ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

=====================

อวิชชา

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
ที่เรียกกันว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ?

และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงซึ่งอวิชชา

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณาอันมีความก่อขึ้นเป็นธรรมดา
ว่าเป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้นเป็นธรรมดา ดังนี้

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

อันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ว่าเป็นสิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนี้

ไม่รู้ชัดแจ้งตามเป็นจริงซึ่ง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันมีทั้งความก่อขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

ว่าเป็นสิ่งที่มีความก่อขึ้น
และความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! ความไม่รู้นี้เราเรียกว่า อวิชชา
และบุคคลชื่อว่าเป็นผู้ถึงซึ่งอวิชชา
ย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล

อริยสัจสี่

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด

เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่

กามตัณหา(ตัณหาในกาม)

ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)

วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง
ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ( การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ
ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

=================

เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน (อุปทานขันธ์ 5/ตัวกู,ของกู)

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
(มรรค มีองค์ 8)

วิธีการปฏิบัติ ได้แก่

โยนิโสมนสิการ
ได้แก่ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ)

รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด)

ให้กำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว้ในใจ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ได้แก่ ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ
การกำหนดรู้ในผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

กล่าวคือ ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
ซึ่งมีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้ ตอนที่ 6

๖. เสขสูตรที่ ๑

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระ
ผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล
ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่

เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น
กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย
ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค
ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ
เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย

ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย
พึงบรรลุนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๖

 

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=4644&Z=4660

ทำตัวให้เหมือนความเคี้ยวเอื้อง

 
เมื่อมีสิ่งเกิดขึ้น(ผัสสะ)

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จงทำตัวให้เหมือนควายเคี้ยวเอื้อง เคี้ยวอย่างช้าๆ

การจะนึกคิดกระทำสิ่งใดก็ตาม คิดให้นานๆ
โดยมีพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้
เป็นตัวอย่าง ของการกระทำทุกๆการกระทำ

เหมือนการโพสบทความธรรมะ
ต้องมีหลักฐานอ้างอิงแน่ชัดว่า มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสสอนไว้จริงๆ

จึงเป็นการดำรงพระสัทธรรมไว้ได้นานเท่านาน
แสนนาน จนกว่า มีการสัทธรรมปฏิรูปบังเกิดขึ้น
พระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้
จึงเริ่มเลือนลาง จางหายไป มีสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นแทน

การทำความเพียร

หากสิ่งที่พบประสพเจอมาตัวเอง จากการทำความเพียร
สิ่งที่ถูกรู้นั้นๆ ต้องตรงกับพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้ทุกประการ

๖. อากังเขยยสูตร

[๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า
เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

ประกอบด้วยวิปัสสนา

พอกพูนสุญญาคาร.

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล

หมายเหตุ;

หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)
สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรมเก่า(การกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
(วิบากกรรม /เวทนา ที่มีเกิดขึ้น)

ให้โยนิโสมนสิการ(กำหนดรู้)
ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทาง กาย วาจา(ไม่สานต่อ)
เป็นการดับรอบเฉพาะตน(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว(กรรมใหม่/วจีกรรม กายกรรม ไม่มี)

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว(มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8)

กิจที่ควรทำ(หยุด) ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน
ไม่ทำฌานให้เหินห่าง

หมายเหตุ;

ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิในระดับฌาน(มิจฉาสมาธิ-สัมมาสมาธิ)

มิจฉาสมาธิ
สมาธิที่ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้
(สมาธิบดบังกิเลส)

สัมมาสมาธิ
สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้
รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิตธรรม

ประกอบด้วยวิปัสสนา

หมายเหตุ;

ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นทั้งในการดำเนินชีวิต
และขณะทำความเพียร

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ) เนืองๆ

สภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า วิปัสสนา
(ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา/ไตรลักษณ์)
ย่อมมีเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

เมื่อใจน้อมลงสู่วิปัสสนา(ไตรลักษณ์)เนืองๆ

หากมีผัสสะใดเกิดขึ้น
ใจย่อมน้อมลงสู่วิปัสสนาเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณา

เป็นเหตุปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่มีเกิดขึ้น
โดยไม่ต้องคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

พอกพูนสุญญาคาร

หมายเหตุ;

อยู่ในเรือนว่าง

สุญญตา

เพิ่มพูนการอยู่เรือนว่างเปล่า
หมายถึง สุญญตา หรือ สภาวะที่ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต
ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การกำหนดรู้)

2. ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ สัมมาสมาธิ
คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(รูปฌาน-อรูปฌาน)

รูปฌาน รูปยังมีอยู่ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

อรูปฌาน รูปไม่ปรากฏ ใจที่รู้อยู่(วิญญาณ/ธาตุรู้)

หากเป็นมิจฉาสมาธิ หรือที่เรียกว่า สมถะ
วิญญาณ/ธาตุรู้ จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จนกว่าสมาธิจะคลายตัวหรืออ่อนกำลังลง

รู้ กับ การกำหนดรู้

ยถา ยถา วาปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ ตถา ตถา สนฺปชานาติ

กายจะตั้งอยู่โดยอาการใดๆ ก็กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆ

กายเดินไปไหนมาไหน ใครๆก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สุนัขป่า สุนัขบ้านก็รู้ว่าเดิน แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงนำมาสั่งสอนไว้ในพระไตรปิฎก เพราะ คนก็รู้ สัตว์ก็รู้ แต่มิได้กำหนดรู้

รู้ กับ การกำหนดรู้ แตกต่างกันคือ

ก. รู้ ได้แก่ การรู้ของวิญญาณ ของสัญญา มิใช่รู้ด้วยปัญญา

การรู้อย่างนี้ ไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้ มีแต่เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก

ข. กำหนดรู้ ได้แก่ รู้เพราะอำนาจแห่งกรรมฐาน รู้เพราะอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความเพียร สติ สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ตัวปัญญานั่นเอง การรู้อย่างนี้จึงจะละ จึงจะเพิกความสำคัญผิดคิดว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขาได้

กายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อำนาจของจิต ถ้าเว้นจากเหตุปัจจัยเสียแล้ว คำว่า สัตว์ บุคคล ก็จะไม่มีเลย คนหรือสัตว์ ยืน เดินได้ก็เพราะ อนุภาพของตนดังนี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติจำต้องกำหนดรู้เหตุปัจจัยของรูปนาม ว่า รูปนามนี้ ยืน เดิน นั่ง นอนได้เพราะ อาศัยเหตุปัจจัยเท่านั้น ถ้าเหตุปัจจัยไม่มีแล้ว จะยืน เดิน นั่ง นอนไม่ได้เลย

เหตุปัจจัยนั้นมี ๒ อย่าง คือ

๑. เหตุปัจจัยในอดีต ได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม เป็นต้น

๒. เหตุปัจจัยในปัจจุบัน ได้แก่ รูปเป็นเหตุ นามเป็นผล นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล วนไปวนมาอยู่อย่างนี้

อันว่าสกลกายทั้งหมดนี้ จะเคลื่อไหวไปมาโดยอาการใดๆก็ตาม เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยียด ก้ม เงย เป็นต้น ก็ให้กำหนดรู้โดยอาการนั้นๆได้ทั้งสิ้น เป็นอันว่ากำหนดได้ทั้งตัว คือ ตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า

นามรูปปริจเฉทญาณ พิจรณาแยกรูปนามออกจากกัน ได้รู้ชัดจริงๆว่า ในสกลกายนี้มีเพียงรูปกับนามเท่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา อะไรเลย แม้กระทั่งสกลโลกก็มีเพียง ๒ อย่างนี้เท่านั้น

ปัจจยปริคหญาณ พิจรณาเห็นเหตุปัจจัยของรูปและนามว่า รูปนามนี้ต่างเห็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เกิดจากเหตุ ๒๕ อย่าง เรียกว่า นิพพัตติลักษณะ แปลว่า ลักษณะเกิดขึ้นของรูปนาม

ถ้าในแนวการปฏิบัติ มุ่งเอาเฉพาะปัจจุบันธรรมเท่านั้น เช่น

เวลาจะเดินจงกรม ใจที่อยากเดินเป็นเหตุ รูปที่ก้าวเดินไปเป็นผล

เวลาจะนั่งลง ใจอยากนั่งเป็นเหตุ รูปที่นั่งลงเป็นผล อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นเหตุ รูปเป็นผล

สัมมาสนญาณ พิจรณานามรูปเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น

ขณะที่หูได้ยินเสียง กำหนดตามเสียงที่ได้ยิน เสียงนั้นจะดับไป สิ้นไป หมดไป จัดเป็นอนิจจัง

เสียงนั้นทนอยู่ไม่ได้ จัดเป็นทุกขัง

เสียงนั้นไม่มีใครบังคับบัญชาได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามสภาวะ ตามธรรมชาติของเขาเอง จัดเป็นอนัตตา แปลว่า หาสาระมิได้ หรือ บังคับบัญชาไม่ได้

จากมหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

หมายเหตุ การกำหนดรู้มีตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งละเอียด สุตตะ จินตะ ภาวนา

สตุตะ,จินตะ เกิดจากการคิดพิจรณา น้อมเอา คิดเอา สำเร็จได้ด้วยความคิด

ภาวนา คือ รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะเอง โดยปราศจากการน้อมเอา คิดเอา

กำหนดรู้ขันธ์ ๕

การกำหนดรู้ขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐

เพื่อมุ่งหมายในการกำหนดรู้ ( คือ สัมมสนญาณ )  โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีอัตตา ในขันธ์ ๕ นั้นนั่นแล มีความมั่นคง

โยคาวจรนั้นจึงกำหนดรู้ขันธ์ ๕  ทั้งหลายเหล่านี้ด้วยการกำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น

แม้นั้นโดยประเภท
ซึ่งกล่าวไว้ในวิภังค์แห่งพระบาลีนี้ ( แปลความ ) ว่า

” พระภิกษุได้เฉพาะซึ่งขันติ ( ญาณ ) อันเป็นอนุโลม โดยอาการ ๔๐ อย่างไรบ้าง ”  ดังนี้

พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงจำแนกอนุโลมญาณ ( นั้น ) ได้ตรัสไว้แล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า  พระภิกษุเมื่อเห็นขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐ ดังนี้  คือ

๑.  อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ไม่เป็นไปเลยที่สุด  เพราะมีต้นมีปลาย

๒. ทุกขโต โดยความเป็นทุกข์

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  บีบคั้นเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับ  และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์

๓. โรคโต  โดยเป็นโรค

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ต้องเยียวยาด้วยปัจจัย และเพราะเป็นที่เกิดของโรค
๔. คัณฑโต  โดยเป็นฝี

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะประกอบด้วยสิ่งเสียดแทง คือ ความเป็นทุกข์

เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งไม่สะอาด คือ กิเลส

และเพราะมีการกลัดหนองและสุกแก่การแตกไปด้วยความเกิด แก่  และความแตกดับ

๕. สัลลโต  โดยเป็นลูกเสียบ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ให้เกิดความบีบคั้น เพราะเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงอยู่ภายใน  และเพราะเป็นสิ่งที่ถอนได้ยาก

๖. อฆโต  โดยความชั่วร้าย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นสิ่งที่ควรตำหนิติเตียน เพราะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย  และเพราะเป็นที่ตั้งของความชั่วร้าย

๗. อาพาธโต  โดยความป่วยไข้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่ทำให้เกิดเสรีภาพ เพราะเป็นปทัฏฐานของความเจ็บป่วย

๘.  ปรโต  โดยเป็นปรปักษ์

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ ไม่มีอำนาจ ( บังคับบัญชา )  และเพราะบังคับบัญชาไม่ได้

๙. ปโลกโต  โดยแตกทำลาย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะแตกทำลายไปด้วยพยาธิ ชราและมรณะ

๑๐. อีติโต  โดยความหายนะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ นำมาซึ่งความพินาศมากมาย

๑๑. อุปัททวโต  โดยเป็นอุปัทวะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ที่รู้ไม่ได้เลยอย่างมากมาย  และเพราะเป็นที่ตั้งของอุปัทวันตรายทั้งปวงด้วย

๑๒. ภยโต  โดยเป็นภัย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นที่เกิดของภัยทุกประการ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความอบอุ่นใจอย่างสูงสุด  กล่าวคือ ความระงับทุกข์

๑๓. อุปสัคคโต  โดยเป็นอุปสรรค

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ติดตามมาด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์หลายประการ เพราะประกอบด้วยโทษ  และเพราะไม่นำมาซึ่งความอดกลั้น คล้ายเป็นอุปสรรค

๑๔. จลโต  โดยความหวั่นไหว

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ ชรา และมรณะ กับทั้งหวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย  มีความมีลาภและความเสื่อมลาภเป็นต้น

๑๕. ปภังคุโต  โดยผุพัง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะมีปกติเข้าถึงความผุพังไปด้วยความพยายาม  และโดยสภาพของมันเอง

๑๖. อัทธุวโต  โดยไม่ยั่งยืน

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะมีปกติร่วงหล่นไปในที่ตั้งทุกแห่ง  และเพราะไม่มีความมั่นคง
๑๗.  อตาณโต โดยไม่เป็นที่ต้านทาน

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่เป็นที่ต่อต้านคุ้มครอง  และเพราะไม่ได้ความปลอดภัยที่ควรได้

๑๘. อเลณโต  โดยไม่เป็นที่หลบลี้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะไม่เป็นที่สมควรเพื่อหลบลี้  กับทั้งเพราะผู้หลบลี้ทั้งหลายทำกิจในการหลบลี้ไม่ได้

๑๙. อสรณโต  โดยไม่เป็นที่พึ่ง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ไม่มีความกำจัดภัยแก่ผู้อาศัย

๒๐. ริตตโต  โดยเป็นของเปล่า

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ว่างเปล่าจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความมีอัตตา  ตามกำหนดคาดคะเนได้

๒๑. ตุจฉโต  โดยเป็นของว่าง

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะโดยของว่างเปล่านั่นเอง หรือเพราะความเป็นของเล็กน้อย เพราะว่า  แม้ของเล็กน้อยในโลก เขาเรียกกันว่า ของว่าง

๒๒. สุญญโต  โดยเป็นของสูญ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะปราศจาก  ( อัตตา ) ผู้เป็นเจ้าของ ผู้อยู่ประจำ ผู้สร้าง  ผู้เสวยและผู้บงการ

๒๓. อนัตตโต  โดยไม่มีอัตตา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ไม่มีผู้เป็นเจ้าของด้วยตนเอง เป็นต้น

๒๔. อาทีนวโต  โดยเป็นโทษ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นทุกข์ด้วยความเป็นไป ( ในภพคือ สังสารวัฏ ) และเพราะความทุกข์ ( นั่นเอง )  เป็นโทษ

อีกประการหนึ่ง ชื่อว่า อาทีนะ เพราะอรรถว่าผู้ไป ผู้ถึง  ผู้เป็นไปสู่ความยากจน

คำว่า ” อาทีนะ ” นี้เป็นคำเรียกคนยากจน แม้ว่าขันธ์  ( ๕ ) ก็เป็นสิ่งยากจนเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ ( โยคีจึงกำหนดรู้ ) โดยความยากจน  เพราะเป็นเช่นกับคนยากจน

๒๕. วิปริณามธัมมโต  โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีปกติแปรผันไป ๒ ทาง คือ ด้วยชรา ๑ และด้วยมรณะ ๑

๒๖.  อสารกโต  โดยไม่มีสาระ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  มีความอ่อนแอ และเพราะหักง่ายเหมือนไม้ผุ

๒๗. อฆมูลโต  โดยเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นเหตุแห่งความชั่วร้าย

๒๘. วธกโต โดยเป็นผู้ฆ่า ( ฆาตกร )

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  เป็นผู้ฆ่าความไว้วางใจ เหมือนศัตรูผู้มีหน้าเป็นมิตร

๒๙. วิภวโต  โดยปราศจากความเจริญ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  ปราศจากความเจริญ และเพราะให้เกิดความไม่เจริญ

๓๐. สาสวโต  โดยมีอาสวะ

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ  เป็นฐานไปสู่อาสวะ

๓๑. สังขตโต  โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นสิ่งที่เหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น

๓๒.  มารามิสโต  โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะเป็นเหยื่อล่อของมัจจุมารและกิเลสมาร

๓๓. ชาติธัมมโต  โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความเกิดเป็นปกติ

๓๔. ชราธัมมโต  โดยมีความแก่เป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความแก่เป็นปกติ

๓๕. พยาธิธัมมโต  โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความป่วยเป็นปกติ

๓๖. มรณธัมมโต  โดยมีความตายเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ มีความตายเป็นปกติ

๓๗. โสกธัมมโต  โดยมีความโศกเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความโศกเศร้า

๓๘. ปริเทวธัมมโต  โดยมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความคร่ำครวญ

๓๙. อุปายสธัมมโต  โดยมีคับแค้นใจเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นเหตุแห่งความคับแค้นใจ

๔๐. สังกิเลสิกธัมมโต  โดยมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา

โดยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ ( ความไม่เที่ยง )

เพราะ เป็นธรรมที่วิสัย ( หรือ อารมณ์ ) ของสังสกิเลส คือ ตัณหา  ทิฏฐิและทุจริตทั้งหลาย

จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ

การชำระจิตให้ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง คือ นิวรณ์ ให้สงบลงได้นั้น เรียกว่า จิตตวิสุทธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก

ในจิตวิสุทธินั้น บางท่านอาจจะบอกว่า ผู้บำเพ็ญจะต้องเข้าถึงฌานก่อน จึงจะบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาได้ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล

คำกล่าวนี้ กล่าวตามสภาวะที่รู้ของแต่ละคน จริงๆแล้ว ใครจะปฏิบัติแบบไหนๆ แล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคน สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป จึงไม่จำเป็นต้องได้ฌานก่อนแต่อย่างใด

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในกายได้ นั่นคือ สมาธิเกิด ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

สมาธิมี ๓ ประเภท

๑. ขณิกสมาธิ

๒. อุปจารสมาธิ

๓. อัปปนาสมาธิ

ท่านวิสุทธิมัคคอรรถกถาจารย์กล่าวว่า

สมาธิ จ วิปสฺสเนน จ ภาวยมาโน

สมาธิก็ดี วิปัสสนาก็ดี ควรเจริญ ( ทำให้มาก ) ยิ่งๆขึ้นดังนี้

อันนี้เรื่องจริง ไม่ว่าจะสมาธิก็ดี การเจริญสติก็ดี ควรเจริญหรือทำให้มากๆ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น แล้วแต่สภาวะจะเอื้ออำนวยให้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน สัปปายะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

เวลาจึงไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด เหตุต่างหากที่เป็นตัววัดผล ทำแล้วดับที่เหตุได้ นั่นคือ มาถูกทาง

สมถสมาธิ ได้แก่ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เพ่งอยู่แต่อารณ์บัญญัติอย่างเดียว โดยไม่ให้ย้ายอารณ์ ถ้าย้ายไปก็เสียสมาธิ

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม ไม่ว่าจะย้ายอารมณ์ที่รู้อยู่ในกาย จะรู้อยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน แล้วแต่เหตุที่ทำมา

บางคนอาจจะรู้ได้น้อย เพราะจิตตั้งมั่นได้แค่ระยะสั้นๆ แต่เมื่อมีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่น ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ญาณ ๑๖ ที่นำมากล่าวๆกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของจิตวิสุทธิเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน จึงจะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงเหล่านั้นได้

หากแม้นเห็นโดยจากการฟัง การอ่าน หรือคิดพิจรณาเอาเอง ล้วนมีกิเลสเจือปนอยู่ทั้งสิ้น เมื่อเห็นโดยกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ให้ความหมายตามบัญญัตินั้นๆ
ส่วนจะก่อให้เกิดเหตุขึ้นใหม่มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า สติจะรู้ทันการปรุงแต่งของจิตได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเห็น อย่างน้อย เห็น ย่อมดีกว่าไม่เห็น เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงไม่มีวิธีการไหนๆถูกหรือผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ไข้ทับฤดู

เคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยเป็นมาก่อน การป่วยครั้งนี้ทำให้รู้ว่าอาการของไข้ทับฤดูนั้นเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะมีอาการแบบเราหรือไม่ จะมีไข้สูงตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ ยิ่งดึกๆไข้ยิ่งสูง เนื้อตัวจะร้อนไปหมด มีอาการท้องเสียร่วมด้วย

เราเป็นหวัดลงคอมาสองวัน อาศัยว่าได้พักในสมาธิอาการดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เมื่อคืนอาการแย่ลง ตัวร้อนมากๆ ท้องเสีย แถมมีรอบเดือนมา มันช่างประจวบเหมาะเสียจริงๆ นี่คืออีกหนึ่งข้อสอบ ที่เราถูกสอบอารมณ์โดยสภาวะ

การที่รู้อยู่ในกายได้บ่อยๆ ช่วยเราได้เยอะมากๆ ทปกติเวลาไม่สบายหรือมีรอบเดือน จะเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ฟุ้งซ่านง่าย กระวนกระวาย ต้องหลับอย่างเดียวถึงจะช่วยได้

ผลของการเจริญสติที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในวันนี้ ทำให้เรารู้มาตลอดว่า ที่ทำมาทั้งหมด ไม่มีเสียเปล่า มีแต่ได้กับได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม เราถึงกล้ายืนยันให้คนอื่นๆที่กำลังเริ่มทำหรือทำบ้างแล้วว่า มันได้ผลจริงๆ

แต่จงอย่าคาดหวัง คือ คาดหวังได้นะ แต่อย่าไปยึดในสิ่งที่หวัง เพราะถ้ายังมีหวัง ความผิดหวังย่อมมีอย่างแน่นอน หรืออาจจะสมหวังจนหลง นี่นะสภาวะเขามาสอนตลอดในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม

เพียงฝึกที่จะไม่คาดหวัง คือหวังได้ เพราะยังมีกิเลส แต่ฝึกไม่คาดหวังบ่อยๆ อาจจะบอกกับตัวเองว่า มันไม่เที่ยง มันไม่แน่นอน แล้วแต่อุบายของแต่ละคน แล้วสภาวะเขาจะมาตอกย้ำทำให้เราเลิกคาดหวังไปเอง โดยไม่ต้องไปฝืนใจแต่อย่างใดเลย

ชอบสมาธิยิ่งนัก

ตอนนี้ยอมรับว่า ชอบสมาธิยิ่งนัก เพราะช่วยเราในยามเจ็บป่วยได้มากๆ ไม่ต้องไปกินยาเป็นกำมือ ไม่ต้องไปหาหมอ ก็โรคนี้มันเป็นโรคเฉพาะตัวของเราเอง เรารักษาตัวเองมาตลอด

เพียงแต่ตอนนี้เป็นหลายวันและหนัก เนื่องจากมาเป็นช่วงที่มีรอบเดือนพอดี ไข้ทับฤดูนี่ พอเอ่ยถึง ใครๆก็กลัวนะ แต่เราไม่กล้วเลย การอยู่กับปัจจุบันได้ทันมันดีแบบนี้นี่เอง ไม่มีความกลัวในจิต

เราอาศัยพักจิตในสมาธิอย่างเดียว เรื่องอื่นๆไม่สนใจ สั่งยาให้กับตัวเอง เพราะรู้ดีกว่า อาการแบบนี้ หวัดลงคอ ควรจะต้องให้ยาอะไรถึงจะหาย เพียงแต่ต้องอาศัยสมาธิช่วย

เมื่อจิตได้พักในสมาธิบ่อยๆ จิตจะมีกำลังมากขึ้น กายที่ป่วยอยู่ไม่ส่งผลกระทบกับจิตแต่อย่างใดทั้งสิ้น จิตยังคงเข้าออกสมาธิได้ปกติ กำหนดเข้าออกตอนไหนๆก็ได้

อันนี้เล่าสู่กันฟัง กว่าเราจะกำหนดให้จิตเข้าออกสมาธิตามใจนึกได้นี่ แรกๆเราใช้วิธีบังคับก่อนนะ บังคับลมหายใจนี่แหละ โดยการเพ่งลมหายใจ นี่เป็นเทคนิคส่วนตัว ซึ่งเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ตัวสภาวะเป็นผู้มาสอน แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าสภาวะเขามาสอน แรกๆก็สงสัยนะ ทำไมหายใจแบบนั้น เหมือนบังคับลมหายใจ ถ้าเปรียบเหมือนรถ คือ สตาร์ทเครื่องแล้วติดๆดับๆ มีสำลักเป็นพักๆ แต่พอหายใจเข้าที่เข้าทางได้คล่อง เรียกว่ารู้ทางแล้ว ไม่ต้องไปบังคับอีกเลย

จิตเองก็เช่นเดียวกัน พอเข้าออกสมาธิจนคล่องแล้ว เขารู้ทางของเขาเอง เขาเกิดเองได้ตลอดตามที่เราต้องการ กำหนดได้ทันที แค่เอาจิตรู้อยู่ในกาย รู้อยู่อย่างนั้น สมาธิจะเกิดอย่างต่อเนื่องเอง ถ้าคิดจะหยุดก็หยุดได้ทันที

ชอบการเจริญสติยิ่งนัก

การเจริญสติ ทำให้เรามีสติรู้เท่าทันจิต กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ทำให้ไม่ไหลไปหาทั้งอดีตและอนาคต มันจะอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ รู้อยู่ในกายได้ชัดบ่อยๆ

เมื่อรู้อยู่ในกายได้ การที่จะรู้ชัดในจิต ย่อมรู้ได้ง่ายมากขึ้น แรกๆอาจจะไม่รู้ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แล้วจะรู้ชัดขึ้นเรื่อยๆเอง แล้วจะเห็นจิตโสโครกได้ชัดเจน เพียงแต่จะยอมรับตามความเป็นจริงไหมเท่านั้นเอง

จิตดีไม่ต้องไปพูดถึง เพราะการคิดเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองนั้นดี เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ว่าจิตตัวเองโสโครกนี่สิ มองเห็นหรือยังเท่านั้นเอง แล้วยอมรับได้ไหมว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ กิเลส ตัณหา ความทะยานอยาก ฯลฯ

น้ำซึมบ่อทราย

อย่าดูแค่เปลือก

คนเรามองแค่เปลือกหรือสิ่งที่มองเห็นแค่ภายนอก แล้วคาดเดาเอาว่า สิ่งที่มองเห็นต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้กันไม่ได้หรอก เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงของแต่ละคนนั้น บางคนภายนอกอีกอย่าง ภายในนั้นอีกอย่าง คนละเรื่องกันเลย

เรื่องนี้คนที่ทำงานได้มาเล่าให้ฟัง เขาได้พบเจอแม่บ้านสองคนที่เรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์ แล้วไปเจอกันที่วัดยานนาวา เขาบอกว่าแต่งตัวแม่บ้านมากๆ อายุประมาณ๕๐ถึง๖๐ปี คุยกันจุ๊กๆจิ๊ก มองภายนอกเหมือนแม่บ้านทั่วๆไป แต่พอคุยด้วยที่ไหนได้

เราบอกกับเขาว่า เพราะคุณยังติดมองคนที่เปลือกไง เรื่องปกติโดยทั่วๆไปน่ะแหละ คนเรามักมองภายนอกแล้วให้ค่าตามความคิดของแต่ละคนตามสิ่งที่มากระทบ เขาบอกว่านั่นน่ะสิ

เขามาส่งการบ้านด้วยว่า ตอนนี้เขาเริ่มนั่งได้ถึงสามสิบนาทีแต่ก้รู้ตัวได้บ้าง แต่ดีกว่าเมื่อก่อน เราถามเขาว่า ได้เดินก่อนนั่งหรือเปล่า เขาบอกว่าเวลามันน้อย เลยเดินแค่เจ็ดแปดรอบแล้วนั่งต่อ เขายังชอบนั่งอยู่ ตรงนี้เราบอกเขาว่า แล้วแต่เหตุนะ เขาก็ยิ้มแล้วเล่าเรื่องแม่บ้านต่อ

( ที่เราพูดว่าแล้วแต่เหตุ แต่ไม่อธิบายอะไรต่อ เนื่องจากเห็นว่า สาภวะของแต่ลคนย่อมเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนทำมา เราจะไปกำหนดกฏเกณฑ์อะไรกับเขาไม่ได้ ให้เขาทำตามสภาวะของเขาดีที่สุด เรียนรู้ที่จะผิดพลาดด้วยตัวเอง เพื่อที่จะรู้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเอง อันนี้ต้องทำเอง แล้วจะรู้เอง ไม่ใช่รู้โดยผู้อื่นมาทำให้ )

แม่บ้านเล่าให้เขาฟังว่า ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจบมา เขาทุกข์น้อยลง คือเชื่อในเหตุ ว่าทำอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เขาเลยไม่ไปทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาแบบก่อนๆ เมื่อก่อนเวลามีเรื่องอะไรก้ตาม จะทุกข์ใจมากๆ ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจนจบมา ทำให้เขาเข้าใจเรื่องเหตุ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขามองแค่เหตุ มันเลยทำให้เขาทุกข์น้อยลง แล้วตัวเขาเองอยู่แถวตรอกจันทร์ เลยมาเรียนสมาธิที่วัดยานนาวา อาศัยความสะดวก ไม่ได้ไปตามวัดที่ใครๆแนะนำมา

เราบอกกับเขาว่า นี่เห็นไหม เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป บางคนทำแทบตาย ทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ ยังไม่สามารถรู้ลึกซึ้งถึงเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ยังคงทุกข์เหมือนเดิมๆ เรื่องเหตุนี่สำคัญมากๆนะ ถึงบอกไงว่า จุดเริ่มต้นหลายๆคนอาจจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายรู้เหมือนๆกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย

เห็นความก้าวหน้าทางจิตของคนที่ปฏิบัติรอบๆตัว แล้วทำให้เกิดปีติมากๆ สุขไหนเล่าจะสุขเท่ากับการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน เมื่อเราสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีที่พึ่งพาสำหรับตัวเองได้อย่างมั่นคงแล้ว เราย่อมช่วยแนะนำชี้แนวทางให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ วันนี้อาจจะพึ่งพาตนเองได้แค่นี้ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ทำมาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่กำลังทำอยู่

ในเมื่อปัจจุบันกำลังสร้างแต่เหตุดี เหตุดีคือการดับที่เกิดเหตุทั้งปวงคือการยึดมั่นอุทานในตัวกูของกูในรู้ที่มีอยู่ที่คิดว่ารู้ เมื่อเข้าใจถึงและเข้าใจตรงนี้ได้ เหตุใหม่จะสร้างเพราะอุปทานที่เกิดจากการให้ค่าย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่จะเป็นการก่อภพชาติใหม่จะงอกเงยจากที่ไหนได้ ในเมื่อมีแต่ดับสิ้นไป ผลที่จะเกิดเพราะเหตุนั้นๆย่อมดับสิ้นตามไปด้วย ไม่มีเหตุจะมีผลไปได้อย่างไร

อีกหน่อยทีมงานที่เราทำอยู่ด้วยนี้จะเป็นทีมที่มีคุณภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีแต่ให้กับให้คือให้ทั้งเนื้องานทางอาชีพที่ถูกต้องและให้ทั้งแนวทางการดำเนินชีวิตที่พอเพียงในเหตุที่รู้จักกับคำว่า ” เพียงพอ ”

เพียงพออะไรล่ะ เพียงพอใจในทุกสรรพสิ่งที่ตนนั้นมีอยู่ เมื่อรู้จักคำว่า ” พอใจ ” แล้ว ย่อมไม่ไปใฝ่คว้าตะเกียกตะกายหาเหตุแห่งกิเลสมาปกปิดดวงจิตให้มืดมิดอีกต่อไป

เรื่องการเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกาย สิ่งที่เราพูดๆอธิบายให้คนรอบๆตัวตลอดจนคนที่เข้ามาคุยด้วยได้ผลนะ เพราะคนเริ่มเข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกายไม่ใช่แค่การเดินจงกรมกับนั่งสมาธิเท่านั้น อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้อยู่ในกาย ทุกๆสภาวะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปตามเหตุที่กระทำมา แม้กระทั่งในเรื่องการเจริญสติ

น้องที่ทำงานไปถือศิลปฏิบัติที่วัดมา ดีนะเขารู้จักการใช้วิธีเจริญสติให้เกิดประโยชน์กับตัวของเขาตลอดจนญาติพี่น้องของเขาเอง วันนี้เขาเข้ามาหาพร้อมๆกับนำงานถักกล่องกระดาษทิชชูที่ยังถักไม่เสร็จมาด้วย เขาบอกว่านี่แหละงานเจริญสติของเขาตอนที่อยู่ที่วัด

เขาเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเขาถามว่าทำไมถึงมาถักของพวกนี้ที่วัดทั้งๆที่มาปฏิบัติ
เขาตอบว่า นี่แหละการเจริญสติ ทำอะไรก็ได้ให้จิตรู้อยู่ในกายหรือที่กายนี้ ไม่ก็ไปสวดมนต์นั่งภาวนาก็ได้ อะไรก็ได้ที่ทำให้จิตมันอยู่กับกาย ไม่ใช่ไปนั่งพูดคุย นั่งนินทาชาวบ้านกัน ทำแบบนั้นจะเอาสติ เอาบุญมาจากที่ไหน ศิลขาดหมด มาทั้งทีต้องเอาดีกลับไป ไม่ใช่ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

เรายิ้มเลยนะ น้องเขาเปลี่ยนไปเยอะมากๆ เข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้น สามารถอธิบายให้คนอื่นๆฟังและนำไปปฏิบัติตามกันได้ ส่วนใครจะทำแบบไหน นั่นก็แล้วแต่เหตุของคนๆนั้น ไม่ได้ไปยัดเยียดรูปแบบให้ทำ ให้ทำตามเหตุ ตามสภาวะของแต่ละคน

เหมือนตัวเราเอง วันๆ เดินสลับกับยืนเย็บผ้ามั่ง ถักโครเชท์มั่ง ใช้เวลา ๑ชม.มั่ง ๒ ชม.มั่ง ๓ ชม.มั่ง ไม่แน่นอน แล้วจึงค่อยกำหนดนั่งต่อ สมาธิที่เกิดขึ้นก็แนบแน่นดี นับวันมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ รู้อยู่ในกายได้ชัดดี ปัญญาในการคิดพิจรณาเกิดขึ้นเนืองๆ สมาธิก็ได้ สติ สัมปชัญญะก็ได้

แม้กระทั่งเวลาที่อยู่ที่บ้านเราก็ทำแบบนี้แหละ ดูเวลาเลยเวลาทำอะไรก็ตาม ให้รู้อยู่ในกาย รู้อยู่กับสิ่งที่ทำ พอใจแค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสะดวก แม้กระทั่งรีดผ้าเราก็จับเวลา เริ่มรีดกี่โมง เสร็จกี่โมง หลังจากนั้นกำหนดนั่งต่อเลย จิตเป็นสมาธิดี แนบแน่นดี รู้กายได้ตลอด ตรงนี้เป้นการใช้เจริญสติในอิริยาบทย่อย

ส่วนอิริยาบทหลักที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือ เดินกับนั่ง เวลาทำเต็มรูปแบบ ให้เดินก่อนที่จะนั่ง ใช้ในการปรับอินทรีย์ เพื่อความสมดุลย์ระหว่างสติ สัมปชัญญะกับสมาธิ เพราะว่าถ้าสมาธิมากไปไม่ดี จะทำให้ขาดการรู้กาย ไปติดนิ่งในสมาธิ เรียกว่าสมาธิล้ำหน้าสติ ส่วนสติ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะเป็นเหตุให้ตัวสัมชัญญะเกิดขึ้นได้ง่ายหรือไวมากขึ้น

สติดี สมัชัญญะดี ย่อมเป็นเหตุให้สมาธิที่เกิดขึ้นแนบแน่นดี รู้ชัดอยู่ในกายได้ดี ตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ต้องไปทำแบบหวังผลอันใดเลย เพราะสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

นี่เห็นไหม งานก็ได้ ชิ้นงานก็ได้ งานประจำก็ไม่เสีย บ้านช่องก็เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่เคยขี้เกียจสุดๆ มาเป็นคนเริ่มรู้จักทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนที่มีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ รู้จักจับจ่ายใช้สอยตามพอเหมาะพอควรในสิ่งที่มองว่าจำเป็น

ระหว่างวัน

เช้านี้เดินสลับยืน ๒ชม. แล้วนั่ง สมาธิแนบแน่นดี รู้กายได้ชัดดี ๑ ชม. ช่วงบ่ายทำไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากมีคนมาหาตลอด มาได้ช่วงก่อนกลับบ้านหนึ่งชม.เต็มๆ
วันนี้ขากลับขณะที่นั่งในรถรับส่งของบริษัท จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง รู้ชัดในกายได้ตลอด เสียงทีวี เสียงเด็กร้อง เสียงเครื่องยนต์รถทำงาน ทุกอย่างแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ไม่ปะปนกัน จับรายละเอียดได้หมด

ทดลองลืมตาดู เพื่อจะดุว่า จิตสามารถเป้นสมาธิได้ต่อเนื่องหรือไม่ ปรากกว่า ถึงแม้จะลืมตาขึ้นมา มองไปข้างหน้า มองไปรอบๆตัว จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับสภาวะนี้ คือสามารถลืมตาทำสมาธิ เสียงที่ดังรอบๆตัว ไม่ส่งผลต่อสภาวะที่จิตกำลังเป็นสมาธิแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะลืมตาทำสมาธิก็ตาม

หัวค่ำ ขึ้นไปรีดผ้า พับผ้า เสร็จแล้วต่อด้วยการนั่ง ข้างล่างเปิดเพลงเสียงดัง ยังไม่ได้ปิด เสียงได้ยินถึงในห้อง ขณะที่นั่ง จิตเข้าสู่สมาธิได้ทันที แนบแน่นดี รู้ตัวได้ตลอดจนครบหนึ่งชม. โดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาแต่อย่างใด

ตอนนี้สภาวะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ นานมากขึ้น สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จิตเริ่มเป็นสมาธิได้ทุกอิริยาบท แม้กระทั่งขณะที่ลืมตาปกติ อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกก็สามารถกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิได้ เรียกว่า รู้ทั้งนอกและใน แต่ทุกๆสภาวะจะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆไม่มาปะปนกันแต่อย่างใด มีบางครั้ง จิตมันติดใจกับการรู้อยู่ในกาย มันไม่อยากถอนออกจากสมาธิ อยากรู้อยู่ในกายอยู่อย่างนั้น เวลาที่กำหนดออกมาแล้ว สมาธิยังมีค้างอยู่ เวลาเคลื่อไหวกายหรือกำลังเดินนี่ รู้ชัดที่การเคลื่อนไหวของกาย ตลอดจนเท้าที่กระทบพื้น รู้สึกได้ชัดมากๆ จิตเกิดความอิ่มเอมตลอดขณะที่กำลังเดิน

จิตกับกิเลส

ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่เรื่องของจิตและกิเลสเห็นชัดมากขึ้นเท่านั้น จะรู้จักกิเลสแต่ละตัวได้ สภาวะยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึง ความตั้งมั่นของจิต กำลังของสมาธิ สติและสัมปชัญญะที่มีอยู่ในขณะนั้นๆ

กิเลสแต่ละตัว จะเป็นตัวสำคัญของแต่ละสภาวะ เราจะได้รู้จักตั้งแต่สภาวะหยาบๆของกิเลสแต่ละตัว จนกระทั่งสภาวะละเอียดของกิเลสแต่ละตัว มันจะเห็นชัด รู้ชัดของรายละเอียดสภาวะแต่ละสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

เช้านี้ หลังจากเจริญสติในอริยาบทยืนกับเดิน ๑ ๑/๒ ชม. ต่อด้วยการนั่ง วันนี้สภาวะสมาธิแนบแน่นต่อเนื่อง ๑ ชม.๒๐ นาที ระหว่างที่นั่ง มีสภาวะต่างๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะความคิด ความรู้สึก เวทนาที่เกิดขึ้นกับกาย จิตรู้ได้ทันทุกสภาวะ แต่ละสภาวะแยกออกเป็นส่วนๆ

เวทนานี่ตัดไปได้เลย เวทนาทางกายที่เกิดขึ้น โดยปกติของสภาวะ จะไม่มีผลใดๆต่อสภาวะขณะนั้นๆเลย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้ทันได้ตลอด มันจะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ได้ไปมีส่วนร่วมหรือไปรู้สึกกับเวทนาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความคิดที่เกิดขึ้น จะเป็นสภาวะทบทวนเรื่องราวของสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิเลสบางตัวที่สภาวะเด่นชัดในตัวนี้ ยิ่งกิเลสตัวนี้เกิดชัดมากเท่าไหร่ กำลังของสมาธิเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเม็ดเลือดขาวไล่ดักจับตัวเชื้อโรคที่กำลังจะรุกล้ำดินแดน

สมาธิที่เกิดขึ้นจะมีกำลังมากๆ รู้สึกแนบแน่นมากๆ แล้วความรู้สึกหรือกิเลสตัวนั้นๆที่กำลังเกิดขึ้นก็ดับหายไป โดยไม่ต้องไปกำหนดแต่อย่างใด สภาวะต่อมาคือ จะกลับมารู้ชัดที่กายได้อย่างต่อเนื่อง แล้วสภาวะทิสากาจะเกิดขึ้นตาม แปลกดีนะสภาวะนี้ พักนี้เหมือนมันจะเกิดคู่กัน โดยมีกิเลสเป็นเหยื่อล่อให้สมาธิมีกำลังมากขึ้น แล้วตัวสภาวะของทิสากาจะเกิดตาม

จิตนี่เขาฉลาดมากๆเลยนะ เหมือนเขารู้ว่าควรทำอย่างไรกับสภาวะโดยตัวสภาวะของเขาเอง ส่วนตัวเราเองน่ะได้แค่ดู แต่ไม่ได้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ถึงบอกไงว่า จิตนี่มหัศจรรย์มากๆ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป สภาวะการเข้าถึงและรู้จักกิเลสของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป สุดท้ายๆทุกๆคนจะรู้อยู่ในสภาวะกิเลสนั้นๆเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ขอเพียง ยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ตัวเองยังมีและยังคงเป็นอยู่กันเท่านั้นเอง ทำตามความเป็นจริง คือ เจริญสติ ขาดไม่ได้นะ ต้องทำต่อเนื่อง ถึงแม้จิตจะตั้งมั่นรู้อยู่ในกายและจิตได้ชัดแล้วก็ตาม ยังคงต้องทำต่อไป เหมือนทุกลมหายใจเข้าออก ที่เราต้องหายใจเข้า หายใจออกอยู่ทุกๆเวลา

การเจริญสติ มีหลากหลายวิธีการ สุดแต่อุบายของแต่ละคนที่จะรู้จักนำมาปรับเปลี่ยนในชีวิต ในกิจประจำวันของตัวเอง มันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวแน่นอนว่า ต้องทำแบบไหน เพราะทุกๆรูปแบบของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา แล้วผลของการเจริญสติ จะทำให้เกิดปัญญา เป็นเหตุให้เกิดตัวรู้เกิดขึ้นเนืองๆ เราจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกสภาวะที่เราดำเนินในชีวิตของเรานี่แหละ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: