การกำหนด

การทำความเพียร สำหรับผู้ที่ยังพึ่งพาตนเองยังไม่ได้
ขณะที่มีสภาวะใดเกิดขึ้น ให้กำหนดรู้หนอ

เมื่อกำหนดรู้หนอเนืองๆ
ลักษณะอาการ ที่มีเกิดขึ้นของ

“โยนิโสมนสิการ”
ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ได้แก่
การดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
การรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา ทางกาย วาจา
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
(ชาติ การได้ครบแห่งอายตนะ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม)

.

ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

กระทำไว้ในใจ ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
ให้กำหนดรู้ว่ามีเกิดขึ้น

อุปกิเลส ที่เกิดจาก ตัณหา จะได้ไม่เอาไปกิน

.

แรกๆ ยังต้องใช้การกำหนด
หากทำความเพียรต่อเนื่อง การกำหนดจะหายไปเอง
จะกลายเป็น รู้ชัด โดยอัตโนมัติ กระทบปั๊บ รู้ชัดขึ้นมาในใจทันที

Advertisements

สภาวะและการกำหนดต้นจิต

walai

สภาวะและการกำหนดต้นจิต

สภาวะ แปลว่า ความเห็นเอง ความเกิดขึ้นเอง การปรากฏขึ้นเอง เช่น สภาวะลักษณะ หมายถึงลักษณะที่เป็นเอง เกิดเองเป็นเองตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ

ในการปฏิบัติกรรมฐานหรือเจริญสติหรือจะเรียกอะไรก็ตาม หมายถึง สภาวะหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตของผู้ปฏิบัติ (อันนี้เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาเอง อันนี้เป็นสภาวะภายนอก

เมื่อสามารถรู้สภาวะภายในได้ ย่อมสามารถรู้สภาวะภายนอกได้ นั่นคือ การเห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่ง

หลวงพ่อโชดก

การกำหนดต้นจิต คือ การฝึกจิตให้อยู่กับการเคลื่อนไหวและอิริยาบทต่างๆของร่างกาย เช่น ขณะนั่งอยู่ก็กำหนดรู้อยู่ว่านั่ง แล้วถ้าจะลุกขึ้น ก่อนจะลุกก็กำหนดรู้อยู่

การจะเปลี่ยนอิริยาบทหรือเคลื่อนไหวใดๆ หรือเมื่อจำเป็นต้องสนทนา จะพูดจะกล่าวคำใดๆ ก็กำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวมานี้ เป็นการช่วยให้มีสติ สัมปชัญญะ
และสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไม่ขาดระยะ

ถ้ากำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวนี้ เป็นการช่วยให้โยคีมีสติและสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไปไม่ขาดระยะ ท่านว่าสมาธิของโยคีผู้นั้น ” ไม่รั่ว ”

โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่า เหมือนท่อน้ำที่มีข้อต่อ อุดรูรั่วสนิทดี น้ำในท่อก็จะไหลติดต่อและมีกำลังส่งแรงดีไม่ขาดระยะ ฉันใด สมาธิของโยคีผู้กำหนดต้นจิต ก็จะติดต่อและมีกำลังดีไม่ขาดระยะ ฉันนั้น

และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นการช่วยโยคีบางท่านที่เดินจงกรม ไม่ทน แต่นั่งสมาธิกำหนดได้นาน เมื่อกำหนดต้นจิตติดต่อกัน วิริยินทรียกับสมาธินทรียเสมอกันได้ด้วย

การกำหนดทำนองดังกล่าวมานี้ มีในสติปัฏฐานสูตร หมวดอิริยาปถบัพพะและสัมปชัญญะบัพพะ ในการฝึกกำหนดต้นจิต ในตอนแรกๆ อาจจะกำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ขาดๆหายๆ ซึ่งคนเราส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น

ถ้าไม่ท้อถอย และเลิกเสียก่อน แต่พากเพียรทำต่อไปจะพบเองภายภาคหน้าว่า มีสติกำหนดได้ดีเป็นส่วนมาก และจะค่อยๆกำหนดได้ติดต่อกันดีขึ้น

แล้วในที่สุดก็สามารถกำหนดได้โดยติดต่อกัน ซึ่งแสดงว่า มีสติมั่นคง มีสัมชัญญะเกิด ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนั่งกำหนดสมาธิต่อไป

นำมาจาก หนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ( สติปัฏฐานสูตร ) หลวงพ่อโชดก

walai

การกำหนดมีสองแบบ คือ

๑. ใช้คำบริกรรมช่วย เช่น ใช้หนอกำกับลงไปในอิริยาบทนั้นๆ
เพื่อเป็นการสร้างทั้งสติ สัมปชัญญะ ให้มีกำลังมากขึ้น

๒. ไม่ใช่คำบริกรรม แต่เอาจิตจดจ่อลงไปรู้ในการกระทำนั้นๆ

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง การเจริญสติ ถ้ามีสติ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี โดยเป็นไปติดต่อกันเสมอ (จิตจดจ่อรู้อยู่ในกายได้ตลอด) ไม่มีเผลอ ยิ่งไม่เผลอมากเท่าไหร่ นั่นบ่งบอกถึงกำลังความแนบแน่นของสมาธิที่เกิดขึ้น

มีเรื่องเล่าว่า

พระเถระรูปหนึ่ง ขณะนั่งสนทนากับพวกอันเตวาสิก ( ของท่าน ) ในที่พักกลางวัน ท่านคู้แขนเข้ามาโดยเร็ว แล้วเหยียดกลับไปวางอย่างเดิม แล้วค่อยๆคู้เข้ามา

พวกอันเตวาสิกเรียนถามท่านว่า

” ท่านอาจารย์ขอรับ เหตุไร อาจารย์จึงคู้แขนเข้ามาโดยเร็วแล้วเหยียดกลับไปวางอย่างเดิม แล้วค่อยๆคู้เข้ามาอีก ”

พระเถระตอบว่า

“อาวุโส ก็เพราะฉันเริ่มต้นมนสิการกัมมัฏฐาน ฉันไม่ควรละทิ้งกัมมัฏฐาน แล้วคู้มือเข้ามา แต่เมื่อกี้ ฉันกำลังสนทนากับพวกเธออยู่ ได้ละกัมมัฏฐานเสียแล้ว คู้มือเข้ามา เพราะฉะนั้น ฉันจึงกลับวางมือไว้อย่างเดิมเสียก่อน แล้วจึงคู้ ( โดยกัมมัฏฐาน ) เข้ามาอีก ”

พวกอันเตวาสิกกราบเรียนว่า
” สาธุ ท่านอาจารย์ ธรรมดาภิกษุควรเป็นอย่างนี้ ”

อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทริยานิ ภาวิตานิ พหุลีกตานิ สญฺโญชนานํ ปหานาย สวตฺตนฺติ อนุสยสมุคฺฆาตย สํวตฺตนฺต
อทฺธานปรญฺญาย สํวตฺตนฺติ อาสาวานํ ขยาย สํวตฺตนฺติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย ๕ ทั้งหลายนี้แล โยคีทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากๆครั้งแล้ว ดำเนินไปเสมอสมดุลย์ร่วมกัน เพื่อละเสียซึ่งสัญโญชน์ทั้งหลาย เพื่อถอนเสีย เพื่อกำหนดรู้สังสารวัฏอันยาวนาน ดำเนินไปร่วมกันเสมอกัน เพื่อความสิ้นไปของอาสวะทั้งหลาย

สํ.มหาวาร ๑๙/๓๑๒


หลวงพ่อโชดก

หากโยคีนั้นๆ พากเพียรเดินจงกรม ด้วยการกำหนดเป็นระยะๆ และนั่งสมาธิกำหนดเป็นระยะๆ จะเกิดสภาวะ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า อินทรีย์ และ พละ ภายในตัวของท่าน ปรับปรุงทั้งร่างกาย
และจิตใจของโยคีเอง ให้มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นภายในตัวของท่านเป็น อัตตปัจจักขะ

อัตตปัจจักขะ คือ ประสพพบเห็นเป็นประจักษ์ด้วยตัวของท่านเอง และเมื่อสภาวธรรมนั้นๆ ประณีตเข้าและพร้อมเพรียงสม่ำเสมอกัน

โยคีผู้นั้นก็จะผ่านวิสุทธิและญาณต่างๆตามข้อที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นขั้นเป็นตอนไปโดยลำดับ ท่านเปรียบไว้เหมือนการเดินทางไปสู่ที่หมายปลายทางโดยเปลี่ยนรถเดินทาง ๗ ผลัดหรือขึ้นอาคารหรือปราสาท ๗ ชั้น หรือเปรียบเทียบเหมือนกับบันได ๑๖ ขั้น

โพสต์เมื่อ 26th November 2010

หมายเหตุ;

สมัยก่อน สภาวะการปฏิบัติจะละเอียดมาก

ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

=====================

อวิชชา

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
ที่เรียกกันว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงซึ่งอวิชชา

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณาอันมีความก่อขึ้นเป็นธรรมดา
ว่าเป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้นเป็นธรรมดา ดังนี้

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ว่าเป็นสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนี้

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีทั้งความก่อขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

ว่าเป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้น
และความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ความไม่รู้นี้เราเรียกว่า อวิชชา
และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ถึงซึ่งอวิชชา
ย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล

อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด

เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่

กามตัณหา(ตัณหาในกาม)

ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)

วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง
ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ( การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ
ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

=================

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน (อุปทานขันธ์ 5/ตัวกู,ของกู)

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
(มรรค มีองค์ 8)

วิธีการปฏิบัติ ได้แก่

โยนิโสมนสิการ
ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)

รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด)

ให้กำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว้ในใจ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ
การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

กล่าวคือ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้ ตอนที่ 6

๖. เสขสูตรที่ ๑

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระ
ผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่

เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น
กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย
ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค
ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ
เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย

ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย
พึงบรรลุนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=4644&Z=4660

ทำตัวให้เหมือนความเคี้ยวเอื้อง

 
เมื่อมีสิ่งเกิดขึ้น(ผัสสะ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จงทำตัวให้เหมือนควายเคี้ยวเอื้อง เคี้ยวอย่างช้าๆ

การจะนึกคิดกระทำสิ่งใดก็ตาม คิดให้นานๆ
โดยมีพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้
เป็นตัวอย่าง ของการกระทำทุกๆการกระทำ

เหมือนการโพสบทความธรรมะ
ต้องมีหลักฐานอ้างอิงแน่ชัดว่า มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้จริงๆ

จึงเป็นการดำรงพระสัทธรรมไว้ได้นานเท่านาน
แสนนาน จนกว่า มีการสัทธรรมปฏิรูปบังเกิดขึ้น
พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จึงเริ่มเลือนลาง จางหายไป มีสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นแทน

การทำความเพียร

หากสิ่งที่พบประสพเจอมาตัวเอง จากการทำความเพียร
สิ่งที่ถูกรู้นั้นๆ ต้องตรงกับพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้ทุกประการ

๖. อากังเขยยสูตร

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนดรู้)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

รู้ กับ การกำหนดรู้

ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา ตถา สนฺปชานาติ

กายจะตั้งอยู่โดยอาการใดๆ ก็กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆ

กายเดินไปไหนมาไหน ใครๆก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สุนัขป่า สุนัขบ้านก็รู้ว่าเดิน แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงนำมาสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎก เพราะ คนก็รู้ สัตว์ก็รู้ แต่มิได้กำหนดรู้

รู้ กับ การกำหนดรู้ แตกต่างกันคือ

ก. รู้ ได้แก่ การรู้ของวิญญาณ ของสัญญา มิใช่รู้ด้วยปัญญา

การรู้อย่างนี้ ไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้ มีแต่เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก

ข. กำหนดรู้ ได้แก่ รู้เพราะอำนาจแห่งกรรมฐาน รู้เพราะอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความเพียร สติ สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ตัวปัญญานั่นเอง การรู้อย่างนี้จึงจะละ จึงจะเพิกความสำคัญผิดคิดว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้

กายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อำนาจของจิต ถ้าเว้นจากเหตุปัจจัยเสียแล้ว คำว่า สัตว์ บุคคล ก็จะไม่มีเลย คนหรือสัตว์ ยืน เดินได้ก็เพราะ อนุภาพของตนดังนี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติจำต้องกำหนดรู้เหตุปัจจัยของรูปนาม ว่า รูปนามนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อาศัยเหตุปัจจัยเท่านั้น ถ้าเหตุปัจจัยไม่มีแล้ว จะยืน เดิน นั่ง นอนไม่ได้เลย

เหตุปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ

๑. เหตุปัจจัยในอดีต ได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม เป็นต้น

๒. เหตุปัจจัยในปัจจุบัน ได้แก่ รูปเป็นเหตุ นามเป็นผล นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล วนไปวนมาอยู่อย่างนี้

อันว่าสกลกายทั้งหมดนี้ จะเคลื่อไหวไปมาโดยอาการใดๆก็ตาม เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด ก้ม เงย เป็นต้น ก็ให้กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆได้ทั้งสิ้น เป็นอันว่ากำหนดได้ทั้งตัว คือ ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า

นามรูปปริจเฉทญาณ พิจรณาแยกรูปนามออกจากกัน ได้รู้ชัดจริงๆว่า ในสกลกายนี้มีเพียงรูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา อะไรเลย แม้กระทั่งสกลโลกก็มีเพียง ๒ อย่างนี้เท่านั้น

ปัจจยปริคหญาณ พิจรณาเห็นเหตุปัจจัยของรูปและนามว่า รูปนามนี้ต่างเห็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เกิดจากเหตุ ๒๕ อย่าง เรียกว่า นิพพัตติลักษณะ แปลว่า ลักษณะเกิดขึ้นของรูปนาม

ถ้าในแนวการปฏิบัติ มุ่งเอาเฉพาะปัจจุบันธรรมเท่านั้น เช่น

เวลาจะเดินจงกรม ใจที่อยากเดินเป็นเหตุ รูปที่ก้าวเดินไปเป็นผล

เวลาจะนั่งลง ใจอยากนั่งเป็นเหตุ รูปที่นั่งลงเป็นผล อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล

สัมมาสนญาณ พิจรณานามรูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น

ขณะที่หูได้ยินเสียง กำหนดตามเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นจะดับไป สิ้นไป หมดไป จัดเป็นอนิจจัง

เสียงนั้นทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกขัง

เสียงนั้นไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามสภาวะ ตามธรรมชาติของเขาเอง จัดเป็นอนัตตา แปลว่า หาสาระมิได้ หรือ บังคับบัญชาไม่ได้

จากมหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

หมายเหตุ การกำหนดรู้มีตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด สุตตะ จินตะ ภาวนา

สตุตะ,จินตะ เกิดจากการคิดพิจรณา น้อมเอา คิดเอา สำเร็จได้ด้วยความคิด

ภาวนา คือ รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะเอง โดยปราศจากการน้อมเอา คิดเอา

กำหนดรู้ขันธ์ ๕

การกำหนดรู้ขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐

เพื่อมุ่งหมายในการกำหนดรู้ ( คือ สัมมสนญาณ )  โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอัตตา ในขันธ์ ๕ นั้นนั่นแล มีความมั่นคง

โยคาวจรนั้นจึงกำหนดรู้ขันธ์ ๕  ทั้งหลายเหล่านี้ด้วยการกำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

แม้นั้นโดยประเภท
ซึ่งกล่าวไว้ในวิภังค์แห่งพระบาลีนี้ ( แปลความ ) ว่า

” พระภิกษุได้เฉพาะซึ่งขันติ ( ญาณ ) อันเป็นอนุโลม โดยอาการ ๔๐ อย่างไรบ้าง ”  ดังนี้

พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงจำแนกอนุโลมญาณ ( นั้น ) ได้ตรัสไว้แล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า  พระภิกษุเมื่อเห็นขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐ ดังนี้  คือ

๑.  อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ไม่เป็นไปเลยที่สุด  เพราะมีต้นมีปลาย

๒. ทุกขโต โดยความเป็นทุกข์

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  บีบคั้นเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ  และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์

๓. โรคโต  โดยเป็นโรค

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ต้องเยียวยาด้วยปัจจัย และเพราะเป็นที่เกิดของโรค
๔. คัณฑโต  โดยเป็นฝี

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะประกอบด้วยสิ่งเสียดแทง คือ ความเป็นทุกข์

เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งไม่สะอาด คือ กิเลส

และเพราะมีการกลัดหนองและสุกแก่การแตกไปด้วยความเกิด แก่  และความแตกดับ

๕. สัลลโต  โดยเป็นลูกเสียบ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ให้เกิดความบีบคั้น เพราะเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงอยู่ภายใน  และเพราะเป็นสิ่งที่ถอนได้ยาก

๖. อฆโต  โดยความชั่วร้าย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นสิ่งที่ควรตำหนิติเตียน เพราะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย  และเพราะเป็นที่ตั้งของความชั่วร้าย

๗. อาพาธโต  โดยความป่วยไข้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่ทำให้เกิดเสรีภาพ เพราะเป็นปทัฏฐานของความเจ็บป่วย

๘.  ปรโต  โดยเป็นปรปักษ์

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ไม่มีอำนาจ ( บังคับบัญชา )  และเพราะบังคับบัญชาไม่ได้

๙. ปโลกโต  โดยแตกทำลาย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะแตกทำลายไปด้วยพยาธิ ชราและมรณะ

๑๐. อีติโต  โดยความหายนะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ นำมาซึ่งความพินาศมากมาย

๑๑. อุปัททวโต  โดยเป็นอุปัทวะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ที่รู้ไม่ได้เลยอย่างมากมาย  และเพราะเป็นที่ตั้งของอุปัทวันตรายทั้งปวงด้วย

๑๒. ภยโต  โดยเป็นภัย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นที่เกิดของภัยทุกประการ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความอบอุ่นใจอย่างสูงสุด  กล่าวคือ ความระงับทุกข์

๑๓. อุปสัคคโต  โดยเป็นอุปสรรค

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ติดตามมาด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์หลายประการ เพราะประกอบด้วยโทษ  และเพราะไม่นำมาซึ่งความอดกลั้น คล้ายเป็นอุปสรรค

๑๔. จลโต  โดยความหวั่นไหว

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ ชรา และมรณะ กับทั้งหวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย  มีความมีลาภและความเสื่อมลาภเป็นต้น

๑๕. ปภังคุโต  โดยผุพัง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะมีปกติเข้าถึงความผุพังไปด้วยความพยายาม  และโดยสภาพของมันเอง

๑๖. อัทธุวโต  โดยไม่ยั่งยืน

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะมีปกติร่วงหล่นไปในที่ตั้งทุกแห่ง  และเพราะไม่มีความมั่นคง
๑๗.  อตาณโต โดยไม่เป็นที่ต้านทาน

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่เป็นที่ต่อต้านคุ้มครอง  และเพราะไม่ได้ความปลอดภัยที่ควรได้

๑๘. อเลณโต  โดยไม่เป็นที่หลบลี้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่เป็นที่สมควรเพื่อหลบลี้  กับทั้งเพราะผู้หลบลี้ทั้งหลายทำกิจในการหลบลี้ไม่ได้

๑๙. อสรณโต  โดยไม่เป็นที่พึ่ง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ไม่มีความกำจัดภัยแก่ผู้อาศัย

๒๐. ริตตโต  โดยเป็นของเปล่า

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ว่างเปล่าจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความมีอัตตา  ตามกำหนดคาดคะเนได้

๒๑. ตุจฉโต  โดยเป็นของว่าง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะโดยของว่างเปล่านั่นเอง หรือเพราะความเป็นของเล็กน้อย เพราะว่า  แม้ของเล็กน้อยในโลก เขาเรียกกันว่า ของว่าง

๒๒. สุญญโต  โดยเป็นของสูญ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะปราศจาก  ( อัตตา ) ผู้เป็นเจ้าของ ผู้อยู่ประจำ ผู้สร้าง  ผู้เสวยและผู้บงการ

๒๓. อนัตตโต  โดยไม่มีอัตตา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ไม่มีผู้เป็นเจ้าของด้วยตนเอง เป็นต้น

๒๔. อาทีนวโต  โดยเป็นโทษ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นทุกข์ด้วยความเป็นไป ( ในภพคือ สังสารวัฏ ) และเพราะความทุกข์ ( นั่นเอง )  เป็นโทษ

อีกประการหนึ่ง ชื่อว่า อาทีนะ เพราะอรรถว่าผู้ไป ผู้ถึง  ผู้เป็นไปสู่ความยากจน

คำว่า ” อาทีนะ ” นี้เป็นคำเรียกคนยากจน แม้ว่าขันธ์  ( ๕ ) ก็เป็นสิ่งยากจนเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ ( โยคีจึงกำหนดรู้ ) โดยความยากจน  เพราะเป็นเช่นกับคนยากจน

๒๕. วิปริณามธัมมโต  โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีปกติแปรผันไป ๒ ทาง คือ ด้วยชรา ๑ และด้วยมรณะ ๑

๒๖.  อสารกโต  โดยไม่มีสาระ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  มีความอ่อนแอ และเพราะหักง่ายเหมือนไม้ผุ

๒๗. อฆมูลโต  โดยเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นเหตุแห่งความชั่วร้าย

๒๘. วธกโต โดยเป็นผู้ฆ่า ( ฆาตกร )

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  เป็นผู้ฆ่าความไว้วางใจ เหมือนศัตรูผู้มีหน้าเป็นมิตร

๒๙. วิภวโต  โดยปราศจากความเจริญ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ปราศจากความเจริญ และเพราะให้เกิดความไม่เจริญ

๓๐. สาสวโต  โดยมีอาสวะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  เป็นฐานไปสู่อาสวะ

๓๑. สังขตโต  โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นสิ่งที่เหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น

๓๒.  มารามิสโต  โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นเหยื่อล่อของมัจจุมารและกิเลสมาร

๓๓. ชาติธัมมโต  โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความเกิดเป็นปกติ

๓๔. ชราธัมมโต  โดยมีความแก่เป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความแก่เป็นปกติ

๓๕. พยาธิธัมมโต  โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความป่วยเป็นปกติ

๓๖. มรณธัมมโต  โดยมีความตายเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความตายเป็นปกติ

๓๗. โสกธัมมโต  โดยมีความโศกเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความโศกเศร้า

๓๘. ปริเทวธัมมโต  โดยมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความคร่ำครวญ

๓๙. อุปายสธัมมโต  โดยมีคับแค้นใจเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความคับแค้นใจ

๔๐. สังกิเลสิกธัมมโต  โดยมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นธรรมที่วิสัย ( หรือ อารมณ์ ) ของสังสกิเลส คือ ตัณหา  ทิฏฐิและทุจริตทั้งหลาย

จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ

การชำระจิตให้ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง คือ นิวรณ์ ให้สงบลงได้นั้น เรียกว่า จิตตวิสุทธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก

ในจิตวิสุทธินั้น บางท่านอาจจะบอกว่า ผู้บำเพ็ญจะต้องเข้าถึงฌานก่อน จึงจะบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาได้ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล

คำกล่าวนี้ กล่าวตามสภาวะที่รู้ของแต่ละคน จริงๆแล้ว ใครจะปฏิบัติแบบไหนๆ แล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคน สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป จึงไม่จำเป็นต้องได้ฌานก่อนแต่อย่างใด

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในกายได้ นั่นคือ สมาธิเกิด ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

สมาธิมี ๓ ประเภท

๑. ขณิกสมาธิ

๒. อุปจารสมาธิ

๓. อัปปนาสมาธิ

ท่านวิสุทธิมัคคอรรถกถาจารย์กล่าวว่า

สมาธิ จ วิปสฺสเนน จ ภาวยมาโน

สมาธิก็ดี วิปัสสนาก็ดี ควรเจริญ ( ทำให้มาก ) ยิ่งๆขึ้นดังนี้

อันนี้เรื่องจริง ไม่ว่าจะสมาธิก็ดี การเจริญสติก็ดี ควรเจริญหรือทำให้มากๆ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น แล้วแต่สภาวะจะเอื้ออำนวยให้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน สัปปายะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

เวลาจึงไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด เหตุต่างหากที่เป็นตัววัดผล ทำแล้วดับที่เหตุได้ นั่นคือ มาถูกทาง

สมถสมาธิ ได้แก่ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เพ่งอยู่แต่อารณ์บัญญัติอย่างเดียว โดยไม่ให้ย้ายอารณ์ ถ้าย้ายไปก็เสียสมาธิ

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม ไม่ว่าจะย้ายอารมณ์ที่รู้อยู่ในกาย จะรู้อยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน แล้วแต่เหตุที่ทำมา

บางคนอาจจะรู้ได้น้อย เพราะจิตตั้งมั่นได้แค่ระยะสั้นๆ แต่เมื่อมีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่น ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ญาณ ๑๖ ที่นำมากล่าวๆกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของจิตวิสุทธิเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน จึงจะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงเหล่านั้นได้

หากแม้นเห็นโดยจากการฟัง การอ่าน หรือคิดพิจรณาเอาเอง ล้วนมีกิเลสเจือปนอยู่ทั้งสิ้น เมื่อเห็นโดยกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ให้ความหมายตามบัญญัตินั้นๆ
ส่วนจะก่อให้เกิดเหตุขึ้นใหม่มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า สติจะรู้ทันการปรุงแต่งของจิตได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเห็น อย่างน้อย เห็น ย่อมดีกว่าไม่เห็น เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงไม่มีวิธีการไหนๆถูกหรือผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ไข้ทับฤดู

เคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยเป็นมาก่อน การป่วยครั้งนี้ทำให้รู้ว่าอาการของไข้ทับฤดูนั้นเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะมีอาการแบบเราหรือไม่ จะมีไข้สูงตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ ยิ่งดึกๆไข้ยิ่งสูง เนื้อตัวจะร้อนไปหมด มีอาการท้องเสียร่วมด้วย

เราเป็นหวัดลงคอมาสองวัน อาศัยว่าได้พักในสมาธิอาการดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เมื่อคืนอาการแย่ลง ตัวร้อนมากๆ ท้องเสีย แถมมีรอบเดือนมา มันช่างประจวบเหมาะเสียจริงๆ นี่คืออีกหนึ่งข้อสอบ ที่เราถูกสอบอารมณ์โดยสภาวะ

การที่รู้อยู่ในกายได้บ่อยๆ ช่วยเราได้เยอะมากๆ ทปกติเวลาไม่สบายหรือมีรอบเดือน จะเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ฟุ้งซ่านง่าย กระวนกระวาย ต้องหลับอย่างเดียวถึงจะช่วยได้

ผลของการเจริญสติที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในวันนี้ ทำให้เรารู้มาตลอดว่า ที่ทำมาทั้งหมด ไม่มีเสียเปล่า มีแต่ได้กับได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม เราถึงกล้ายืนยันให้คนอื่นๆที่กำลังเริ่มทำหรือทำบ้างแล้วว่า มันได้ผลจริงๆ

แต่จงอย่าคาดหวัง คือ คาดหวังได้นะ แต่อย่าไปยึดในสิ่งที่หวัง เพราะถ้ายังมีหวัง ความผิดหวังย่อมมีอย่างแน่นอน หรืออาจจะสมหวังจนหลง นี่นะสภาวะเขามาสอนตลอดในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม

เพียงฝึกที่จะไม่คาดหวัง คือหวังได้ เพราะยังมีกิเลส แต่ฝึกไม่คาดหวังบ่อยๆ อาจจะบอกกับตัวเองว่า มันไม่เที่ยง มันไม่แน่นอน แล้วแต่อุบายของแต่ละคน แล้วสภาวะเขาจะมาตอกย้ำทำให้เราเลิกคาดหวังไปเอง โดยไม่ต้องไปฝืนใจแต่อย่างใดเลย

ชอบสมาธิยิ่งนัก

ตอนนี้ยอมรับว่า ชอบสมาธิยิ่งนัก เพราะช่วยเราในยามเจ็บป่วยได้มากๆ ไม่ต้องไปกินยาเป็นกำมือ ไม่ต้องไปหาหมอ ก็โรคนี้มันเป็นโรคเฉพาะตัวของเราเอง เรารักษาตัวเองมาตลอด

เพียงแต่ตอนนี้เป็นหลายวันและหนัก เนื่องจากมาเป็นช่วงที่มีรอบเดือนพอดี ไข้ทับฤดูนี่ พอเอ่ยถึง ใครๆก็กลัวนะ แต่เราไม่กล้วเลย การอยู่กับปัจจุบันได้ทันมันดีแบบนี้นี่เอง ไม่มีความกลัวในจิต

เราอาศัยพักจิตในสมาธิอย่างเดียว เรื่องอื่นๆไม่สนใจ สั่งยาให้กับตัวเอง เพราะรู้ดีกว่า อาการแบบนี้ หวัดลงคอ ควรจะต้องให้ยาอะไรถึงจะหาย เพียงแต่ต้องอาศัยสมาธิช่วย

เมื่อจิตได้พักในสมาธิบ่อยๆ จิตจะมีกำลังมากขึ้น กายที่ป่วยอยู่ไม่ส่งผลกระทบกับจิตแต่อย่างใดทั้งสิ้น จิตยังคงเข้าออกสมาธิได้ปกติ กำหนดเข้าออกตอนไหนๆก็ได้

อันนี้เล่าสู่กันฟัง กว่าเราจะกำหนดให้จิตเข้าออกสมาธิตามใจนึกได้นี่ แรกๆเราใช้วิธีบังคับก่อนนะ บังคับลมหายใจนี่แหละ โดยการเพ่งลมหายใจ นี่เป็นเทคนิคส่วนตัว ซึ่งเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ตัวสภาวะเป็นผู้มาสอน แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าสภาวะเขามาสอน แรกๆก็สงสัยนะ ทำไมหายใจแบบนั้น เหมือนบังคับลมหายใจ ถ้าเปรียบเหมือนรถ คือ สตาร์ทเครื่องแล้วติดๆดับๆ มีสำลักเป็นพักๆ แต่พอหายใจเข้าที่เข้าทางได้คล่อง เรียกว่ารู้ทางแล้ว ไม่ต้องไปบังคับอีกเลย

จิตเองก็เช่นเดียวกัน พอเข้าออกสมาธิจนคล่องแล้ว เขารู้ทางของเขาเอง เขาเกิดเองได้ตลอดตามที่เราต้องการ กำหนดได้ทันที แค่เอาจิตรู้อยู่ในกาย รู้อยู่อย่างนั้น สมาธิจะเกิดอย่างต่อเนื่องเอง ถ้าคิดจะหยุดก็หยุดได้ทันที

ชอบการเจริญสติยิ่งนัก

การเจริญสติ ทำให้เรามีสติรู้เท่าทันจิต กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ทำให้ไม่ไหลไปหาทั้งอดีตและอนาคต มันจะอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ รู้อยู่ในกายได้ชัดบ่อยๆ

เมื่อรู้อยู่ในกายได้ การที่จะรู้ชัดในจิต ย่อมรู้ได้ง่ายมากขึ้น แรกๆอาจจะไม่รู้ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แล้วจะรู้ชัดขึ้นเรื่อยๆเอง แล้วจะเห็นจิตโสโครกได้ชัดเจน เพียงแต่จะยอมรับตามความเป็นจริงไหมเท่านั้นเอง

จิตดีไม่ต้องไปพูดถึง เพราะการคิดเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองนั้นดี เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ว่าจิตตัวเองโสโครกนี่สิ มองเห็นหรือยังเท่านั้นเอง แล้วยอมรับได้ไหมว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ กิเลส ตัณหา ความทะยานอยาก ฯลฯ

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: