น้ำซึมบ่อทราย

อย่าดูแค่เปลือก

คนเรามองแค่เปลือกหรือสิ่งที่มองเห็นแค่ภายนอก แล้วคาดเดาเอาว่า สิ่งที่มองเห็นต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้กันไม่ได้หรอก เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงของแต่ละคนนั้น บางคนภายนอกอีกอย่าง ภายในนั้นอีกอย่าง คนละเรื่องกันเลย

เรื่องนี้คนที่ทำงานได้มาเล่าให้ฟัง เขาได้พบเจอแม่บ้านสองคนที่เรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์ แล้วไปเจอกันที่วัดยานนาวา เขาบอกว่าแต่งตัวแม่บ้านมากๆ อายุประมาณ๕๐ถึง๖๐ปี คุยกันจุ๊กๆจิ๊ก มองภายนอกเหมือนแม่บ้านทั่วๆไป แต่พอคุยด้วยที่ไหนได้

เราบอกกับเขาว่า เพราะคุณยังติดมองคนที่เปลือกไง เรื่องปกติโดยทั่วๆไปน่ะแหละ คนเรามักมองภายนอกแล้วให้ค่าตามความคิดของแต่ละคนตามสิ่งที่มากระทบ เขาบอกว่านั่นน่ะสิ

เขามาส่งการบ้านด้วยว่า ตอนนี้เขาเริ่มนั่งได้ถึงสามสิบนาทีแต่ก้รู้ตัวได้บ้าง แต่ดีกว่าเมื่อก่อน เราถามเขาว่า ได้เดินก่อนนั่งหรือเปล่า เขาบอกว่าเวลามันน้อย เลยเดินแค่เจ็ดแปดรอบแล้วนั่งต่อ เขายังชอบนั่งอยู่ ตรงนี้เราบอกเขาว่า แล้วแต่เหตุนะ เขาก็ยิ้มแล้วเล่าเรื่องแม่บ้านต่อ

( ที่เราพูดว่าแล้วแต่เหตุ แต่ไม่อธิบายอะไรต่อ เนื่องจากเห็นว่า สาภวะของแต่ลคนย่อมเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนทำมา เราจะไปกำหนดกฏเกณฑ์อะไรกับเขาไม่ได้ ให้เขาทำตามสภาวะของเขาดีที่สุด เรียนรู้ที่จะผิดพลาดด้วยตัวเอง เพื่อที่จะรู้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเอง อันนี้ต้องทำเอง แล้วจะรู้เอง ไม่ใช่รู้โดยผู้อื่นมาทำให้ )

แม่บ้านเล่าให้เขาฟังว่า ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจบมา เขาทุกข์น้อยลง คือเชื่อในเหตุ ว่าทำอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เขาเลยไม่ไปทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาแบบก่อนๆ เมื่อก่อนเวลามีเรื่องอะไรก้ตาม จะทุกข์ใจมากๆ ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจนจบมา ทำให้เขาเข้าใจเรื่องเหตุ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขามองแค่เหตุ มันเลยทำให้เขาทุกข์น้อยลง แล้วตัวเขาเองอยู่แถวตรอกจันทร์ เลยมาเรียนสมาธิที่วัดยานนาวา อาศัยความสะดวก ไม่ได้ไปตามวัดที่ใครๆแนะนำมา

เราบอกกับเขาว่า นี่เห็นไหม เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป บางคนทำแทบตาย ทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ ยังไม่สามารถรู้ลึกซึ้งถึงเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ยังคงทุกข์เหมือนเดิมๆ เรื่องเหตุนี่สำคัญมากๆนะ ถึงบอกไงว่า จุดเริ่มต้นหลายๆคนอาจจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายรู้เหมือนๆกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย

เห็นความก้าวหน้าทางจิตของคนที่ปฏิบัติรอบๆตัว แล้วทำให้เกิดปีติมากๆ สุขไหนเล่าจะสุขเท่ากับการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน เมื่อเราสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีที่พึ่งพาสำหรับตัวเองได้อย่างมั่นคงแล้ว เราย่อมช่วยแนะนำชี้แนวทางให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ วันนี้อาจจะพึ่งพาตนเองได้แค่นี้ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ทำมาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่กำลังทำอยู่

ในเมื่อปัจจุบันกำลังสร้างแต่เหตุดี เหตุดีคือการดับที่เกิดเหตุทั้งปวงคือการยึดมั่นอุทานในตัวกูของกูในรู้ที่มีอยู่ที่คิดว่ารู้ เมื่อเข้าใจถึงและเข้าใจตรงนี้ได้ เหตุใหม่จะสร้างเพราะอุปทานที่เกิดจากการให้ค่าย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่จะเป็นการก่อภพชาติใหม่จะงอกเงยจากที่ไหนได้ ในเมื่อมีแต่ดับสิ้นไป ผลที่จะเกิดเพราะเหตุนั้นๆย่อมดับสิ้นตามไปด้วย ไม่มีเหตุจะมีผลไปได้อย่างไร

อีกหน่อยทีมงานที่เราทำอยู่ด้วยนี้จะเป็นทีมที่มีคุณภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีแต่ให้กับให้คือให้ทั้งเนื้องานทางอาชีพที่ถูกต้องและให้ทั้งแนวทางการดำเนินชีวิตที่พอเพียงในเหตุที่รู้จักกับคำว่า ” เพียงพอ ”

เพียงพออะไรล่ะ เพียงพอใจในทุกสรรพสิ่งที่ตนนั้นมีอยู่ เมื่อรู้จักคำว่า ” พอใจ ” แล้ว ย่อมไม่ไปใฝ่คว้าตะเกียกตะกายหาเหตุแห่งกิเลสมาปกปิดดวงจิตให้มืดมิดอีกต่อไป

เรื่องการเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกาย สิ่งที่เราพูดๆอธิบายให้คนรอบๆตัวตลอดจนคนที่เข้ามาคุยด้วยได้ผลนะ เพราะคนเริ่มเข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกายไม่ใช่แค่การเดินจงกรมกับนั่งสมาธิเท่านั้น อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้อยู่ในกาย ทุกๆสภาวะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปตามเหตุที่กระทำมา แม้กระทั่งในเรื่องการเจริญสติ

น้องที่ทำงานไปถือศิลปฏิบัติที่วัดมา ดีนะเขารู้จักการใช้วิธีเจริญสติให้เกิดประโยชน์กับตัวของเขาตลอดจนญาติพี่น้องของเขาเอง วันนี้เขาเข้ามาหาพร้อมๆกับนำงานถักกล่องกระดาษทิชชูที่ยังถักไม่เสร็จมาด้วย เขาบอกว่านี่แหละงานเจริญสติของเขาตอนที่อยู่ที่วัด

เขาเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเขาถามว่าทำไมถึงมาถักของพวกนี้ที่วัดทั้งๆที่มาปฏิบัติ
เขาตอบว่า นี่แหละการเจริญสติ ทำอะไรก็ได้ให้จิตรู้อยู่ในกายหรือที่กายนี้ ไม่ก็ไปสวดมนต์นั่งภาวนาก็ได้ อะไรก็ได้ที่ทำให้จิตมันอยู่กับกาย ไม่ใช่ไปนั่งพูดคุย นั่งนินทาชาวบ้านกัน ทำแบบนั้นจะเอาสติ เอาบุญมาจากที่ไหน ศิลขาดหมด มาทั้งทีต้องเอาดีกลับไป ไม่ใช่ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

เรายิ้มเลยนะ น้องเขาเปลี่ยนไปเยอะมากๆ เข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้น สามารถอธิบายให้คนอื่นๆฟังและนำไปปฏิบัติตามกันได้ ส่วนใครจะทำแบบไหน นั่นก็แล้วแต่เหตุของคนๆนั้น ไม่ได้ไปยัดเยียดรูปแบบให้ทำ ให้ทำตามเหตุ ตามสภาวะของแต่ละคน

เหมือนตัวเราเอง วันๆ เดินสลับกับยืนเย็บผ้ามั่ง ถักโครเชท์มั่ง ใช้เวลา ๑ชม.มั่ง ๒ ชม.มั่ง ๓ ชม.มั่ง ไม่แน่นอน แล้วจึงค่อยกำหนดนั่งต่อ สมาธิที่เกิดขึ้นก็แนบแน่นดี นับวันมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ รู้อยู่ในกายได้ชัดดี ปัญญาในการคิดพิจรณาเกิดขึ้นเนืองๆ สมาธิก็ได้ สติ สัมปชัญญะก็ได้

แม้กระทั่งเวลาที่อยู่ที่บ้านเราก็ทำแบบนี้แหละ ดูเวลาเลยเวลาทำอะไรก็ตาม ให้รู้อยู่ในกาย รู้อยู่กับสิ่งที่ทำ พอใจแค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสะดวก แม้กระทั่งรีดผ้าเราก็จับเวลา เริ่มรีดกี่โมง เสร็จกี่โมง หลังจากนั้นกำหนดนั่งต่อเลย จิตเป็นสมาธิดี แนบแน่นดี รู้กายได้ตลอด ตรงนี้เป้นการใช้เจริญสติในอิริยาบทย่อย

ส่วนอิริยาบทหลักที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือ เดินกับนั่ง เวลาทำเต็มรูปแบบ ให้เดินก่อนที่จะนั่ง ใช้ในการปรับอินทรีย์ เพื่อความสมดุลย์ระหว่างสติ สัมปชัญญะกับสมาธิ เพราะว่าถ้าสมาธิมากไปไม่ดี จะทำให้ขาดการรู้กาย ไปติดนิ่งในสมาธิ เรียกว่าสมาธิล้ำหน้าสติ ส่วนสติ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะเป็นเหตุให้ตัวสัมชัญญะเกิดขึ้นได้ง่ายหรือไวมากขึ้น

สติดี สมัชัญญะดี ย่อมเป็นเหตุให้สมาธิที่เกิดขึ้นแนบแน่นดี รู้ชัดอยู่ในกายได้ดี ตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ต้องไปทำแบบหวังผลอันใดเลย เพราะสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

นี่เห็นไหม งานก็ได้ ชิ้นงานก็ได้ งานประจำก็ไม่เสีย บ้านช่องก็เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่เคยขี้เกียจสุดๆ มาเป็นคนเริ่มรู้จักทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนที่มีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ รู้จักจับจ่ายใช้สอยตามพอเหมาะพอควรในสิ่งที่มองว่าจำเป็น

ระหว่างวัน

เช้านี้เดินสลับยืน ๒ชม. แล้วนั่ง สมาธิแนบแน่นดี รู้กายได้ชัดดี ๑ ชม. ช่วงบ่ายทำไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากมีคนมาหาตลอด มาได้ช่วงก่อนกลับบ้านหนึ่งชม.เต็มๆ
วันนี้ขากลับขณะที่นั่งในรถรับส่งของบริษัท จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง รู้ชัดในกายได้ตลอด เสียงทีวี เสียงเด็กร้อง เสียงเครื่องยนต์รถทำงาน ทุกอย่างแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ไม่ปะปนกัน จับรายละเอียดได้หมด

ทดลองลืมตาดู เพื่อจะดุว่า จิตสามารถเป้นสมาธิได้ต่อเนื่องหรือไม่ ปรากกว่า ถึงแม้จะลืมตาขึ้นมา มองไปข้างหน้า มองไปรอบๆตัว จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับสภาวะนี้ คือสามารถลืมตาทำสมาธิ เสียงที่ดังรอบๆตัว ไม่ส่งผลต่อสภาวะที่จิตกำลังเป็นสมาธิแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะลืมตาทำสมาธิก็ตาม

หัวค่ำ ขึ้นไปรีดผ้า พับผ้า เสร็จแล้วต่อด้วยการนั่ง ข้างล่างเปิดเพลงเสียงดัง ยังไม่ได้ปิด เสียงได้ยินถึงในห้อง ขณะที่นั่ง จิตเข้าสู่สมาธิได้ทันที แนบแน่นดี รู้ตัวได้ตลอดจนครบหนึ่งชม. โดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาแต่อย่างใด

ตอนนี้สภาวะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ นานมากขึ้น สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จิตเริ่มเป็นสมาธิได้ทุกอิริยาบท แม้กระทั่งขณะที่ลืมตาปกติ อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกก็สามารถกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิได้ เรียกว่า รู้ทั้งนอกและใน แต่ทุกๆสภาวะจะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆไม่มาปะปนกันแต่อย่างใด มีบางครั้ง จิตมันติดใจกับการรู้อยู่ในกาย มันไม่อยากถอนออกจากสมาธิ อยากรู้อยู่ในกายอยู่อย่างนั้น เวลาที่กำหนดออกมาแล้ว สมาธิยังมีค้างอยู่ เวลาเคลื่อไหวกายหรือกำลังเดินนี่ รู้ชัดที่การเคลื่อนไหวของกาย ตลอดจนเท้าที่กระทบพื้น รู้สึกได้ชัดมากๆ จิตเกิดความอิ่มเอมตลอดขณะที่กำลังเดิน

โฆษณา

จิตกับกิเลส

ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่เรื่องของจิตและกิเลสเห็นชัดมากขึ้นเท่านั้น จะรู้จักกิเลสแต่ละตัวได้ สภาวะยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึง ความตั้งมั่นของจิต กำลังของสมาธิ สติและสัมปชัญญะที่มีอยู่ในขณะนั้นๆ

กิเลสแต่ละตัว จะเป็นตัวสำคัญของแต่ละสภาวะ เราจะได้รู้จักตั้งแต่สภาวะหยาบๆของกิเลสแต่ละตัว จนกระทั่งสภาวะละเอียดของกิเลสแต่ละตัว มันจะเห็นชัด รู้ชัดของรายละเอียดสภาวะแต่ละสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

เช้านี้ หลังจากเจริญสติในอริยาบทยืนกับเดิน ๑ ๑/๒ ชม. ต่อด้วยการนั่ง วันนี้สภาวะสมาธิแนบแน่นต่อเนื่อง ๑ ชม.๒๐ นาที ระหว่างที่นั่ง มีสภาวะต่างๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะความคิด ความรู้สึก เวทนาที่เกิดขึ้นกับกาย จิตรู้ได้ทันทุกสภาวะ แต่ละสภาวะแยกออกเป็นส่วนๆ

เวทนานี่ตัดไปได้เลย เวทนาทางกายที่เกิดขึ้น โดยปกติของสภาวะ จะไม่มีผลใดๆต่อสภาวะขณะนั้นๆเลย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้ทันได้ตลอด มันจะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ได้ไปมีส่วนร่วมหรือไปรู้สึกกับเวทนาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความคิดที่เกิดขึ้น จะเป็นสภาวะทบทวนเรื่องราวของสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิเลสบางตัวที่สภาวะเด่นชัดในตัวนี้ ยิ่งกิเลสตัวนี้เกิดชัดมากเท่าไหร่ กำลังของสมาธิเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเม็ดเลือดขาวไล่ดักจับตัวเชื้อโรคที่กำลังจะรุกล้ำดินแดน

สมาธิที่เกิดขึ้นจะมีกำลังมากๆ รู้สึกแนบแน่นมากๆ แล้วความรู้สึกหรือกิเลสตัวนั้นๆที่กำลังเกิดขึ้นก็ดับหายไป โดยไม่ต้องไปกำหนดแต่อย่างใด สภาวะต่อมาคือ จะกลับมารู้ชัดที่กายได้อย่างต่อเนื่อง แล้วสภาวะทิสากาจะเกิดขึ้นตาม แปลกดีนะสภาวะนี้ พักนี้เหมือนมันจะเกิดคู่กัน โดยมีกิเลสเป็นเหยื่อล่อให้สมาธิมีกำลังมากขึ้น แล้วตัวสภาวะของทิสากาจะเกิดตาม

จิตนี่เขาฉลาดมากๆเลยนะ เหมือนเขารู้ว่าควรทำอย่างไรกับสภาวะโดยตัวสภาวะของเขาเอง ส่วนตัวเราเองน่ะได้แค่ดู แต่ไม่ได้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ถึงบอกไงว่า จิตนี่มหัศจรรย์มากๆ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป สภาวะการเข้าถึงและรู้จักกิเลสของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป สุดท้ายๆทุกๆคนจะรู้อยู่ในสภาวะกิเลสนั้นๆเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ขอเพียง ยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ตัวเองยังมีและยังคงเป็นอยู่กันเท่านั้นเอง ทำตามความเป็นจริง คือ เจริญสติ ขาดไม่ได้นะ ต้องทำต่อเนื่อง ถึงแม้จิตจะตั้งมั่นรู้อยู่ในกายและจิตได้ชัดแล้วก็ตาม ยังคงต้องทำต่อไป เหมือนทุกลมหายใจเข้าออก ที่เราต้องหายใจเข้า หายใจออกอยู่ทุกๆเวลา

การเจริญสติ มีหลากหลายวิธีการ สุดแต่อุบายของแต่ละคนที่จะรู้จักนำมาปรับเปลี่ยนในชีวิต ในกิจประจำวันของตัวเอง มันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวแน่นอนว่า ต้องทำแบบไหน เพราะทุกๆรูปแบบของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา แล้วผลของการเจริญสติ จะทำให้เกิดปัญญา เป็นเหตุให้เกิดตัวรู้เกิดขึ้นเนืองๆ เราจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกสภาวะที่เราดำเนินในชีวิตของเรานี่แหละ

การกำหนด

การกำหนดชื่อเป็นเพียงอุบายเพื่อให้จิตมีที่เกาะ
มีที่ยึดเหนี่ยวให้รู้อยู่ในกาย อยู่กับปัจจุบันได้ทัน ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของ สติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิว่ามีความแนบแน่นมากน้อยแค่ไหน

เพราะการที่จิตส่งออกนอกกาย ไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไหลไปในอดีต อนาคต
จิตจะเกิดความคิด วิตกกังวลจนเป็นทุกข์เสมอ

หากจิตตั้งมั่น รู้อยู่ในกายได้ ถ้าปัญญาเขาจะเกิด เขาเกิดเอง
หรือไม่ก็มีความคิดพิจรณาในสิ่งที่ติดขัดอยู่ เมื่อเกิดปัญญา จะรู้เองว่า เหตุเกิดจากอะไร

ธรรมแท้เป็นเรื่องของตัวเอง ต้องพึ่งพาตัวเอง ต่อการดับทุกข์ทางใจ ด้วยปัญญาจากใจภายใน
ของตนเองจริงๆ อันเกิดจากการกระทำที่ถึงจุดของมันเองเท่านั้น
จึงจะดับทุกข์ของตนได้อย่างแท้จริง ดับสนิทจริงๆไม่มีส่วนเหลือ

มิใช่เกิดจากการอ่าน การฟังผู้อื่นเข้ามาจากภายนอกเข้ามาภายในตนนั้น
ยิ่งมิใช่ของจริงที่จะดับทุกข์ของตนได้ มันเป็นการคลายทุกข์เพียงชั่วคราว
พอสะดุดอีกก็ทุกข์อีกไม่รู้จักจบสิ้น

สรุป ธรรมที่ดับทุกข์จริงๆ จะต้องออกมาจากภายในจิตของใครของมัน
แล้วมาตรงกับพระไตรปิฏกเท่านั้น

สภาวะที่เกิดขึ้นของใครของมัน เหตุใครเหตุมัน ไม่เหมือนกันหมดทุกคน
แต่แกนกลางที่เหมือนกันคือ ไม่ทุกข์ใจแม้แต่นิดเดียว

ถ้าสมบูรณ์จริงๆ ดับทุกข์ใจได้เท่ากัน ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรในจิต
เพราะความมีที่ยังมีหลงเหลืออยู่ย่อมเป็นทุกข์

ไม่ต้องไปลังเลสงสัยอะไร ให้ทำไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อน อย่าหวังผล
อย่าท้อถอย ทำเท่านั้น อดทนทำต่อเนื่องไป ย่อมถึงผลในที่สุด

คนส่วนมากมักพูดว่า ปฏิบัติมานานแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย
การปฏิบัติ เราปฏิบัติเพื่อเอาทุกข์ออกจากใจ ไม่ใช่เพื่อไปได้อะไร หรือไปเป็นอะไร

เป็นเรื่องของตนเห็นจิตตน ซึ่งทางธรรมเรียกว่า ” ปัจจัตตัง ”
หมายถึงปฏิบัติไปๆจะเห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง อารมณ์ยินดี ยินร้าย
ที่เคยมีอยู่ในจิต มันค่อยๆลดลงไปๆ ในขณะเดียวกัน ความทุกข์ใจจะค่อยๆน้อยลงๆ

ความเป็นอยู่ จะอยู่ง่าย กินง่ายมากขึ้น ไม่ยึดมั่นเหมือนเมื่อก่อน
หากความโลภ ความโกรธ ความหลง ลดลงมากเท่าไหร่ ทุกข์ก็จะลดลงมากเท่านั้น
หมดเมื่อไหร่ หมดทุกข์เมื่อนั้น

ธรรมแท้มีไม่มาก มีทุกข์หรือไม่ทุกข์เท่านั้น
หมายถึงใจเป็นสำคัญ รู้ก็ไม่ทุกข์ ไม่รู้ก็ทุกข์

ในที่สุดของการปฏิบัติคือ

อยู่กับกิเลสได้ โดยใจไม่ไปเป็นทุกข์กับกิเลส
อยู่กับทุกข์ได้ โดยใจไม่ทุกข์

อยู่กับโลกได้ด้วยใจเป็นธรรม กายส่วนกาย ใจส่วนใจ
แต่อาศัยอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง

หากรู้สภาวะภายในที่เป็นเหตุที่แท้จริง ย่อมสามารถรู้สภาวะภายนอกที่เป็นผลได้ด้วย
เรียกว่า ฝึกภายใน สนามสอบอยู่ภายนอก ดูผัสสะหรือการกระทบที่เกิดขึ้น

เราฝึกจิตเพื่อให้รู้เท่าทันสภาพที่แท้จริงของอุปทาน
หรือความหลงยึดต่อร่างกายและสิ่งต่างๆในโลกนี้ อันเป็นธาตุ ๔ ว่า
เป็นตัวเรา ของเรา แล้วขจัดความหลงให้หมดสิ้น

เพราะการมีตัวเรา ของเราเกิดขึ้นในจิตเมื่อไหร่
ทุกข์จะเกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที

จิตมีความยึดถือในความมีตัวตนของเรา มากน้อยเพียงใด
ก็จะเกิดอุปทานไปตามนั้น

สภาวะ , การกำหนด

สภาวะ

สภาวะ แปลว่า ความเห็นเอง ความเกิดขึ้นเอง การปรากฏขึ้นเอง
เช่น สภาวะลักษณะ หมายถึงลักษณะที่เป็นเอง เกิดเองเป็นเองตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ
ในการปฏิบัติกรรมฐานหรือเจริญสติหรือจะเรียกอะไรก็ตาม หมายถึง สภาวะหรือปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นภายในกายและจิตของผู้ปฏิบัติ ( อันนี้เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน )

การกำหนดต้นจิต คือ การฝึกจิตให้อยู่กับการเคลื่อนไหวและอิริยาบทต่างๆของร่างกาย
เช่น ขณะนั่งอยู่ก็กำหนดรู้อยู่ว่านั่ง แล้วถ้าจะลุกขึ้น ก่อนจะลุกก็กำหนดรู้อยู่

การจะเปลี่ยนอิริยาบทหรือเคลื่อนไหวใดๆ หรือเมื่อจำเป็นต้องสนทนา จะพูดจะกล่าวคำใดๆ
ก็กำหนดรู้พร้อมกันไป การกำหนดในทำนองดังกล่าวมานี้ เป็นการช่วยให้มีสติ สัมปชัญญะ
และสมาธิเชื่อมโยงติดต่อกันไม่ขาดระยะ

การกำหนดทำนองดังกล่าวมานี้ มีในสติปัฏฐานสูตร หมวดอิริยาปถบัพพะและสัมปชัญญะบัพพะ
ในการฝึกกำหนดต้นจิต ในตอนแรกๆ อาจจะกำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ขาดๆหายๆ
ซึ่งคนเราส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น

ถ้าไม่ท้อถอย และเลิกเสียก่อน แต่พากเพียรทำต่อไปจะพบเองภายภาคหน้าว่า
มีสติกำหนดได้ดีเป็นส่วนมาก และจะค่อยๆกำหนดได้ติดต่อกันดีขึ้น แล้วในที่สุด
ก็สามารถกำหนดได้โดยติดต่อกัน ซึ่งแสดงว่า มีสติมั่นคง มีสัมชัญญะเกิด
ซึ่งเป็นพื้นฐานในการนั่งกำหนดสมาธิต่อไป

นำมาจาก หนังสือวิปัสสนากรรมฐาน ( สติปัฏฐานสูตร ) หลวงพ่อโชดก

บทความด้านบน นำมาเพียงบางส่วนค่ะ จริงๆแล้วมีรายละเอียดมากกว่านี้

การกำหนดมีสองแบบ คือ

๑. ใช้คำบริกรรมช่วย เช่น ใช้หนอกำกับลงไปในอิริยาบทนั้นๆ
เพื่อเป็นการสร้างทั้งสติ สัมปชัญญะ ให้มีกำลังมากขึ้น

๒. ไม่ใช่คำบริกรรม แต่เอาจิตจดจ่อลงไปรู้ในการกระทำนั้นๆ

สมาธิปทฐฐานา มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะทำให้ปัญญาเกิด หมายความว่า
ปัญญาจะเกิดได้ต้องมีสมาธิ คือ ความตั้งใจแน่วแน่ต่ออารมณ์นั้นๆ

เช่น เวลาดูหนังสือ ถ้าใจจดจ่ออยู่กับหนังสือนั้น ไม่วอกแวกไปทางอื่นก็จำได้ง่าย จำได้ดี
นั่นแหละเป็นเหตุให้เรื่องปัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แม้ในปัญญาขั้นสูง เช่น
ภาวนามยปัญญาก็ต้องอาศัยสมาธิเช่นเดียวกัน

ตัวอย่าง การเจริญสติ ถ้ามีสติ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี โดยเป็นไปติดต่อกันเสมอ
( จิตจดจ่อรู้อยู่ในกายได้ตลอด ) ไม่มีเผลอ ยิ่งไม่เผลอมากเท่าไหร่
นั่นบ่งบอกถึงกำลังความแนบแน่นของสมาธิที่เกิดขึ้น

เชื่อไหม ถ้าจะบอกว่า ถ้าทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง
กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นจากการเจริญสติ สามารถมีกำลังถึงจตุตถฌานได้
และไปทีละสเต็ป เรียกว่าจากหนึ่งจนชำนาญ ไปสอง จากสองจนชำนาญไปสาม
จากสามจนชำนาญไปสี่

วิธีฝึกจิตให้ตั้งมั่น

1. หาที่นั่งที่คิดว่า นั่งแล้วรู้สึกสบายที่สุด จะนั่งแบบไหนๆก็ได้ จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ ตามความสะดวกและตามความถนัดของแต่ละคน สำหรับตัวเราเองชอบนั่งโซฟา ที่มีพนักพิงหลังสูงกว่าศรีษะของเรา

แรกๆฝึก ทำตามความชอบจะได้ทำได้แบบสบายๆ แต่บางคนอาจจะทำแตกต่างกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างอะไร เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป ตามเหตุที่ทำมา

2. เวลานั่ง ให้นำมือทั้งสองประสานกัน คือ สอดนิ้วเข้าหากันทั้งหมด นี่ลักษณะเหมือนนั่งกุมมือไว้ หรือทำแบบมือขวาทับมือซ้าย หรือมือซ้ายทับมือขวา หรือจะนั่งแบบปล่อยตัวตามสบาย หลังพิงโซฟาได้แบบเต็มที่ หรือถ้าอยากฝึกในท่านอนก็สามารถทำได้เช่นกัน

3. หายใจเข้าออก สบายๆ หายใจไปเรื่อยๆ จะกำหนดภาวนาหรือไม่ต้องภาวนาใดๆใดๆก็ได้ เอาจิตรู้ไปพร้อมกับลมที่หายใจเข้าออก กระทบตรงไหน ให้แค่รู้ไปตามลมหายใจ เห็นท้องพองยุบ เห็นส่วนใดของกายเคลื่อนไหว ให้รู้ไปตามนั้น ดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ดูแบบสบายๆ

บางครั้ง อาจจะมีอาการตึงที่บริเวณทีโซนคือ แถวๆหน้าผาก ที่ดั้งจมูก ที่แก้มทั้งสองข้าง ก็ไม่ต้องตกใจว่ากำลังเพ่ง เพราะใหม่ๆอาจจะตามลมหายใจไม่เป็นเลย อาจจะกลายเป็นเพ่งไปได้ ไม่ได้ผิดปกติอะไร ให้รู้อยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปเกร็งใดๆ ไม่ต้องไปคิดว่า นี่กำลังเพ่งแล้วนะ หายใจยาวๆสบายๆไปเรื่อยๆ แล้วอาการที่รู้สึกว่าเพ่งนั้นจะค่อยๆคลายตัวไป

4. บางครั้งอาจจะเกิดโอภาสร่วมด้วย ไม่ต้องไปชอบหรือชังใดๆ วางใจให้เป็นกลาง เอาจิตกลับมารู้ที่ลมหายใจ กลับมารู้ที่กายแทน ไม่ต้องไปใส่ใจในแสงสว่างที่มองเห็น

5. ทำแบบนี้ให้ได้ทุกวัน จนจิตเกิดความชำนาญมากขึ้น ตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น เราจะรู้ตัวเองว่าจิตตั้งมั่น หรือเป็นสมาธินั่นเอง แรกๆอาจต้องอาศัยสถานที่เงียบๆไปก่อน พอทำได้ชำนาญแล้ว ค่อยฝึกกับเสียงในขั้นต่อๆไป

กำหนด กับไม่กำหนด แตกต่างกันตรงไหน

 
                           

                      ถ้าพูดถึงเรื่องการกำหนด  จะว่าแตกต่างก็แตกต่าง  จะว่าไม่แตกต่างก็ไม่แตกต่าง  มันอยู่ที่สถานะการณ์ที่เราจะใช้  จากบทเรียนที่ผ่านๆมา  ตอนนี้ทำให้เก็บรายละเอียดของสภาวะได้มากขึ้น  เลยทำให้เข้าใจเรื่องการกำหนดมากขึ้น  ..
 
                      เดี๋ยวมาเขียนต่อ  ขอไปปฏิบัติก่อน 2 ชม.

Next Newer Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: