคับจิต ไม่ใช่การบังคับให้จิตเป็นโน่น เป็นนี่ แต่เป็นเรื่องของสมาธิ
เมื่อเข้าออกสมาธิได้คล่อง ย่อมสามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ตามใจนึก

เพราะเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว กำลังของสมาธิย่อมมีความแนบแน่น และมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทไหนๆ ในเวลาใดๆก็ตาม จิตย่อมเกิดสมาธิเนืองๆ เรียกว่า มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิตอยู่เนืองๆ

แค่รู้ชัดในกายและจิต

ทุกๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต นั่นคือ สภาวะที่เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปหาคำตอบว่าอะไร ทำไม อย่างไร ที่ไหนๆหรือที่ใครๆหรอก เพียงแค่เราหมั่นเจริญสติจนสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตนี่ได้เนืองๆ เราจะได้คำตอบทุกๆคำตอบเอง

แล้วคำตอบนั้นๆจะเป็นตัวช่วยในการถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่

ถ้าคำตอบที่ได้นั้นๆมีเหตุให้เพิ่มพอกพูนกิเลส คำตอบนั้นๆยังไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง

คำตอบที่แท้จริงจะมีแต่ลด ละ เลิกพฤติกรรมเก่าๆที่มีแต่การสร้างเหตุที่ก่อภพก่อชาติใหม่ให้เกิดขึ้น

การยอมรับ ทำให้เกิดปัญญา

การยอมรับในทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือเรียกว่า ทุกๆสภาวะไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ยอมรับได้หมด ไม่ว่าสภาวะนั้นๆจะก่อให้เกิดความรู้สึกอย่างไรก็ตาม การยอมรับแบบนี้ได้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดปัญญาได้อย่างไร

ทุกๆสภาวะ เมื่อเรายอมรับได้ จิตจะสงบนิ่ง รู้อยู่ในกาย มากกว่าจะส่งออกนอก ขณะนั้น สภาวะของตัวสติ สัมปชัญญะทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เมื่อเกิดสมาธิ แล้วทั้ง ๓ สภาวะนี้ทำงานร่วมกัน จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดสภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จิตเขาจะคิดพิจรณาขึ้นมาเอง โดยไม่ใช่เราไปคิดเอง สภาวะนี้จะเกิดตัวปัญญาที่มุ่งดับตัวต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดเหตุทั้งปวง จิตไม่มีว่อแว่ก จะมั่นคง หนักแน่น ไม่มีหวั่นไหวใดๆ

เราเจอกับสภาวะของจิตแบบนี้หลายครั้งต่อหลายๆครั้ง จนจำสภาวะได้แม่นว่า จงอยู่กับปัจจุบัน แล้วเราจะไม่ทุกข์อีกต่อไป มันรู้แบบนี้ ยิ่งทำ ทุกข์ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ จิตจะปล่อยวางมากขึ้นเรื่อยๆ ถ่ายถอนอุปทานมากขึ้น

เมื่ออุปทานเบาบางลง ย่อมเห็นชัดในสภาวะของกิเลสที่มีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสที่เป็นกุศล ตัวนี้ถ้าไม่มีกำลังของสติมากพอ ยากที่จะมองเห็นได้ เพราะ กิเลสของความอยากบดบังดวงตา บดบังสภาวะเอาไว้

รู้ในกาย

เวลาที่เราคิดอะไรไม่ออก บางทีบางเรื่องเราติดอยู่กับความคิดนั้นๆ อย่างเช่นเรื่องช่างเสริมสวย หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ เราจะชอบนำมาคิดพิจรณาในขณะที่กำลังอยู่ในอิริยาบทนั่ง

จิตเป็นสมาธิก็ส่วนจิต มีความคิดก็ส่วนความคิด พร้อมๆกับรู้ในกายไปด้วย มันจะรู้ทุกส่วนแต่แยกออกไม่ปะปนกัน เวลาอยู่ในอิริยาบทนี้ จะช่วยทำให้เราเกิดปัญญาในการมองปัญหาที่คิดว่าเป็นปัญหา

สุดท้ายก็จะได้คำตอบในการสร้างเหตุว่า ไม่ต้องไปอธิบายอะไร ใครจะคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับเรา นั่นเรื่องของเขา เพราะเรารู้ตัวดีว่า เราไม่เคยคิดเอาเปรียบใครๆ เราให้ด้วยจิตที่ปราศจากความโลภจริงๆ ไม่มีกิเลสเจือปนในการให้

ยิ่งอธิบาย ยิ่งรู้สึกว่า มันมีแต่เหตุไม่รู้จบ เราแค่ดู แล้วปลดปล่อยความคิดออกมาในรูปนั่งคิดพิจรณาแบบนี้แหละ ถ้าอยากจะพูด ก็เขียนๆๆๆมันออกไป แต่ไม่ไปสร้างเหตุกับคนอื่นๆ

การเขียน ช่วยให้เราเห็นสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดมากขึ้น จริงๆแล้ว เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย เราแค่ดู อะไรจะเกิดก็ปล่อย ใครจะเข้ายังไงก็ปล่อย ในเมื่อพูดตามความเป็นจริงไม่ได้ ต้องปล่อย ถ้าไม่ปล่อย มันจะมีแต่เหตุ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น สอนให้เราปล่อยวาง ให้มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน เพราะตราบใดที่ยังคงมีเหตุอยู่ ผลย่อมมาแสดงในรูปของการกระทบเนืองๆ บางครั้งสติทัน มันก็ดับได้ไว อยู่กับปัจจุบันได้ทัน แค่ดู แค่รู้ และยอมรับได้

แต่บางครั้ง มันก็ยังไม่ทัน ทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่เข้าใจในสภาวะทุกอย่างได้ดีว่าควรทำอย่างไร แค่มีสติ มันมีแค่นั้น แค่ยอมรับไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ต้องไปตามอธิบายให้มากความ ยิ่งอธิบายยิ่งมีแต่เหตุ มันเป็นเรื่องของโลกๆ มีแต่กิเลส

มันไม่เหมือนเรื่องของสภาวะ ถ้าเรามองว่ามันเป็นแค่สภาวะที่มาทดสอบเรา ความมั่นคงของจิต ถ้าทันมันก็จบไปเอง

ครั้งสุดท้าย

เรื่องราวหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราในตอนนี้ มันมีแต่คำว่า ครั้งสุดท้าย เพราะเราจะไม่ถอยหรือหนีอะไรอีกแล้ว

เพราะสภาวะล้วนแต่เดิมๆซ้ำๆ แค่เปลี่ยนตัวละครมาให้เราทำข้อสอบ จะผ่านสภาวะต่างๆได้ เราต้องพยายามรู้ในกายและจิตให้มากๆ อยู่กับปัจจุบันให้ทัน ไม่ต้องคิดถอยหนี หรือต้องไปทำอะไร แค่รู้อยู่แบบนิ่งสงบในสภาวะนั้นๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ให้ยอมรับไปตามนั้น

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลของเหตุที่เราเคยทำเอาไว้ หนีไปหรือไม่ยอมรับหรือคิดแก้ไข สุดท้าย สภาวะนั้นๆก็กลับมาอีก แต่เปลี่ยนคนใหม่เข้ามาแค่นั้นเอง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เราจะไม่คิดขยับเขยื้อนหรือคิดแก้ไขอะไรอีกแล้ว เพราะทุกอย่างล้วนเป็นการคาดเดาของตัวเราเอง

เป็นการคาดเดาแทนสภาวะที่เกิดขึ้นอยู่ว่าเราจะต้องทำแบบนั้น แบบนี้ จริงๆแล้วมันคือผลของเหตุ ในเมื่อรู้แล้วเราต้องยอมรับ เมื่อยอมรับได้ เหตุย่อมจบด้วยตัวของเหตุเอง

ถ้าถามว่าสภาวะนี้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในจิตไหม ความทุกข์คืออะไรล่ะ ทุกข์คือความบีบคั้นใช่ไหม ถ้างั้นเราไม่ได้ทุกข์

เราแค่รู้สึกว่า มันดูวุ่นวาย วุ่นวายแบบไม่น่าจะวุ่นวาย มันมองเห็นแต่เหตุ และเรื่องของความไม่รู้ที่ยังหลงสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ด้วยความไม่รู้

ดับต้องดับที่เหตุ เหตุเกิดที่ไหน ดับที่นั่น เราเองกำลังดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเราเอง เราจึงต้องนิ่ง และเจริญสติต่อไป เราไม่ปรารถนาการเกิดอีกต่อไปแล้ว

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันมีแต่เรื่องเก่าๆ สภาวะตัวเดิมๆ ไม่ว่าจะเรื่องความเจ็บป่วย ชีวิตส่วนตัวก็ตาม ล้วนแต่สภาวะหมุนวนกลับมาอีก

หากเราไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันให้ทันได้ ก็จะกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆ กิเลสมันไม่เคยปราณีใครหน้าไหนทั้งสิ้น หากสติไม่ทัน เราก็เสร็จมัน เป็นขี้ข้ากิเลสต่อไป

ครั้งนี้ยอมรับว่ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เราจะต้องมาเจอหลายๆสภาวะในยามเจ็บป่วยทุกที เจ็บป่วยทุกครั้ง การเจริญสติก็ย่ำแย่ตาม เพราะจิตมันไหลเพ่นพร่านไปนอกกายได้ง่าย

บางครั้งก็บอกกับตัวเองว่า เรามันโง่เอง เสียทีกิเลสแต่ไม่รู้ว่าเสียที มันถึงได้วุ่นวายแบบนี้ ไม่ว่าการกระทำใดๆ แม้ไม่ได้หวังสิ่งใด มันก็มีกิเลสแฝงอยู่เล่นงานเราได้ เราเองก็เพิ่งรู้

ตลกนะ ไม่ได้หวัง เลยไม่ได้ทุกข์ว่าจะสมหวังหรือไม่สมหวัง แต่มันกลายเป็นความวุ่นวายขึ้นมาแทน เอากับกิเลสมันสิ เล่นได้ทุกช่องทาง ต่อให้พยายามระวัง
ก็ยังมีช่องที่จะเล่นงานเราได้ เล่นทุกรูปแบบ แต่ไม่นานหรอก เพราะเหตุ เมื่อถึงเวลา ย่อมจบด้วยตัวของสภาวะนั้นๆเอง เรามีหน้าที่คือ เจริญสติต่อไป

มีแต่สตินี่แหละที่เอาอยู่ มีสติแล้ว ย่อมมีสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญะแล้ว ย่อมมีสมาธิ นี่แหละอาวุธคู่มือหรือที่พึ่งพาของเราในการรับมือกับกิเลส

ทุกอย่างพิจรณา

เวลาเกิดการกระทบใดๆ เราชอบนำเรื่องนั้นๆมาคิดพิจรณา เรามองเห็นแต่เรื่องของเหตุ เหตุของความไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะไม่คิดทำกันเลย เพราะเหตุ เมื่อเราไม่ยอมจบ เหตุย่อมมีแต่ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ทั้งเหตุเก่า เหตุใหม่ อีรุงตุงนัง ชีวิตของคนเราถึงได้เป็นกันแบบนี้ ไม่ได้มีใครทำให้เกิดขึ้นเลยนะ ทำตัวของตัวเองกันทั้งนั้นเลย

ชีวิตของเราในตอนนี้ เรียกว่าอยู่แบบพอใจ พอใจในสภาวะของตัวเอง ไม่มีความอยากได้อะไรๆอีก มีความสุขในมุมเล็กๆของตัวเอง ชอบรู้อยู่ในกาย จะรู้มากหรือน้อยแค่ไหนไม่เป็นไร แค่รู้ ชีวิตก็ไม่วุ่นวายแล้ว

ที่ดูวุ่นวาย เพราะจิตมันแล่บไปข้างนอกเอง เมื่อแล่บออกไป มันจึงเจอแต่ผล แล้วก็ผลของเหตุ เหตุแล้วก็เหตุ เราจึงชอบอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวเพราะเหตุนี้ พอเคลื่อนไหว มันมีแต่เหตุ

ชีวิตของเราเอง ไม่รู้จะอยู่ยืนยาวไปได้แค่ไหน ทุกวันนี้เพียรทำเหตุเพื่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันได้ เหตุใหม่ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าการกระทบใดๆก็ตาม จะสุขหรือทุกข์ ล้วนเกิดจากการให้ค่า เราแค่รู้มากขึ้น สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้

ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมยังส่งผลอยู่ ผลจะยังมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ดูเหตุที่เกิดขึ้น ดูการกระทบที่เกิดขึ้น จิตยอมรับได้หมด เราสบาย ไม่ต้องไปสุขหรือทุกข์กับสภาวะนั้นๆ ถ้ามี ก็เกาะเกี่ยวอยู่ไม่นาน

สุขก็ไม่สุขจนหลง แค่รู้พอประมาณ ทุกข์มีแต่เป็นเหตุให้เราเดินก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่อยากทุกข์ เราไม่ได้ปฏิเสธความทุกข์ เพียงแต่ไม่อยากทุกข์เท่านั้นเอง

การป่วยที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ แต่อาการดีขึ้น การป่วยในครั้งนี้ เรียกว่าสาหัสยิ่งนัก สภาวะมาสอนเรา ทุกข์ทางโลกเรารักษาใจเราแค่นั้นเอง ทุกข์นั้นก็จบ แต่ทุกข์จากสังขารร่างกายนี้สิ รักษาใจได้ยากจริงๆ มันทุกข์มากๆ สมชื่อว่าทุกข์จริงๆ คือ บีบคั้น ทนไม่ได้ คิดดูละกัน ถ้าเราไม่ได้เจริญสติ มันจะทุกข์ขนาดไหน

นี่เริ่มมีอาการจับไข้อีกแล้ว เพราะมันยังไม่หายดี เมื่อคืน ตั้งแต่เที่ยงคืน ไอตลอด อาศัยนั่งสู้เอา ในเมื่อนอนไม่ได้ก็นั่งรู้กายเอา พอรู้กายได้ จิตมันสงบลงเป็นพักๆ
พอมันแล่บไปรู้ลมหายใจ เริ่มไอเลย

ลมหายใจมันจะมีจังหวะของมันนะ เหมือนมันมีช่องว่าง ถ้าหายใจไม่ระวัง มันจะไอๆๆๆๆๆๆ ถ้าระวัง จิตมันจะรู้ในกาย มันสลับไปมาแบบนั้น รู้ แล่บ รู้ แล่บ แล่บไปนอกกาย ไประลึกถึงทุขเวทนาของสังขารเวลาไอ

ทรมาณมากๆ เหมือนจะขาดใจ มีหอบเหนื่อย อาศัยกินน้ำ กินเป็นกระติกๆๆๆๆ คืนหนึ่งเกือบ ๕ ลิตร ไม่รู้กินเข้าไปได้ยังไง ไอครั้งหนึ่งไปแล้ว กินน้ำที ๕๐๐ ซีซี คือมันกินต่อเนื่อง ถ้าไม่กิน ไอไม่หยุด เจ็บคอไปหมด

ยาสารพัดว่าดี กินหมด สุดท้าย เราต้องใช้วิธีรักษาใจเรานี่แหละ ต้องยอมรับ พร้อมๆกับรักษากายไปด้วย เหตุครั้งนี้มันมาก ชีวิตของมอด ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชีวิต
แต่มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เราจะทำแบบนี้ เราไม่ทำอีกแล้ว และระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เห็นซากของมอดทีไร นึกถึงเวลาที่เขาขาดอากศหายใจ แต่ยังไงๆมันก็คือครั้งสุดท้ายจริงๆ ดีกว่าเราไปให้คนอื่นๆมามีวิบากร่วมกับเรา ให้จบไปกับเรานี่แหละ เพราะจบที่เราแล้ว มันจบเลย แต่คนอื่นๆเขายังไม่รู้ แล้วมันจะจบไปได้ยังไง

ตอนนี้มีเรื่องบางเรื่องที่เรากำลังมองอยู่ กำลังคิดว่า เราเป็นต้นเหตุด้วยหรือไม่ หากเป็นเพราะเรา เราขอจบเหตุทั้งหมดที่ตัวเราเอง เรารู้แล้ว เราย่อมยอมรับได้หมด ย่อมไม่ไปเกาะเกี่ยวอะไรนาน

แต่คนที่ไม่รู้ ยังไงๆก็คือไม่รู้ ย่อมหลงสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ เรากำลังดูอยู่ แต่ไม่ได้ลงไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด วิธีการก็ได้แนะนำไปแล้ว

ศิลนี่สำคัญจริงๆนะ ถ้าศิลสะอาด จิตของเราจะสะอาด จะไม่มาขุ่นข้องหมองใจกับกิเลสจรต่างๆ อาจจะมีบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่สามารถก่อให้เป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

จะเกิดได้ยังไง มันบ่าเบื่อนะ วัฎฎะมันมีแค่นี้เอง มันไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะเหตุจากความไม่รู้ เราไม่คิดจะสร้างเหตุของวัฎฎะขึ้นมาอีกแล้ว จบกันเสียที

จิตโสโครก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จิตนี่สุดๆไปเลย หลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว มันตอกย้ำให้ชัดๆไปเลยว่า ทุกอย่างที่เราคิดว่าไม่มีนั้น มันก็แค่การคาดเดา

กิเลส การแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กิเลสบางตัวอาจจะมาในรูปแบบหยาบๆสำหรับคนบางคน แต่สำหรับคนบางคนกลับกลายเป็นรูปที่ละเอียด เพราะอยู่ในส่วนลึกของจิต

เรากำลังถูกทดสอบเจ้าตัวโทสะ ตัวหงุดหงิด ความไม่พอใจ ยอมรับว่า บางครั้งสภาวะนี้ทำให้เราเกิดความรำคาญ มันพูดมาก มันเอาแต่ว่าคนอื่นๆ จนบางครั้งเราทนไม่ได้ ต้องตะหวาดออกไปว่า จะอะไรนักหนา ใครเขามาทำอะไรให้ หรือเขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา ทำไมต้องไปว่าเขาด้วย ทำไมต้องไปด่าคนอื่นๆ

คิดดูสิ ถ้าทุกคนสามารถรู้ความคิดของกันและกัน เรียกว่าทุกๆคนเลย ถ้าเราได้ยินเสียงของความคิดว่าเขากำลังด่าเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เสียงที่จิตกำลังว่าคนอื่น ก็สงบไป

สภาวะจิตด่าคนอื่นๆ ที่เราเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าแค่นี้เรารับมือกับสภาวะนี้ได้ เพราะโดยนิสัยส่วนตัวของเรานั้น นิสัยแบบนั้นเราไม่มี เราไม่เคยคิดจะไปด่าใครอะไรแบบนั้น

ทุกอย่างที่มองว่ามันไม่น่าจะมี พอได้มาเจริญสติแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย จิตจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหมด อะไรที่เคยคิดเอาไว้ ล้วนเป็นเพียงแค่การคาดเดาของตัวเราเองทั้งนั้น ทั้งๆที่เราคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

แต่โดยสภาวะตามความเป็นจริง มันตรงข้าม มันกลับกลายเป็นว่า จิตชักจะหยาบคายมากขึ้น มากจนเราแค่ดูเฉยๆไม่ได้ในบางครั้ง เพราะเริ่มจะทนดูไม่ได้ มันรู้สึกว่า มันมากไปแล้วนะ นับวันกิเลสตัวนี้ผยองพองขนมากขึ้น

เผลอไม่ได้นะ พอเผลอเอาอีกแล้ว มันผุดขึ้นมาระนาวเลย เราต้องอาศัยรู้อยู่ในกายให้บ่อยๆ อาศัยสมาธิช่วย แค่สติที่เรามีอยู่ ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะรู้อยู่กับกิเลสตัวนี้ได้ มันหงุดหงิดอยู่ข้างใน

แต่ภายนอกที่คนอื่นๆมองเห็นคือ เราพูดคุยปกติ หัวเราะ ยิ้มแย้มปกติ แต่จิตข้างในโสโครกสิ้นดี เหมือนคนสอดส่ายสายตาจ้องจับผิดคอยว่าคนอื่นๆ นิดนึงก็ยังเอาเลย นี่แหละเราถึงว่ามันโสโครก

Previous Older Entries

มีนาคม 2017
พฤ อา
« ก.พ.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: