จิตหลุดพ้นโดยชอบ

 

 

ผัสสะ/สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆๆ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

โยนิโสมนสิการ(กำหนดรู้)
ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่กำลังมีเกิดขึ้น
(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป ทางกาย วาจา)

 

จิตหลุดพ้นโดยชอบ หมายถึง หลุดพ้นจากกิเลสที่มีเกิดขึ้นในใจ เมื่อกิเลสครอบงำไม่ได้ ย่อมไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นปัจจัย

 

 ผัสสะ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้น
เพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลใน สัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจาก การกระทำทางใจแล้ว
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ เมื่อ  ภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว

ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่
เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น

ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้
ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน
ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ
เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดด

ครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า
โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น
มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด

ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ

เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ฟังเสียงด้วยหู…

สูดกลิ่นด้วยจมูก…

ลิ้มรสด้วยลิ้น…

ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…

รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีกายเป็นที่สุด

เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด
ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น ฯ

จบมหาวรรคที่ ๕

จบจตุตถปัณณาสก์

 

 

Advertisements

มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

อธิษฐานจิต

ข้าพเจ้าตั้งใจทำความเพียร และเพียรละในเหตุแห่งทุกข์
ขอมอบกายถวายชีวิต
แด่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครู

ข้าแต่ ภควันต์ : พระองค์เป็นผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ เป็นปฐมา จารย์ก่อนใครในการบำเพ็ญเพียรเผากิเลส

ข้าแต่ภควันต์ : พระองค์ได้ทำลายความชั่วบาป และขจัดความโกรธแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู

ข้าแต่ภควันต์ : พระองค์ทรงชนะมารหมู่มาร พระองค์เสวยวิมุตติสุข
และทรงตำหนิปฏิปทาแบบ ชาวบ้าน และหนทางที่ผิดพลาดทั้งหลาย

ข้าแต่ภควันต์ : พระองค์ผู้มีพระบาทประดับด้วยจักร มีซี่ตั้งพัน
ข้าพระองค์ หาได้มีลิ้นเป็นพันไม่

ไฉนเลยจะกล่าวสรรเสริญพระคุณขององค์ได้หมดสิ้น

(สีตไล สัตตนา มหากวีพุทธชาวทมิฬ (ศตวรรษที่ ๒)
ในวรรณกรรมพุทธภาษาทมิฬชื่อ “มณีเมขไล”)

เวียนว่ายมาเนิ่นนานแล้วหนอ เบื่อหนอ
เรื่องราวทางโลก ทรัพย์สลิงคารทั้งหลาย
ชื่อเสียง เกียรติยศ ล้วนเป็นวังวนของโลกธรรม ๘
หาสาระใดๆไม่ได้เลย

ข้อปฏิบัติที่วลัยพรทำประจำ

เวลาใส่บาตร ทำทาน สร้างกุศล ตั้งจิตอธิษฐานเนืองๆว่า
สุทินนัง วะตะเม ทานัง อาสวะขะ ยาวะหัง นิพพานะ ปัจจะโยโหตุ

หลังทำกรรมฐานทุกครั้ง ตั้งจิตอธิษฐานเนืองๆว่า

ข้าพเจ้า ขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออนุภาพบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ …. ( สวดมนต์ , ทำสังฆทาน , ทำบุญ , ปฏิบัติ ฯลฯ ) แล้ว ณ วันนี้

ขอผลบุญกุศลหนุนนำให้ข้าพเจ้า ปฏิบัติ ได้เกิดปัญญาญาณ บรรลุมรรค ผล ล่วงพ้นบ่วงมาร เห็นแจ้งในพระนิพพาน ณ ปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ สาธุ

สิ้นชาติจบพรหมจรรย์

อุทายิสูตร

[๔๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชนชาวสุมภะ ชื่อเสตกะ
ในแคว้นสุมภะ ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า.

[๔๕๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา มีขึ้น
ความรัก
ความเคารพ
ความละอายใจ
และความเกรงกลัว

ของข้าพระองค์ซึ่งมีอยู่ในพระผู้มีพระภาคมากเพียงไร
ด้วยว่า ข้าพระองค์เมื่อเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอยู่ในกาลก่อน
ก็มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระธรรมมากนัก
มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระสงฆ์มากนัก

ข้าพระองค์เห็นความรัก
ความเคารพ
ความละอายใจ
ความเกรงกลัว ในพระผู้มีพระภาค จึงออกบวชเป็นบรรพชิต

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ว่า
อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดแห่งรูป
อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา …
อย่างนี้สัญญา …
อย่างนี้สังขาร …
อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความ
เกิดแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ.

[๔๖๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่ในเรือนว่าง
พิจารณาถึงความเกิดและความเสื่อมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้
ได้รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

[๔๖๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่ข้าพระองค์บรรลุแล้วและมรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น
อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำ ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป
เพื่อความเป็นอย่างนั้น

โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คือ
สติสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น

โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำ
ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
มรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนี้แล อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น
โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
[๔๖๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อุทายี มรรคที่เธอได้แล้วนั้นแล
อันเธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำเธอผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น
โดยที่เธอจักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=2749&Z=2791

หมายเหตุ;

มรรค-อริยมรรค

ชาติ ชรา มรณะ

เหตุปัจจัยจาก อวิชชา ที่มีออยู่

ไม่มีใครหนีพ้น ชาติ ชรา มรณะได้

หลงรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่ ชีวิตจึงอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทุกข์กับกองสังขาร

ชฎิล ๓ พี่น้อง อาทิตตปริยายสูตร

อาทิตตปริยายสูตร

             [๕๕] ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จ
จาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป  ล้วนเป็น
ปุราณชฎิล.  ได้ยินว่า  พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ  ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ
๑๐๐๐ รูป.
             ณ ที่นั้น  พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน  ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  จักษุเป็นของร้อน  รูปทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน
สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์  เป็นสุขเป็นทุกข์  หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่
เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย  แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร?  เรากล่าวว่า ร้อน
เพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่
และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย  เพราะทุกข์ใจ  เพราะ
ความคับแค้น.
             โสตเป็นของร้อน  เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ...
             ฆานะเป็นของร้อน  กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ...
             ชิวหาเป็นของร้อน  รสทั้งหลายเป็นของร้อน ...
             กายเป็นของร้อน  โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ...
             มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน  วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน
สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน  ความเสวยอารมณ์เป็นสุข  เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่
เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน  ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่า  ร้อน
เพราะไฟคือราคะ  เพราะไฟคือโทสะ  เพราะไฟคือโมหะ  ร้อนเพราะความเกิด  เพราะความแก่
และความตาย  ร้อนเพราะความโศก  เพราะความรำพัน  เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ  เพราะ
ความคับแค้น.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
สัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์  ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์  หรือมิใช่ทุกข์
มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
             ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ...
             ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ...
             ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ...
             ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ...
             ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
วิญญาณอาศัยมนะ   ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์
ที่เป็นสุข  เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข  ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย.
             เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมสิ้นกำหนัด  เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้น
แล้ว  อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ
แล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี.  ก็แล  เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ถือมั่น.

การเจริญโพธิปักขิยธรรม

วิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามคำสอนพระพุทธเจ้า

อุปัชฌายสูตร
[๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิตของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้นพาภิกษุสัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิต
ของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่
ปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่เธอ เธอไม่ยินดีประพฤติ
พรหมจรรย์ และเธอมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้

ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียรเป็ นเครื่องตื่นอยู่ ไม่เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ประกอบการเจริญ โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบ
ความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดังนี้ ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นอันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป

ภิกษุนั้นหลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่อยู่ ไม่นานเท่าไร ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม

ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวช เป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ก็แลภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในจำนวน พระอรหันต์ทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้น ได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายผมไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย

ครั้งนั้น ภิกษุนั้น พาภิกษุผู้สัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมไม่
หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัย ในธรรมทั้งหลาย

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอไม่หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่เธอ ถิ่นมิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของเธอ เธอยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และเธอไม่มีความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้

ย่อมมีได้แก่ภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

หมายเหตุ:

การเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ขณะที่ผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างนานา

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ชั่วขณะที่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สภาวะโพธิปักขิยธรรม จึงเกิดขึ้น ชั่วขณะ

ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

การหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ เป็นการเจริญโพธิปักขิยธรรม

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=1603&Z=1648

สภาวะควบคู่(ดับภพชาติปัจจุบันและภพชาติในวัฏฏสงสาร)

การปฏิบัติ ที่ให้หรือส่งผลเร็วที่สุดคือ 

๑. การหยุดสร้างเหตุนอกตัว/ขณะที่ผัสสะเกิด แล้วสิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดจะสั้นหรือจะยาวก็ตาม แค่รู้ แต่ไม่สร้างเหตุออกไป ตามแรงผลักดันของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๒. ทำความเพียรต่อเนื่อง รูปแบบใด ก็ใช้ได้หมด เพราะเหตุปัจจัย สร้างมาแตกต่างกันการ สภาวะการปฏิบัติของแต่ละคน จึงแตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่

การปฏิบัติทุกๆรูปแบบ ไม่มีแบบไหน ที่เรียกว่า ดีที่สุด และไม่มีแย่ที่สุด สูงสุด ต่ำสุด ไม่มีการเปรียบเทียบในการปฏิบัติ ที่ยังมีการเปรียบเทียบอยู่ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของแต่ละคน

สองสิ่งที่บอกไปนี้ เป็นการใช้ภาษาแบบชาวบ้าน แบบปริยัติก็มีอยู่ มีปรากฏอยู่ทั้งในพระไตรปิฎก และพุทธวจนะ

จำได้ว่า เคยเขียนไปแล้ว เพียงนำมาบอกซ้ำๆบ่อยๆ เผื่ออาจจะจดจำกันได้บ้าง สำหรับคนที่ยังขอคำแนะนำจากวลัยพรอยู่ จะได้ไม่ลืมกันว่า ควรทำอย่างไรบ้าง

อริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ ประการ เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ว่าจะเกิดขึ้น กับบุคคลที่อยู่ใน ยุคไหน สมัยไหนก็ตาม สภาวะนี้ไม่มีแปรเปลี่ยน ตามยุค ตามสมัย เพราะ ธรรมนี้ อกาลิโก คือ อยู่เหนือกาลเวลา

ทุกข์ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ

ลักษณะของ ทุกข์ รู้แบบหยาบๆ ได้แก่ ความรู้สึกถูกบีบคั้น การทนอยู่ได้ยาก

รู้ แบบละเอียดมากขึ้น ได้แก่ การเกิด ทุกๆการเกิด ล้วนเป็นทุกข์

เมื่อรู้ชัดในทุกข์ รู้ว่า ทุกข์ที่บีบคั้น ล้วนเป็นแดนเกิด ของการสร้างเหตุ ให้เกิดภพชาติใหม่เนืองๆ(ปัจจุบัน ขณะ) ย่อมแสวงหา วิธีดับทุกข์

ความศัรทธา เป็นเหตุให้ เกิดการทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เป็นเหตุให้ รู้วิธีการดับทุกข์ ที่เกิดจาก ปัจจุบัน ขณะ(ผัวสสะ) เป็นเหตุปัจจัย

สิ่งนอกตัว ล้วนตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ ไม่สามารถน้อมเอา คิดเอาเองได้ เมื่อรู้ได้ดังนี้ จึงเกิดการปล่อยวาง ลงไปเรื่อยๆ

จึงมุ่งดับเหตุที่ตนเอง มากกว่า คิดดับนอกตัว เพราะ ตราบใด ที่ยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด นั่นแหละเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

นี่แหละ วิธีตัดหรือการสร้างเหตุของการดับเหตุภพชาติปัจจุบัน ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยการสร้างเหตุออกไป ด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่ หรือ รู้แล้ว อดทนกดข่ม ไม่ไหว นั่นแหละ เหตุปัจจัย ที่มีเกิดขึ้นใหม่อีก

การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

วิธีการ ต้องมีองค์ประกอบสองอย่างรวมกัน ไม่งั้น ได้ผลช้า

๑. หยุดสร้างเหตุนอกตัว ณ ปัจจุบัน ขณะ(ผัสสะเกิด) ที่เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม มีสติรู้อยู่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ซี่งเป็นการ สร้างเหตุของ การดับภพชาติปัจจุบัน ส่วนจะดับสนิทหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างอยู่

๒. ทำสมถะ ควรหาพี่เลี้ยง ที่รู้เรื่องสภาวะจิตเป็นสมาธิ บางคนนั่งแล้วหลับทุกครั้ง นั่นแหละ จิตเป็นสมาธิ แต่สติด้อยกว่า กำลังสมาธิมีมากกว่า สภาวะสัมปชัญญะ จึงเกิดขึ้นไม่ได้

เป็นเหตุให้ ขาดความรู้สึกตัว ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ วิธีแก้ คือ การปรับอินทรีย์ เดินมากกว่านั่ง สังเกตุสภาวะตัวเองไปเรื่อย จนปรับอินทรีย์เกิดความสมดุลย์

เป็นเหตุให้ สติกับสมาธิ มีกำลังไม่เหลื่อมล้ำมากน้อยไปกว่ากัน เมื่อสภาวะสัมปชัญญะเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเหตุสภาวะสัญญาเกิด สำหรับผู้ที่ไม่รู้ จะเรียกว่า ปัญญา ให้ใช้หลักโยนิโสมนสิการ กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น สงสัย สักแต่ว่า สงสัย ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี๋ยวมีเหตุ ให้รู้เอง จะรู้ทีละนิดๆ รู้แบบหยาบๆ

สภาวะที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ อาจมีโอภาสเกิดร่วมหรือไม่เกิดก็ได้ โอภาสจะเกิดตามกำลังของสมาธิ ยิ่งสมาธิมีกำลังแนบแน่นมากๆ โอภาสจะมีแสงสว่าง ตามกำลังของ สมาธิ ณ ขณะนั้นๆ

สภาวะที่เอ่ยมานี้ มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ หมายถึง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ตั้งแต่ ปฐมฌาน เป็นต้นไป

การจะรู้แจ้ง อริยสัจ ๔ ก็ตาม นิพพานก็ตาม จะเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง เกิดกับผู้ที่มีสภาวะ สัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง จากตำราที่ได้ร่ำเรียนมา อันนั้นเป็นเพียง สภาวะอุปกิเลส ที่เกิดขึ้น

ส่วนขณิกสมาธิ ที่นำมาสอนกันแพร่หลาย ล้วนเป็นเพียงอุบาย ของท่านผู้รู้ เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติ ไม่ลำบากยากนัก จะได้ไม่ท้อถอยในการปฏิบัติ

ขณิกสมาธิ ทำได้เพียง ดับภพชาติปัจจุบัน เพราะ สังโยชน์ ยังไม่ถูกทำลายลงเป็น สมุจเฉทประหาน อนุสัย จึงเนืองนองอยู่ในขันธสันดาน อย่างมาก แค่เบาบางลงไป แต่ยังไม่ถูกทำลายหมดสิ้น จึงมีชื่อเรียกว่า มรรค มีองค์ ๘

สภาวะ สมุจเฉทประหาน ของสังโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิด ในขณะที่เป็น สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น จึงมีชื่อเรียกตามสภาวะที่เกิดขึ้นว่า อริยมรรค มีองค์ ๘

โสดา สกิทาคา อนาคามี

การทำงานทุกชนิด คือ การออกกำลังกาย

การทำสมาธิ คือ การทำให้จิต มีพลัง

สองสิ่งนี้ มีเกิดในทุกๆขณะของชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น ก็ตาม แต่สามารถเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย

สัมมาสมาธิ เป็นเหตุปัจจัย ของการแจ้งอริยสัจ ๔ และแจ้งนิพพาน

พระนิพพาน คือ การดับภพ

ภพชาติปัจจุบัน และภพชาติในวัฏฏสงสาร

สัมมาสมาธิ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ แต่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยการปรับอินทรีย์

ส่วนจะแจ้งในสภาวะอริยสัจ ๔ และนิพพานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุที่สร้างขึ้น ณ ปัจจุบัน ขณะ(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) และการทำความเพียรต่อเนื่อง

แจ้งอริยสัจ สามารถสร้างเหตุดับภพ ดับชาติ ให้เบาบาลง แต่ยังตัดไม่เด็ดขาด เพราะรู้เพียง เหตุและผล(สัจจานุโลมิกญาณ) รู้เรื่อง กิเลส แต่ยังไม่รู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท

แจ้งนิพพาน สามารถสร้างเหตุดับภพ ดับชาติ ได้อย่างเด็ดขาด เพราะ รู้ชัดในปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุให้รู้ว่า เมื่อผัสสะเกิด ทำไมต้องเกิดความรู้สึกยินดี ยินร้ายหรือเฉยๆ

เพราะเหตุนี้ จึงสามารถดับเหตุที่ตนเอง ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยอยู่

โสดาปัตติมรรค แจ้งอริยสัจ ๔ และสภาวะอุปทานขันธ์ ๕

โสดาปัตติผล แจ้งอริยสัจจ์ และนิพพาน

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส ถูกประหาน เป็นสมุเฉทประหาน ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

สกิทาคามิมรรค สกาทคามิผล กามราคะและปฏิฆะเบาบางลง ไม่มีความพยาบาท

อนาคามีมิมรรค แจ้งอริสัจจฺ และนิพพาน ถือเพศพรหมจรรย์

อนาคามิผล แจ้งอริยสัจจ์ แจ้งนิพพาน กามราคะและปฏิฆราคะ ถูกประหาน เป็นสมุจเฉทประหาน สังโยชน์ทั้ง ๕ ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีกต่อไป

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: